โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

Deutsche Bank ชี้ “บิตคอยน์-ทองคำ” จ่อขึ้นแท่นสินทรัพย์สำรองธนาคารกลางทั่วโลก ในปี 2573

การเงินธนาคาร

อัพเดต 10 ต.ค. 2568 เวลา 13.50 น. • เผยแพร่ 10 ต.ค. 2568 เวลา 06.50 น.

Deutsche Bank ชี้ "บิตคอยน์-ทองคำ" จ่อขึ้นแท่นสินทรัพย์สำรองธนาคารกลางทั่วโลก ภายในปี 2573 เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการอ่อนค่าของดอลลาร์

วันที่ 10 ตุลาคม 2568 เวลา 13.21 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า Deutsche Bank AG วิเคราะห์ว่า ธนาคารกลางทั่วโลกอาจถือครอง บิตคอยน์ (Bitcoin) และทองคำ (Gold) ในปริมาณมากขึ้นภายในปี 2573 อันเป็นผลจากความนิยมที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนสถาบัน และการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ตามการวิเคราะห์ของ

Marion Laboure นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำลอนดอน และ Camilla Siazon นักวิเคราะห์ของ Deutsche Bank ระบุว่า “สำหรับธนาคารกลาง การถือครองบิตคอยน์อาจสะท้อนถึงเสาหลักทางการเงินยุคใหม่ (modern cornerstone of financial security) ที่มีบทบาทคล้ายทองคำในศตวรรษที่ 20”

ทั้งนี้รายงานดังกล่าวเผยแพร่ในช่วงที่ความต้องการทองคำและบิตคอยน์ของนักลงทุนทั่วโลกพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนจาก นโยบายภาษีของสหรัฐและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกระตุ้นให้นักลงทุนหันมาหาสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ และเตรียมรับมือกับยุคที่เงินสกุลหลักอย่างดอลลาร์อาจมีบทบาทลดลง

ทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยตามธรรมเนียมได้ ทะลุระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แล้วในสัปดาห์นี้ ขณะที่บิตคอยน์เคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน

นักวิจัยของ Deutsche Bank ระบุว่า ความต้องการทองคำในงบดุลของธนาคารกลางเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหลัง วิกฤตการเงินโลกปี 2551 และตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา ธนาคารกลางทั่วโลกกลายเป็นผู้ซื้อทองคำสุทธิ (net buyers of gold)

ในรายงานระบุว่า ปัจจุบันธนาคารกลางทั่วโลกถือครองทองคำรวมกว่า 36,000 ตัน โดยแรงหนุนสำคัญมาจาก ความไม่แน่นอนทางการค้าและความผันผวนของตลาดการเงิน

Deutsche Bank ชี้ว่าการที่ประเทศต่าง ๆ ลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ (de-dollarization) เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของทั้งทองคำและบิตคอยน์ โดยสัดส่วนของเงินดอลลาร์ในทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงจาก 60% ในปี 2543 เหลือเพียง 41% ในปี 2568

การอ่อนแรงของดอลลาร์นี้ทำให้เกิดเงินไหลเข้ากองทุน ETF ของทองคำและบิตคอยน์อย่างเป็นประวัติการณ์ โดยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีกระแสเงินไหลสุทธิ (net inflows) เข้ากองทุนทองคำกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ และเข้ากองทุนบิตคอยน์กว่า 4.7 พันล้านดอลลาร์

Marion Laboure ระบุว่า “พฤติกรรมที่เราเห็นต่อทองคำในศตวรรษที่ 20 มีความคล้ายคลึงอย่างมากกับสิ่งที่ผู้กำหนดนโยบายในปัจจุบันกำลังถกเถียงเกี่ยวกับบิตคอยน์” และมองว่า บิตคอยน์อาจกลายเป็นสินทรัพย์สำรองอีกประเภทหนึ่งของธนาคารกลาง แม้จะยังเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางก็ตาม

อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกฝ่ายที่เห็นด้วยกับมุมมองของ Deutsche Bank

นักวิเคราะห์จาก JPMorgan ระบุว่า Stablecoin ซึ่งเป็นคริปโตเคอร์เรนซีที่มีมูลค่าผูกกับสินทรัพย์อื่น เช่น ดอลลาร์หรือทองคำ อาจกลายเป็นปัจจัยที่เพิ่มความต้องการต่อเงินดอลลาร์มากกว่าที่จะลดลง

JPMorgan ประเมินว่า หากตลาด Stablecoin เติบโตตามแนวโน้มปัจจุบัน อาจสร้างความต้องการเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้นถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2570 ซึ่งอาจสวนทางกับมุมมองของ Deutsche Bank ที่คาดว่าทั้งทองคำและบิตคอยน์จะกลายเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์ในทุนสำรองของธนาคารกลาง

Marion Laboure ย้ำในรายงานว่า“ทั้งบิตคอยน์และทองคำจะไม่สามารถแทนที่เงินดอลลาร์ได้โดยสมบูรณ์” แต่จะทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์เสริม (complementary assets) ในกลยุทธ์การถือครองทุนสำรองของธนาคารกลาง โดยอ้างอิงถึงแนวโน้มที่ ความผันผวนของบิตคอยน์ลดลง และการสนับสนุนจากหน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐ และจีนเพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งหมดสะท้อนว่าความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเติบโตในระดับโลก

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...