โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เบ้งเฮ็ก” ม่านอ๋องที่ขงเบ้งยกทัพไปปราบ จับ 7 ครั้ง ปล่อย 7 หน จริง ๆ แล้วคือคนจีน?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 29 ส.ค. 2568 เวลา 04.09 น. • เผยแพร่ 28 ส.ค. 2568 เวลา 08.32 น.
เบ้งเฮ็ก (ภาพจาก Wikimedia Commons)

คนที่อ่านนวนิยายสามก๊กย่อมรู้จักคุ้นเคยกับ “เบ้งเฮ็ก” เป็นอย่างดี และมีภาพจำว่าเขาคือ “ม่านอ๋อง” ราชาคนเถื่อนแห่งแดนใต้ ซึ่งก็คือมณฑลยูนนานของจีนในปัจจุบัน

ตามนวนิยายสามก๊กของหลอกว้านจง เบ้งเฮ็กคือผู้นำกลุ่มกบฏที่แข็งขืนต่ออำนาจจ๊กก๊กในสมัยเล่าเสี้ยน (ทายาทเล่าปี่) จนขงเบ้งต้องยกทัพลงไปกำราบด้วยตนเอง และซื้อใจด้วยการจับตัว 7 ครั้ง ปล่อย 7 ครั้ง เพื่อให้เบ้งเฮ็กยอมศิโรราบด้วยใจจริง มักถูกนำเสนอในภาพลักษณ์ของคนป่า เป็นพวกชายขอบแบบชาวอี๋ พวกไป่เยว่ ชาติพันธุ์ทางใต้ที่ห่างไกลจากความเป็นชาวฮั่น (จีน) มาก ส่วนคนที่อ่านงาน ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็คงจะตั้งข้อสงสัยว่า“เบ้งเฮ็กอาจเป็นบรรพบุรุษของคนไท”

แต่จริง ๆ แล้วเบ้งเฮ็กเป็นจีน เป็น “ชาวฮั่น” ไม่ใช่คนป่า

ในจดหมายเหตุประวัติศาสตร์จีน ตั้งแต่ยุคราชวงศ์ตงฮั่น (ฮั่นตะวันออก, ค.ศ. 25-220) เรื่อยมาถึงยุคหนาน-เป่ย (ราชวงศ์เหนือ-ใต้, ค.ศ. 420-589) มักจะพบคำว่า “หนานจงต้าซิ่ง”หรือโคตรตระกูลใหญ่แห่งภาคใต้อยู่บ่อย ๆ คนกลุ่มนี้เองที่ช่วยยืนยันได้ว่า “เบ้งเฮ็กคือชาวฮั่น”

หนานจงต้าซิ่งคือกลุ่มผู้มีอิทธิพลสูงในแถบชายแดนภาคใต้ บริเวณมณฑลกุ้ยโจวและยูนนาน คนกลุ่มนี้มีทั้งที่เป็นชาวฮั่นใช้วัฒนธรรมจีน ชาวฮั่นที่รับวัฒนธรรมพื้นเมือง และคนพื้นเมืองที่รับวัฒนธรรมจีนแล้วหลอมรวมเข้ากับชาวฮั่น

จากหลักฐานประวัติศาสตร์ ชาวฮั่นจากดินแดนจงหยวน (ตงง้วน) ศูนย์กลางอารยธรรมจีน เริ่มเคลื่อนย้ายลงมายังยูนนานตั้งแต่ยุคราชวงศ์ฉิน (221-206 ปีก่อน ค.ศ.) และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคราชวงศ์ฮั่น (206 ปีก่อน ค.ศ. ถึง ค.ศ. 220)

บทความ“ชาติตระกูลของเบ้งเฮ็ก”ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับเมษายน พ.ศ. 2537 เผยว่า “หนานจงต้าซิ่ง” เริ่มปรากฏในพงศาวดารจีนยุคตงฮั่น แล้วพวกเขาก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ในพื้นที่กุ้ยโจวและยูนนานจนสามารถสร้างปัญหาให้ราชสำนักจีนในจงหยวนได้

ที่มาของพวกเขามาจากราชสำนักจีนยุคตงฮั่นเองที่มีนโยบายส่งชาวฮั่นไปตั้งหน่วยเพาะปลูกตามชายแดนทั้งภาคเหนือ ตะวันตก และภาคใต้ เพื่อแก้ปัญหาเสบียงกองทัพตามชายแดน และสร้างความมั่นคงให้อำนาจปกครองในเขตแดนที่ตั้งขึ้นใหม่

แนวทางการขยายอำนาจของจีนแต่โบราณคือการมุ่งยึดครองดินแดนอย่างจริงจัง ซึ่งการจะปกครองพื้นที่ต่าง ๆ อย่างมั่นคงก็ต้องมีพลเมืองที่ใช้วัฒนธรรมฮั่นรองรับด้วย หากผู้มีวัฒนธรรมฮั่นเป็นคนส่วนน้อย ย่อมถูกวัฒนธรรมพื้นเมืองกลืน ราชสำนักจึงกะเกณฑ์ผู้คนอพยพลงไปตามชายแดน แล้วส่งเสริมการจัดตั้ง “กองการผลิต” อย่างแข็งขัน ทั้งกำลังคน อาวุธ และวัฒนธรรม (การศึกษา)

บรรดาหัวหน้าหน่วยชาวฮั่นที่ถูกส่งลงมาภาคใต้ จึงมีอำนาจเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ จนมีกองทัพของตนเอง ส่วนหัวหน้าเผ่าชาวพื้นเมืองที่รู้จักปรับตัว ยอมเปลี่ยนมารับวัฒนธรรมของจีนก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นเช่นกัน และในระหว่าง 2 ศตวรรษตั้งแต่ยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออกถึงยุคสามก๊ก ชาวฮั่นกับคนป่าในยูนนานเกิดการ “ดอง” กัน จนเกิดวัฒนธรรมผสมผสานที่ทำให้ชาวฮั่นกลายเป็นคนพื้นเมือง

ตระกูลของเบ้งเฮ็กก็คือหนึ่งในคนกลุ่มนี้เอง

ขณะที่เหล่าหัวหน้าชุมชนที่เรียกว่า “หนานจงต้าซิ่ง” เข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ ภาคกลางของจีนก็เกิดความวุ่นวายไม่ว่างเว้น พอราชสำนักตงฮั่นอ่อนแอ พวกเขาจึงตั้งตัวเป็นอิสระ ยิ่งเมื่อเกิดกบฏโพกผ้าเหลืองขึ้นในปลายศตวรรษที่ 2 ราชสำนักจีนที่จงหยวนก็แทบไม่มีอำนาจใด ๆ ควบคุมพื้นที่ยูนนานกับกุ้ยโจวเลย

ภายหลังเล่าปี่ยึดเสฉวนได้แล้ว และก่อนขงเบ้งจะกรีฑาทัพลงมาปราบแดนใต้ ขงเบ้งเคยส่งข้าหลวงมาประจำยูนนาน หรือสมัยนั้นเรียก“อวี้โจว”(เอ๊กจิ๋ว) ถึง 2 ครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะครั้งแรกข้าหลวงยังไม่ถึงที่หมายก็ถูกฆ่าตายระหว่างทาง ส่วนครั้งที่สองหลังรับตำแหน่งได้ไม่นานก็ถูกพวกหนานจงต้าซิ่งจับตัวส่งไปให้ง่อก๊ก (ซุนกวน) เสียอย่างนั้น

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเหล่าหนานจงต้าซิ่งร่วมมือกับหัวหน้าเผ่าชาวพื้นเมืองแข็งข้อต่อจ๊กก๊ก โดยมีผู้นำคนแรกคือ “ยงคี” แต่ต่อมาเขาเสียชีวิต จึงมีผู้นำคนใหม่ที่ชื่อเสียงโด่งดังยิ่ง นั่นคือ“เหมิ่งหั้ว”หรือเบ้งเฮ็ก

บรรพบุรุษของเบ้งเฮ็ก

เมื่อ ค.ศ. 1900 นักโบราณคดีขุดค้นบริเวณสุสาน “เหลียงตุย” ที่อำเภอจาวทง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของยูนนาน และพบศิลาจารึกหลักหนึ่งเรียกกันว่า “เหมิ่งเสี้ยวจวีเปย”หรือจารึกเหมิงเสี้ยวจวี ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อ ค.ศ. 96 ในสมัยฮ่องเต้ฮั่นเหอตี้ ระบุว่า บิดาของเหมิ่งเสี้ยวจวีเคยเป็นนายอำเภออู่หยาง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตมณฑลเสฉวน เหนือยูนนานขึ้นไป ส่วนตัวเขาศึกษาคัมภีร์ต่าง ๆ จากบิดาจนชำนาญ

ในสมัยตงฮั่น จาวทงเป็นดินแดนประเทศราชของจีน ส่วนในยุคสามก๊ก จ๊กก๊กจัดตั้งที่นี่เป็นเขตปกครองแบบ “จวิ้น” หรือแคว้นในอาณัติ ชื่อ “จูถี”ในพื้นที่ดังกล่าวยังพบโบราณวัตถุยุคกลางถึงปลายราชวงศ์ตงฮั่น และที่เกี่ยวข้องกับตระกูลเหมิ่งอีกหลายชิ้น เช่น ตราประทับเหมิงเถิง ตราประทับเหมิ่งฉิน ทำให้คาดคะเนได้ว่า ตระกูลเหมิ่งของเบ้งเฮ็กมีอิทธิพลอยู่ในแถบเมืองจาวทง และเขาก็สืบเชื้อสายมาจากนายอำเภออู่หยางในเสฉวน

เมื่อพิจารณาจากการที่เบ้งเฮ็กได้ขึ้นเป็นผู้นำการต่อต้านอำนาจจากเฉิงตู (เมืองหลวงของจ๊กก๊ก) โดยสืบทอดอำนาจจากยงคีที่เป็นชาวฮั่นเช่นกัน ก็เป็นไปได้สูงว่าเขามีเชื้อสายฮั่นเหมือนกัน เพราะแม้แดนใต้จะมีการผสมผสานกลมกลืนทางวัฒนธรรมไปมากแล้ว แต่ยังเป็นเรื่องยากที่ชาวฮั่นจะยอมให้ “คนป่า” ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพวกตน

นอกจากนี้ยังมีตอนหนึ่งที่ยงคีมอบหมายให้เบ้งเฮ็กไปเกลี้ยกล่อม และปลุกระดมคนพื้นเมืองที่ยังไม่ยอมเข้าร่วมมาเป็นพวก จนได้แนวร่วมมาเพิ่มให้กองทัพกบฏ ก็แสดงให้เห็นว่าเบ้งเฮ็กมีอิทธิพล เป็นที่รักและศรัทธาของผู้คนทั้งชาวฮั่น (ในยูนนาน) และคนพื้นเมือง

จึงค่อนข้างชัดเจนว่าม่านอ๋องเบ้งเฮ็กเป็น “หนานจงต้าซิ่ง” มีเชื้อสายฮั่น แต่ผูกพันใกล้ชิดกับคนพื้นเมือง ใช้วัฒนธรรมผสมผสานระหว่างจีนกับคนป่า และเป็นประมุขที่ทั้งชาวฮั่นอวี้โจวและชาวอี๋ยอมรับ

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

สามก๊ก ฉบับสามกั๊ก (ไม่ระบุผู้เขียน). ชาติตระกูลของเบ้งเฮ็ก. นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนเมษายน พ.ศ. 2537.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 28 สิงหาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “เบ้งเฮ็ก” ม่านอ๋องที่ขงเบ้งยกทัพไปปราบ จับ 7 ครั้ง ปล่อย 7 หน จริง ๆ แล้วคือคนจีน?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...