โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไขข้อสงสัย “ชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐ” ส่งผลอย่างไรต่อตลาดโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 02 ต.ค. 2568 เวลา 11.55 น. • เผยแพร่ 02 ต.ค. 2568 เวลา 04.55 น.

"ชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐ" เพิ่มแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นตลาดโลก นักลงทุนหันเข้าสู่ทองคำ เงินเยน และยูโร สะท้อนความกังวลต่อเสถียรภาพการคลังและการเมืองของสหรัฐ

วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เวลา 20.19 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่ารัฐบาลสหรัฐเข้าสู่ภาวะปิดทำการ (shutdown) สร้างกระแสถกเถียงในตลาดการเงินทั่วโลก ขณะที่นักลงทุนชั่งน้ำหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจโดยรวม แม้การชัตดาวน์ของรัฐบาลมักมีผลกระทบโดยตรงเพียงเล็กน้อยต่อทุนนิยมการเงิน แต่ครั้งนี้มีความสำคัญเพราะจังหวะเวลา เนื่องจากข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐที่มีกำหนดเผยแพร่วันศุกร์จะถูกเลื่อนออกไป ส่งผลให้ภาพรวมการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ยิ่งคลุมเครือ ขณะเหลือเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนการประชุมครั้งถัดไป นอกจากนี้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ยังขู่จะใช้การชัตดาวน์เพื่อปลดข้าราชการจำนวนมาก

ด้วยการที่ยังไม่มีเส้นทางชัดเจนสู่ข้อตกลง ทำให้ไม่แน่ชัดว่าหน่วยงานรัฐบาลกลางจะต้องปิดทำการนานเท่าใด โดยก่อนหน้านี้ในสมัยแรกของทรัมป์ เคยเกิดการชัตดาวน์บางส่วนซึ่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์

สินทรัพย์เสี่ยงของสหรัฐอ่อนตัวลงในวันพุธ ขณะที่ทองคำ ซึ่งถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยยามเศรษฐกิจหรือการเมืองผันผวน ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นครั้งที่ 39 ของปี หุ้นยุโรปปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยในช่วงสายหลังเปิดอ่อนตัว ส่วนหุ้นเอเชียผสมผสานทั้งบวกและลบ ขณะที่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกปรับตัวเย็นลง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยุโรปขยับขึ้น แต่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี ปรับตัวลง 0.04% หลังจากตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนออกมาต่ำกว่าคาด

ลุค บาร์โธโลมิว รองหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Aberdeen กล่าวว่าการชัตดาวน์เพิ่มความกังวลต่อความน่าเชื่อถือทางสถาบันของสหรัฐ และความไร้เสถียรภาพทางการคลัง โดยเฉพาะความพยายามของฝ่ายบริหารทรัมป์ในการกดดันเฟด
“เฟดคือสถาบันหลักของตลาดทุนโลก ความพยายามแทรกแซงเช่นนี้ทำให้ความเชื่อมั่นระยะยาวถูกกดดัน” พร้อมเสริมว่า แม้สุดท้ายตลาดอาจมองข้าม แต่ความไม่แน่นอนจะกดดันบรรยากาศการลงทุนไปเรื่อย ๆ

นีล เบอร์ริลล์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Premier Miton จากสหราชอาณาจักร เห็นว่า หากการชัตดาวน์ยืดเยื้อจะกดดันความเชื่อมั่นการลงทุนทั่วโลก โดยชี้ว่าขณะที่รัฐบาลกู้ยืมจำนวนมาก สเปรดเครดิตยังตึงตัว และตลาดหุ้นอยู่ใกล้ระดับสูงสุด การชัตดาวน์จึงยิ่งทำให้นักลงทุนหันเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ เงินดิจิทัล หรือสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ

โจ บรูซูเอลาส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ RSM U.S. ระบุว่าผลกระทบสำคัญที่สุดอาจเกิดกับค่าเงินดอลลาร์ และการตัดสินใจของเฟดในเดือนตุลาคม โดยปกติการชัตดาวน์มักทำให้นักลงทุนทั่วโลกเก็งกำไรในอัตราดอกเบี้ยและค่าเงิน และครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน

พร้อมเตือนว่าหากการชัตดาวน์ลากยาวจนใกล้เคียงสถิติปี 2561–2562 อาจมีผลต่อการตัดสินใจของเฟดในปลายเดือน ซึ่งจะส่งผลต่อกระแสเงินทุนโลก ดอกเบี้ย และค่าเงิน โดยเฉพาะหากมีการเลิกจ้างเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมาก ดอลลาร์อาจอ่อนค่าลงต่อ และเงินทุนไหลไปสู่เงินยูโรและเงินเยน นอกจากนี้ยังอาจกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมยุโรป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์เยอรมนีที่พึ่งพาตลาดสหรัฐ

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์จาก UBS ระบุว่า แม้การชัตดาวน์ไม่ใช่สัญญาณบวก แต่มักมีผลจำกัดต่อเศรษฐกิจและตลาด โดยอธิบายว่าการชัตดาวน์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดหุ้นและพันธบัตรเพียงชั่วคราว ขณะที่การประมูลพันธบัตรและการชำระหนี้ยังคงดำเนินต่อ

UBS เสริมว่าแม้การเลื่อนเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจจะทำให้เฟดขาดข้อมูลล่าสุดในบางด้าน แต่ไม่น่าจะทำให้เฟดเปลี่ยนแผนการลดดอกเบี้ย โดยตลาดการเงินยังคงให้น้ำหนักสูงว่าเฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ในการประชุมวันที่ 29 ตุลาคม

UBS ระบุในบทวิเคราะห์ว่า “เรามองว่านักลงทุนควรมองข้ามความกังวลเรื่องชัตดาวน์ และโฟกัสไปที่ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดอื่น เช่น การลดดอกเบี้ยต่อเนื่องของเฟด กำไรที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน และการลงทุนใน AI ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง”

อ้างอิง : cnbc.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...