ไขข้อสงสัย “ชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐ” ส่งผลอย่างไรต่อตลาดโลก
"ชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐ" เพิ่มแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นตลาดโลก นักลงทุนหันเข้าสู่ทองคำ เงินเยน และยูโร สะท้อนความกังวลต่อเสถียรภาพการคลังและการเมืองของสหรัฐ
วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เวลา 20.19 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่ารัฐบาลสหรัฐเข้าสู่ภาวะปิดทำการ (shutdown) สร้างกระแสถกเถียงในตลาดการเงินทั่วโลก ขณะที่นักลงทุนชั่งน้ำหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจโดยรวม แม้การชัตดาวน์ของรัฐบาลมักมีผลกระทบโดยตรงเพียงเล็กน้อยต่อทุนนิยมการเงิน แต่ครั้งนี้มีความสำคัญเพราะจังหวะเวลา เนื่องจากข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐที่มีกำหนดเผยแพร่วันศุกร์จะถูกเลื่อนออกไป ส่งผลให้ภาพรวมการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ยิ่งคลุมเครือ ขณะเหลือเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนการประชุมครั้งถัดไป นอกจากนี้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ยังขู่จะใช้การชัตดาวน์เพื่อปลดข้าราชการจำนวนมาก
ด้วยการที่ยังไม่มีเส้นทางชัดเจนสู่ข้อตกลง ทำให้ไม่แน่ชัดว่าหน่วยงานรัฐบาลกลางจะต้องปิดทำการนานเท่าใด โดยก่อนหน้านี้ในสมัยแรกของทรัมป์ เคยเกิดการชัตดาวน์บางส่วนซึ่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์
สินทรัพย์เสี่ยงของสหรัฐอ่อนตัวลงในวันพุธ ขณะที่ทองคำ ซึ่งถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยยามเศรษฐกิจหรือการเมืองผันผวน ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นครั้งที่ 39 ของปี หุ้นยุโรปปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยในช่วงสายหลังเปิดอ่อนตัว ส่วนหุ้นเอเชียผสมผสานทั้งบวกและลบ ขณะที่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกปรับตัวเย็นลง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยุโรปขยับขึ้น แต่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี ปรับตัวลง 0.04% หลังจากตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนออกมาต่ำกว่าคาด
ลุค บาร์โธโลมิว รองหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Aberdeen กล่าวว่าการชัตดาวน์เพิ่มความกังวลต่อความน่าเชื่อถือทางสถาบันของสหรัฐ และความไร้เสถียรภาพทางการคลัง โดยเฉพาะความพยายามของฝ่ายบริหารทรัมป์ในการกดดันเฟด
“เฟดคือสถาบันหลักของตลาดทุนโลก ความพยายามแทรกแซงเช่นนี้ทำให้ความเชื่อมั่นระยะยาวถูกกดดัน” พร้อมเสริมว่า แม้สุดท้ายตลาดอาจมองข้าม แต่ความไม่แน่นอนจะกดดันบรรยากาศการลงทุนไปเรื่อย ๆ
นีล เบอร์ริลล์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Premier Miton จากสหราชอาณาจักร เห็นว่า หากการชัตดาวน์ยืดเยื้อจะกดดันความเชื่อมั่นการลงทุนทั่วโลก โดยชี้ว่าขณะที่รัฐบาลกู้ยืมจำนวนมาก สเปรดเครดิตยังตึงตัว และตลาดหุ้นอยู่ใกล้ระดับสูงสุด การชัตดาวน์จึงยิ่งทำให้นักลงทุนหันเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ เงินดิจิทัล หรือสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ
โจ บรูซูเอลาส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ RSM U.S. ระบุว่าผลกระทบสำคัญที่สุดอาจเกิดกับค่าเงินดอลลาร์ และการตัดสินใจของเฟดในเดือนตุลาคม โดยปกติการชัตดาวน์มักทำให้นักลงทุนทั่วโลกเก็งกำไรในอัตราดอกเบี้ยและค่าเงิน และครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน
พร้อมเตือนว่าหากการชัตดาวน์ลากยาวจนใกล้เคียงสถิติปี 2561–2562 อาจมีผลต่อการตัดสินใจของเฟดในปลายเดือน ซึ่งจะส่งผลต่อกระแสเงินทุนโลก ดอกเบี้ย และค่าเงิน โดยเฉพาะหากมีการเลิกจ้างเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมาก ดอลลาร์อาจอ่อนค่าลงต่อ และเงินทุนไหลไปสู่เงินยูโรและเงินเยน นอกจากนี้ยังอาจกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมยุโรป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์เยอรมนีที่พึ่งพาตลาดสหรัฐ
อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์จาก UBS ระบุว่า แม้การชัตดาวน์ไม่ใช่สัญญาณบวก แต่มักมีผลจำกัดต่อเศรษฐกิจและตลาด โดยอธิบายว่าการชัตดาวน์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดหุ้นและพันธบัตรเพียงชั่วคราว ขณะที่การประมูลพันธบัตรและการชำระหนี้ยังคงดำเนินต่อ
UBS เสริมว่าแม้การเลื่อนเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจจะทำให้เฟดขาดข้อมูลล่าสุดในบางด้าน แต่ไม่น่าจะทำให้เฟดเปลี่ยนแผนการลดดอกเบี้ย โดยตลาดการเงินยังคงให้น้ำหนักสูงว่าเฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ในการประชุมวันที่ 29 ตุลาคม
UBS ระบุในบทวิเคราะห์ว่า “เรามองว่านักลงทุนควรมองข้ามความกังวลเรื่องชัตดาวน์ และโฟกัสไปที่ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดอื่น เช่น การลดดอกเบี้ยต่อเนื่องของเฟด กำไรที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน และการลงทุนใน AI ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง”
อ้างอิง : cnbc.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
- (1 ก.ย. 68) “สหรัฐ” ชัตดาวน์ รัฐบาลกลางปิดทำการ หลังดีลงบประมาณล้มเหลว
- (1 ก.ย. 68)“ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐ” ร่วงต่อ หลังชัตดาวน์รัฐบาลกลางเข้าสู่ภาวะจริง
- (1 ก.ย. 68)“ดอลลาร์สหรัฐ” อ่อนค่าต่อเนื่อง เหตุชัตดาวน์สหรัฐ “เยน” แข็งค่านำ 10 สกุลเงินหลัก
- (1 ก.ย. 68)“ทองคำ” ทำนิวไฮครั้งที่ 39 ของปี หลังชัตดาวน์สหรัฐ นักวิเคราะห์คาดทะลุ 4,000 ดอลลาร์
- (1 ก.ย. 68)“ทำเนียบขาว” เล็งปลดพนักงานรัฐกลาง รับชัตดาวน์ “ทรัมป์-รีพับลิกัน” ใช้เกมกดดันเดโมแครต