โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เอนรีโก แฟร์มี อัจฉริยะผู้เปิดประตูสู่พลังงานนิวเคลียร์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 18 พ.ย. 2568 เวลา 08.58 น. • เผยแพร่ 15 ต.ค. 2568 เวลา 02.06 น.

Multiverse | บัญชา ธนบุญสมบัติ

เอนรีโก แฟร์มี

อัจฉริยะผู้เปิดประตูสู่พลังงานนิวเคลียร์

ก่อนหน้านี้ ผมได้เล่าถึงวิธีการอันเรียบง่ายแต่แยบยลที่เอนรีโก แฟร์มี ใช้ประมาณค่าพลังงานของระเบิดอะตอมลูกแรกที่ทรินิตี้ไซต์ไปแล้วในบทความชื่อ ‘Fermi Problem : คิดเรียบง่าย…สไตล์แฟร์มี’ บทความนี้อ่านได้ที่

ครั้งนี้จะขอเล่าประวัติของเขากันบ้าง

หากแบ่งนักฟิสิกส์แบบง่ายๆ ตามความถนัดในการทำงานก็จะมี 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ นักทฤษฎีกับนักทดลอง

นักทฤษฎีเก่งคิดเชิงนามธรรม แก้ปัญหาโดยใช้แนวคิดจากทฤษฎีและการคำนวณทางคณิตศาสตร์ เรียกว่า พวก “บุ๋น” ก็พอได้ – ไอน์สไตน์เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของนักฟิสิกส์กลุ่มนี้

ส่วนนักทดลองเก่งใช้หรือสร้างเครื่องไม้เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อตรวจวัด จัดการ หรือผลิตสิ่งที่ต้องการ เรียกว่า พวก “บู๊” ก็แล้วกัน – เจ. เจ. ทอมสัน ผู้ค้นพบอิเล็กตรอนเป็นตัวอย่างของนักฟิสิกส์กลุ่มนี้

แม้ว่านักฟิสิกส์จำนวนมากจะทำได้ทั้งสองอย่าง แต่ในทางปฏิบัติคนใดคนหนึ่งนั้นมักจะเด่นด้านหนึ่งมากกว่า อย่างไรก็ดี คนที่เก่งทั้งบุ๋นและบู๊ชนิดลือชื่อก็มี และเอนรีโก แฟร์มี คือตัวอย่างระดับตำนาน

Portrait

เอนรีโก แฟร์มี ในปี ค.ศ.1943 ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Enrico_Fermi

เอนรีโก แฟร์มี เกิดเมื่อวันที่ 29 กันยายน ค.ศ.1901 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ในห้วงเวลาที่เขาถือกำเนิดนั้น อิตาลีกำลังเติบโตและปรับตัวเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรม พ่อของเขา อัลแบร์โต แฟร์มี (Alberto Fermi) เป็นหัวหน้าผู้ตรวจการกระทรวงคมนาคม ส่วนแม่ อิดา เด กัตติส (Ida de Gattis) เป็นครูสอนภาษา

แฟร์มีแสดงพรสวรรค์ด้านคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ตั้งแต่วัยเด็ก โดยเริ่มอ่านตำราวิชาการตั้งแต่อายุยังน้อย และสามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างน่าทึ่ง

เรื่องที่เขาอ่านตำราวิชาการตั้งแต่เด็กนี้ มีเกร็ดเล็กๆ น่ารู้ก็คือ ตอนเด็กเขาชอบเล่นกับพี่ชายชื่อ จูลีโอ (Giulio) แต่พี่ชายคนนี้เป็นฝีในลำคอ และเสียชีวิตระหว่างการผ่าตัดเมื่ออายุ 15 ปี ในปี ค.ศ.1915

การสูญเสียพี่ชายที่สนิทกันมากนี้มีส่วนสำคัญที่ทำให้แฟร์มีอ่านหนังสืออย่างหนักเพื่อจะได้ลืมความเจ็บปวด

เมื่ออายุได้ 17 ปี ในปี ค.ศ.1918 แฟร์มีได้รับทุนเข้าเรียนที่สกูโอลา นอร์มาเล ซูเปรีโอเร (Scuola Normale Superiore) ในเมืองปิซา สถาบันแห่งนี้โดดเด่นด้านวิทยาศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านฟิสิกส์ในปี ค.ศ.1922

หลังจากนั้นแฟร์มีได้เดินทางไปศึกษาต่อกับนักฟิสิกส์ระดับโลกคือ มักซ์ บอร์น (Max Born) ที่มหาวิทยาลัยเกิททิงเงินในเยอรมนี แต่พบว่าไม่ถูกจริตกับตนเองนัก แฟร์มีจึงได้เปลี่ยนไปศึกษาต่อกับพอล เออเรนเฟสต์ (Paul Ehrenfest) ที่เมืองไลเดน ในเนเธอร์แลนด์ ช่วงเวลานี้เองที่ทำให้แฟร์มีได้เข้าถึงแนวคิดฟิสิกส์ควอนตัมที่กำลังเฟื่องฟูในยุโรป

ในปี ค.ศ.1926 แฟร์มีได้เผยแพร่ผลงานชิ้นสำคัญเกี่ยวกับสถิติของอนุภาคที่เรียกว่า เฟอร์มิออน (fermion) ซึ่งเป็นรากฐานของสถิติเฟอร์มี-ดิแรก (Fermi-Dirac statistics)

หากพูดแบบง่ายๆ เฟอร์มิออนเป็นอนุภาคที่ประกอบเป็นสสาร ตัวอย่างเช่น อิเล็กตรอน โปรตอน และนิวตรอน

แต่หากนิยามให้แม่นยำ เฟอร์มิออนมีสปิน (spin) เป็นเลขครึ่ง เช่น 1/2 หรือ 3/2 และทำตัวตามหลักการกีดกันของเพาลี (Pauli exclusion principle) อันหมายถึงว่า ในระบบหนึ่งๆ จะไม่มีอนุภาคควอนตัมที่มีสถานะทางควอนตัมเหมือนกับเปี๊ยบ

ผลลัพธ์สำคัญของสถิติเฟอร์มี-ดิแรกก็คือ เมื่ออุณหภูมิลดลง อิเล็กตรอนในอะตอมจะไม่สามารถอยู่ในระดับพลังงานต่ำสุดทั้งหมดพร้อมๆ ได้ แต่มันจะเรียงตัวขึ้นไปตามระดับพลังงานที่ยังว่างอยู่ หากเปรียบง่ายๆ ก็เหมือนการเติมน้ำลงในแก้วน้ำ โดยระดับน้ำจะเริ่มจากก้นแก้วสูงขึ้นไปเรื่อยๆ นั่นเอง (ย้ำว่าเป็นการเปรียบเทียบแบบง่ายๆ เท่านั้น)

น่ารู้ด้วยว่า พอล ดิแรก (Paul Dirac) ก็คิดสถิติแบบนี้ได้เช่นเดียวกันในเวลาใกล้เคียงกัน แต่ต่างคนต่างคิด ชื่อสถิตินี้จึงมีทั้ง ‘แฟร์มี’ และ ‘ดิแรก’ อยู่คู่กันนั่นเอง

ในปี ค.ศ.1927 เอนรีโก แฟร์มี ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ฟิสิกส์ทฤษฎีที่มหาวิทยาลัยโรม เขาสร้างกลุ่มนักฟิสิกส์อิตาลีที่รู้จักกันในนาม “เดอะ เวีย ปานิสเปร์นา บอยส์” (The Via Panisperna boys) กลุ่มนี้มีชื่อเรียกตามถนนที่ตั้งของสถาบันฟิสิกส์ และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัยด้านฟิสิกส์นิวเคลียร์ สมาชิกบางคนเป็นนักฟิสิกส์ระดับโลกในเวลาต่อมา และบางคนมีบทบาทในโครงการแมนฮัตตันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย

กลุ่มเดอะ เวีย ปานิสเปร์นา บอยส์ ตั้งฉายาให้เอนรีโก แฟร์มี ด้วยความยกย่องและศรัทธาว่า “Pope” เนื่องจากแฟร์มีมีความรู้รอบด้านและสามารถแก้ปัญหาทางฟิสิกส์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำอยู่เสมอ ส่วนบรรยากาศการทำงานก็เป็นไปอย่างกันเองและเปี่ยมด้วยมิตรภาพ

ผลงานที่โดดเด่นที่สุดชิ้นหนึ่งของพวกเขาเกี่ยวข้องกับ นิวตรอนช้า (slow neutrons) โดยพบว่าเมื่อนิวตรอนถูกชะลอความเร็วด้วยพาราฟิน ก็จะกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การค้นพบนี้เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในเวลาต่อมา

แฟร์มีและทีมงานสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ตัวแรกของโลก เรียกว่า ชิคาโก ไพล์-1 (Chicago Pile-1) ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก และสามารถควบคุมอัตราการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบลูกโซ่ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ.1942

เมื่อการทดลองอันยิ่งใหญ่สำเร็จ อาร์เธอร์ คอมป์ตัน (Arthur Compton) ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการของ Met Lab ได้ส่งข้อความเชิงสัญลักษณ์ถึงเจมส์ โคแนนต์ (James Conant) ประธานคณะกรรมการวิจัยเพื่อการป้องกันประเทศแห่งชาติ ข้อความดังกล่าวเรียบง่ายและได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์ นั่นคือ

“The Italian navigator has just landed in the new world.”

“นักเดินเรือชาวอิตาเลียนเพิ่งเข้าเทียบท่าในโลกใหม่”

โคแนนต์ตอบกลับว่า “ชาวพื้นเมืองเป็นอย่างไรบ้าง?”

คอมป์ตันตอบว่า “เป็นมิตรดีมาก”

ข้อความนี้เป็นการเปรียบเปรยถึงเอนรีโก แฟร์มี-นักฟิสิกส์ชาวอิตาลี-ที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคพลังงานนิวเคลียร์นั่นเอง!

เอนรีโก แฟร์มี ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี ค.ศ.1938 โดยคณะกรรมการตัดสินรางวัลให้เหตุผลว่า “จากการแสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของธาตุกัมมันตรังสีชนิดใหม่ที่เกิดจากการฉายรังสีด้วยนิวตรอน และจากการค้นพบปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่เกิดจากนิวตรอนช้า”

นิวตรอนช้าที่ว่านี้ก็คือสิ่งที่แฟร์มีและกลุ่มเดอะ เวีย ปานิสเปร์นา บอยส์ นำมาใช้ในการทดลอง และค้นพบว่ามีประสิทธิภาพสูงในการกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์

ถึงตรงนี้มีเกร็ดประวัติศาสตร์เล็กๆ ที่อยากเล่าไว้สักหน่อยครับ

ในปี ค.ศ.1936 มุโสลินี ซึ่งปกครองอิตาลีด้วยระบอบฟาสซิสต์ได้แท็กทีมร่วมกับฮิตเลอร์ ซึ่งเป็นแกนนำระบบนาซีเยอรมัน เกิดเป็น อักษะโรม-เบอร์ลิน (Rome-Berlin Axis) ซึ่งต่อมาในปี ค.ศ.1940 ญี่ปุ่นเข้ามาร่วมด้วยเป็น 3 ประเทศหลักในฝ่ายอักษะ (Axis Powers) ในสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นเอง (อย่างไรก็ดี อิตาลี ‘ข้ามขั้ว’ ในวันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ.1943 มุสโสลินีถูกจับกุมหลังจากถูกถอดถอนโดยพระเจ้า วิกเตอร์ เอ็มมานูเอลที่ 3 และสภาใหญ่แห่งฟาสซิสต์)

ช่วงปี ค.ศ.1938 ที่มุโสลินีครองอำนาจอยู่นั้น เขาสมาทานแนวคิดจากนาซีเยอรมัน โดยเฉพาะความรังเกียจชาวยิว ทีนี้เนื่องจากภรรยาของเขาคือ ลอรา กาปอน แฟร์มี (Laura Capon Fermi) มีเชื้อสายยิว ครอบครัวแฟร์มีจึงโดนผลกระทบเข้าไปเต็มๆ

ผลก็คือพวกเขาจึงใช้จังหวะที่เอนรีโก แฟร์มี ได้รับรางวัลโนเบล ในการเดินทางออกนอกประเทศอิตาลี โดยไปที่สวีเดนเพื่อรับรางวัล และเดินทางต่อไปยังสหรัฐอเมริกา ภายหลัง ภรรยาของแฟร์มียังเขียนไว้ในหนังสือชื่อ Atoms in the Family : My Life with Enrico Fermi ว่าการได้รับรางวัลโนเบลของแฟร์มีครั้งนั้นคือ ตั๋วสู่อิสรภาพ (Ticket to Freedom)

เอนรีโก แฟร์มี กับภรรยามีลูกด้วยกันสองคนคือ ลูกสาวชื่อ เนลลา (Nella) เกิดในปี ค.ศ.1931 และลูกชายชื่อ จูลีโอ (Giulio) เกิดในปี ค.ศ.1936 น่าสังเกตว่าชื่อลูกชายคือ จูลีโอ นั้นตั้งชื่อตามพี่ชายของแฟร์มีที่เขารักมากและจากเขาไปในช่วงยังเป็นวัยรุ่นนั่นเอง

ที่สหรัฐอเมริกาแฟร์มีได้เข้าร่วมในโครงการแมนฮัตตัน (Manhattan Project) ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาระเบิดอะตอม แฟร์มี เป็นหัวหน้าทีมวิจัยที่สร้างและควบคุมปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์ครั้งแรกของโลกด้วยเตาปฏิกรณ์ Chicago Pile-1 นอกจากนี้ เขายังให้คำปรึกษาด้านฟิสิกส์นิวเคลียร์ และประเมินพลังงานของการทดสอบระเบิดอะตอมลูกแรกอย่างที่ผมเล่าไว้ในบทความที่กล่าวถึงตอนต้น

ผลงานเด่นอีกชิ้นหนึ่งคือ ทฤษฎีเชิงควอนตัมที่อธิบายการแผ่กัมมันตรังสีโดยการสลายตัวแบบบีตา (beta decay) แฟร์มีพัฒนาทฤษฎีนี้ขึ้นในช่วงทศวรรษ 1930 โดยอิงตามสมมุติฐานของ ว็อล์ฟกัง เพาลี (Wolfgang Pauli) เกี่ยวนิวตริโน

เรื่องราวเกี่ยวกับว็อล์ฟกัง เพาลี นี่ ผมเคยเล่าไว้ในบทความชื่อ ว็อล์ฟกัง เพาลี นักฟิสิกส์ผู้น่าพิศวงไม่แพ้กลศาสตร์ควอนตัม อ่านได้ที่ https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_856639

เอนรีโก แฟร์มี ยังมีผลงานเด่นอีกหลายอย่าง ดูง่ายๆ จากการที่ชื่อของเขาถูกนำไปใช้ตั้งเป็นหน่วยทางฟิสิกส์ แนวคิดทางทฤษฎี และชื่อสถาบันวิจัย ตัวอย่างเช่น

หน่วยแฟร์มี (fermi) หน่วยวัดความยาวขนาดเล็กมาก เท่ากับ 10 ยกกำลัง -15 เมตร เป็นหน่วยใช้วัดขนาดของนิวเคลียสอะตอม

พลังงานแฟร์มี (Fermi energy) พลังงานสูงสุดของอิเล็กตรอนในโลหะที่อุณหภูมิศูนย์สัมบูรณ์

พื้นผิวแฟร์มี (Fermi surface) พื้นผิวในปริภูมิโมเมนตัมที่แสดงขอบเขตของสถานะควอนตัมที่ถูกเติมเต็ม

แก๊สแฟร์มี (Fermi gas) แบบจำลองของอนุภาคเฟอร์มิออนจำนวนมาก (เช่น อิเล็กตรอน) ที่ไม่ทำปฏิกิริยากัน แต่ต้องปฏิบัติตามหลักสถิติแฟร์มี-ดิแรก

กฎทองของแฟร์มี (Fermi golden rule) สูตรที่ใช้คำนวณอัตราการเปลี่ยนสถานะควอนตัมจากหนึ่งไปยังอีกสถานะหนึ่งภายใต้การรบกวนเล็กน้อย

ในสหรัฐอเมริกา ในมหาวิทยาลัยชิคาโกมี สถาบันเอนรีโก แฟร์มี (Enrico Fermi Institute) ในรัฐอิลลินอยส์ มีสถาบันวิจัยฟิสิกส์อนุภาคชื่อ ห้องปฏิบัติการแฟร์มี (Fermi Lab) ส่วนในอวกาศ ก็มีกล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีแกมมาแฟร์มี (Fermi Gamma-ray Space Telescope) และแม้แต่ธาตุเคมีก็มีธาตุเฟอร์เมียม (fermium) ด้วยเช่นกัน

ตัวอย่างผลงานและชื่อเฉพาะต่างๆ ที่ยกมานี้คงช่วยให้เข้าใจได้ไม่ยากกว่า ยอดนักฟิสิกส์ผู้เก่งทั้งบุ๋นและบู๊คนนี้มีอิทธิพลต่อวงการฟิสิกส์มากเพียงใด

เอนรีโก แฟร์มี เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งกระเพาะอาหารที่เมืองชิคาโก เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ค.ศ.1954 ขณะอายุเพียง 53 ปี หลุมฝังศพของเขาเรียบง่าย ไม่โดดเด่น ต่างจากผลงานอันยิ่งใหญ่ที่เขาฝากไว้ให้กับโลก

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เอนรีโก แฟร์มี อัจฉริยะผู้เปิดประตูสู่พลังงานนิวเคลียร์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...