โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ส่งออกญี่ปุ่น” วูบต่อเนื่อง 4 เดือน ขาดดุลการค้า 2.4 แสนล้านเยน เซ่นพิษภาษีทรัมป์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 ก.ย 2568 เวลา 10.47 น. • เผยแพร่ 17 ก.ย 2568 เวลา 03.47 น.

"ส่งออกญี่ปุ่น" เดือนสิงหาคมลดลง 0.1% นำโดยรถยนต์และเหล็ก ขาดดุลการค้า 2.425 แสนล้านเยน ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐร่วงหนักสุดรอบ 4 ปี นักวิเคราะห์ชี้กำไรธุรกิจถูกบีบ เสี่ยงฉุดการขึ้นค่าแรงและกดดันธนาคารกลางญี่ปุ่น

วันที่ 17 กันยายน 2568 เวลา 08.03 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ญี่ปุ่นรายงานการส่งออกในเดือนสิงหาคมลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยังคงบดบังแนวโน้มการค้าโลก โดยเฉพาะการค้ากับสหรัฐ

กระทรวงการคลังญี่ปุ่น เปิดเผยเมื่อวันพุธว่า การส่งออกเดือนสิงหาคมลดลง 0.1% จากปีก่อนหน้า นำโดยสินค้ารถยนต์และเหล็ก ขณะที่การส่งออกไปยังเอเชียและสหภาพยุโรปขยายตัว ช่วยจำกัดการหดตัว นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่าการส่งออกจะลดลงถึง 2.0% ในขณะเดียวกัน มูลค่าการส่งออกไปสหรัฐลดลงมากที่สุดในรอบกว่า 4 ปี

โดยรวม ญี่ปุ่นขาดดุลการค้า 2.425 แสนล้านเยน หรือราว 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การนำเข้าลดลง 5.2% เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะหดตัวเพียง 4.1%

การส่งออกที่ลดลงต่อเนื่องสะท้อนว่าบริษัททั่วโลกยังคงซึมซับแรงกระแทกจากนโยบายการค้าของทรัมป์ ซึ่งสำหรับญี่ปุ่นซึ่งพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ความเสี่ยงนี้อาจทำให้การเติบโตที่เปราะบางสะดุดลง และส่งผลต่อวงจรบวกที่ทางการพยายามสร้างระหว่างเงินเฟ้อ ค่าจ้าง และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ทาเคชิ มินามิ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยโนรินจูคิน กล่าวว่า“ด้วยอัตราภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ที่กำหนดไว้ 15% สำหรับรถยนต์และสินค้าอื่น ๆ คำถามคือบริษัทญี่ปุ่นจะปรับตัวอย่างไรต่อไป บริษัทที่ไม่ใช่ผู้ผลิตรถยนต์อาจต้องหาทางดูดซับผลกระทบโดยการลดต้นทุน หากเป็นเช่นนั้น กำไรจะหดลงและกดดันต่อธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ซึ่งอาจทำให้การปรับขึ้นค่าแรงเป็นเรื่องยากขึ้น”

โดยการส่งออกโดยรวมที่ลดลงมีสาเหตุหลักจากมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐที่หดตัว 13.8% โดยรถยนต์เป็นตัวฉุดสำคัญ ขณะที่การส่งออกไปจีนลดลง 0.5% และการส่งออกไปยุโรปเพิ่มขึ้น 5.5%

มาตรการภาษีของสหรัฐ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ยังคงสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อการค้าโลก แม้จะมีการทำข้อตกลงบางส่วนก็ตาม โดยปลายเดือนกรกฎาคม สหรัฐตกลงลดภาษีนำเข้ารถยนต์ญี่ปุ่นจาก 27.5% เหลือ 15% และไม่ซ้อนทับกับภาษี 15% ทั่วไป แต่ข้อตกลงดังกล่าวเพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา

ในเดือนสิงหาคม สหรัฐยังคงเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นรองจากจีน มูลค่าการส่งออกรถยนต์ไปสหรัฐฯ ลดลง 28.4% ขณะที่จำนวนหน่วยลดลง 9.5% ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นยังคงลดราคาขายเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐ แต่การทำเช่นนี้ยังกดดันอัตรากำไร และอาจกระทบต่อความสามารถในการปรับขึ้นค่าแรงต่อเนื่องเหมือนสองปีที่ผ่านมา

ผลกระทบต่อสถานะการเงินของภาคธุรกิจอาจกลายเป็นปัญหาสำหรับธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ยังคงหาจังหวะในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยที่ผ่านมา การเติบโตของค่าจ้างถือเป็นปัจจัยหลักที่สนับสนุนนโยบายการปรับเข้าสู่ภาวะปกติของ BOJ ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่เหนือเป้าหมาย 2% ต่อเนื่องนานกว่า 3 ปี

การส่งออกเหล็กไปสหรัฐที่ยังคงถูกเก็บภาษี 50% ลดลง 26.2% ในเชิงมูลค่า แต่กลับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในเชิงปริมาณ ซึ่งสะท้อนว่าผู้ส่งออกบางรายอาจแบกรับภาษีด้วยการปรับลดราคา การส่งออกเซมิคอนดักเตอร์และยาลดลง 12.4% และ 12.8% ตามลำดับ ภายใต้ข้อตกลงเมื่อเดือนกรกฎาคม สหรัฐได้ให้สิทธิคุ้มครองญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมเหล่านี้ว่าจะไม่ถูกปฏิบัติรุนแรงกว่าประเทศอื่น

แม้ข้อตกลงการค้าครั้งนั้นจะช่วยผ่อนคลายแรงกดดันต่อผู้ส่งออกญี่ปุ่น โดยเฉพาะผู้ผลิตรถยนต์ แต่การคงอัตราภาษีใหม่นี้จะขึ้นอยู่กับว่าญี่ปุ่นสามารถดำเนินการตามกลไกการลงทุนมูลค่า 550,000 ล้านดอลลาร์ได้หรือไม่ ซึ่งถือเป็นเสาหลักสำคัญของข้อตกลง หากญี่ปุ่นไม่สามารถจัดสรรงบลงทุนผ่านกลไกนี้ได้ ทรัมป์อาจกลับมาเพิ่มภาษีสินค้าญี่ปุ่นอีกครั้ง

ญี่ปุ่นยังคงมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐ 3.24 แสนล้านเยน ทำให้ญี่ปุ่นยังต้องเผชิญแรงกดดันจากทรัมป์ที่วิพากษ์ดุลการค้านี้มาโดยตลอด

ขณะเดียวกันสหรัฐยังคงกดดันให้ญี่ปุ่นดำเนินการมากกว่าข้อตกลงทวิภาคี โดยร่วมมือกับพันธมิตรในกลุ่ม G7 เพื่อตั้งกำแพงภาษีสูงต่อจีนและอินเดีย จากการนำเข้าน้ำมันรัสเซีย เพื่อกดดันประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ให้ยุติสงครามในยูเครน

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...