“ส่งออกญี่ปุ่น” วูบต่อเนื่อง 4 เดือน ขาดดุลการค้า 2.4 แสนล้านเยน เซ่นพิษภาษีทรัมป์
"ส่งออกญี่ปุ่น" เดือนสิงหาคมลดลง 0.1% นำโดยรถยนต์และเหล็ก ขาดดุลการค้า 2.425 แสนล้านเยน ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐร่วงหนักสุดรอบ 4 ปี นักวิเคราะห์ชี้กำไรธุรกิจถูกบีบ เสี่ยงฉุดการขึ้นค่าแรงและกดดันธนาคารกลางญี่ปุ่น
วันที่ 17 กันยายน 2568 เวลา 08.03 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ญี่ปุ่นรายงานการส่งออกในเดือนสิงหาคมลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยังคงบดบังแนวโน้มการค้าโลก โดยเฉพาะการค้ากับสหรัฐ
กระทรวงการคลังญี่ปุ่น เปิดเผยเมื่อวันพุธว่า การส่งออกเดือนสิงหาคมลดลง 0.1% จากปีก่อนหน้า นำโดยสินค้ารถยนต์และเหล็ก ขณะที่การส่งออกไปยังเอเชียและสหภาพยุโรปขยายตัว ช่วยจำกัดการหดตัว นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่าการส่งออกจะลดลงถึง 2.0% ในขณะเดียวกัน มูลค่าการส่งออกไปสหรัฐลดลงมากที่สุดในรอบกว่า 4 ปี
โดยรวม ญี่ปุ่นขาดดุลการค้า 2.425 แสนล้านเยน หรือราว 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การนำเข้าลดลง 5.2% เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะหดตัวเพียง 4.1%
การส่งออกที่ลดลงต่อเนื่องสะท้อนว่าบริษัททั่วโลกยังคงซึมซับแรงกระแทกจากนโยบายการค้าของทรัมป์ ซึ่งสำหรับญี่ปุ่นซึ่งพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ความเสี่ยงนี้อาจทำให้การเติบโตที่เปราะบางสะดุดลง และส่งผลต่อวงจรบวกที่ทางการพยายามสร้างระหว่างเงินเฟ้อ ค่าจ้าง และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ทาเคชิ มินามิ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยโนรินจูคิน กล่าวว่า“ด้วยอัตราภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ที่กำหนดไว้ 15% สำหรับรถยนต์และสินค้าอื่น ๆ คำถามคือบริษัทญี่ปุ่นจะปรับตัวอย่างไรต่อไป บริษัทที่ไม่ใช่ผู้ผลิตรถยนต์อาจต้องหาทางดูดซับผลกระทบโดยการลดต้นทุน หากเป็นเช่นนั้น กำไรจะหดลงและกดดันต่อธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ซึ่งอาจทำให้การปรับขึ้นค่าแรงเป็นเรื่องยากขึ้น”
โดยการส่งออกโดยรวมที่ลดลงมีสาเหตุหลักจากมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐที่หดตัว 13.8% โดยรถยนต์เป็นตัวฉุดสำคัญ ขณะที่การส่งออกไปจีนลดลง 0.5% และการส่งออกไปยุโรปเพิ่มขึ้น 5.5%
มาตรการภาษีของสหรัฐ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ยังคงสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อการค้าโลก แม้จะมีการทำข้อตกลงบางส่วนก็ตาม โดยปลายเดือนกรกฎาคม สหรัฐตกลงลดภาษีนำเข้ารถยนต์ญี่ปุ่นจาก 27.5% เหลือ 15% และไม่ซ้อนทับกับภาษี 15% ทั่วไป แต่ข้อตกลงดังกล่าวเพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา
ในเดือนสิงหาคม สหรัฐยังคงเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นรองจากจีน มูลค่าการส่งออกรถยนต์ไปสหรัฐฯ ลดลง 28.4% ขณะที่จำนวนหน่วยลดลง 9.5% ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นยังคงลดราคาขายเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐ แต่การทำเช่นนี้ยังกดดันอัตรากำไร และอาจกระทบต่อความสามารถในการปรับขึ้นค่าแรงต่อเนื่องเหมือนสองปีที่ผ่านมา
ผลกระทบต่อสถานะการเงินของภาคธุรกิจอาจกลายเป็นปัญหาสำหรับธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ยังคงหาจังหวะในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยที่ผ่านมา การเติบโตของค่าจ้างถือเป็นปัจจัยหลักที่สนับสนุนนโยบายการปรับเข้าสู่ภาวะปกติของ BOJ ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่เหนือเป้าหมาย 2% ต่อเนื่องนานกว่า 3 ปี
การส่งออกเหล็กไปสหรัฐที่ยังคงถูกเก็บภาษี 50% ลดลง 26.2% ในเชิงมูลค่า แต่กลับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในเชิงปริมาณ ซึ่งสะท้อนว่าผู้ส่งออกบางรายอาจแบกรับภาษีด้วยการปรับลดราคา การส่งออกเซมิคอนดักเตอร์และยาลดลง 12.4% และ 12.8% ตามลำดับ ภายใต้ข้อตกลงเมื่อเดือนกรกฎาคม สหรัฐได้ให้สิทธิคุ้มครองญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมเหล่านี้ว่าจะไม่ถูกปฏิบัติรุนแรงกว่าประเทศอื่น
แม้ข้อตกลงการค้าครั้งนั้นจะช่วยผ่อนคลายแรงกดดันต่อผู้ส่งออกญี่ปุ่น โดยเฉพาะผู้ผลิตรถยนต์ แต่การคงอัตราภาษีใหม่นี้จะขึ้นอยู่กับว่าญี่ปุ่นสามารถดำเนินการตามกลไกการลงทุนมูลค่า 550,000 ล้านดอลลาร์ได้หรือไม่ ซึ่งถือเป็นเสาหลักสำคัญของข้อตกลง หากญี่ปุ่นไม่สามารถจัดสรรงบลงทุนผ่านกลไกนี้ได้ ทรัมป์อาจกลับมาเพิ่มภาษีสินค้าญี่ปุ่นอีกครั้ง
ญี่ปุ่นยังคงมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐ 3.24 แสนล้านเยน ทำให้ญี่ปุ่นยังต้องเผชิญแรงกดดันจากทรัมป์ที่วิพากษ์ดุลการค้านี้มาโดยตลอด
ขณะเดียวกันสหรัฐยังคงกดดันให้ญี่ปุ่นดำเนินการมากกว่าข้อตกลงทวิภาคี โดยร่วมมือกับพันธมิตรในกลุ่ม G7 เพื่อตั้งกำแพงภาษีสูงต่อจีนและอินเดีย จากการนำเข้าน้ำมันรัสเซีย เพื่อกดดันประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ให้ยุติสงครามในยูเครน
อ้างอิง : www.bloomberg.com