ดร.รักษ์ มอง 90 AMC ไทย ไม่ใช่คู่แข่งแต่คือพันธมิตร จับมือสู้หนี้เสีย 2 ล้านล้านบาท
ดร.รักษ์ ชี้ หนี้เสียกำลังไหลเข้าสู่ AMC ถึง 2 ล้านล้านบาท มองภารกิจหลัก AMC คือ เปลี่ยนหนี้เสียให้กลายมาเป็นหนี้สุข ด้วยการทำโรงงานแก้หนี้ สร้างความร่วมมือ 90 AMC ในไทยเป็นพันธมิตร เพื่อดึงลูกหนี้กลับเข้าสู่ระบบช่วยฟื้นเศรษฐกิจในระยะยาว
28 ต.ค. 2568 ดร. รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวใน งานสัมมนา BAM SYMPOSIUM ครั้งที่ 1 : New Era of AMC 2025 “พลิกฟื้นสินทรัพย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” ในหัวข้อ AMC กับบทบาทการพลิกฟื้นสินทรัพย์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย จัดโดย บมจ.บริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ณ ห้องนภาลัย แกรนด์ บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ว่า
เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกมีการเติบโตในระดับต่ำไม่ถึง 3% ไม่ว่าจะเป็นจากการส่งออกที่ชะลอตัวลง และ มาตรการภาษีที่ทำให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ทั้งตลาดไทยและอาเซียน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดหนี้มากขึ้น
แม้หนี้ครัวเรือนของไทยจะลดลงจาก 93-94% ในช่วงโควิดมาอยู่ที่ประมาณ 86% ของ GDP แต่ก็ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศอาเซียนซึ่งอยู่ที่ 63% ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่รวมหนี้นอกระบบ สะท้อนว่าเราเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมสร้างหนี้วันนี้แล้วไปตายดาบหน้า”
นอกจากนี้ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงยังทำให้หนี้เสีย หรือ NPL ไหลทะลักเข้าสู่ระบบมากกว่าปกติ จากปัจจุบัน NPL ทั้งระบบอยู่ที่ประมาณ 3%
“แม้ว่าตัวเลข NPL อย่างเป็นทางการที่ 3% จะดูเหมือนว่าเรายังเอาอยู่ เพราะว่าในช่วงต้มยำกุ้งที่ระดับหนี้ NPL สูงถึง 38-42% เรายังผ่านมาได้ แต่รูปแบบ NPL ของช่วงต้มยำกุ้งแตกต่างจากตอนนี้อย่างสิ้นเชิง ช่วงต้มยำกุ้งเป็นหนี้เสียก้อนใหญ่ไม่กี่แห่งที่ AMC เพียง 3 แห่งสามารถจัดการได้ แต่ปัจจุบันมีหนี้เสียขนาดเล็กกว่า 5 ล้านชิ้น ที่กระจายอยู่ใน AMC ถึง 90 แห่ง ทำให้การจัดการมีความซับซ้อนในการบริหารจัดการ”
นอกจากหนี้ NPL แล้ว สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือหนี้ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ หรือ SM ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณที่สูงและคาดการณ์ว่าหากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้สิ้นสุดลงครึ่งหนึ่งของหนี้กลุ่มนี้จะกลายเป็น NPL ซึ่งหากหนี้ SM กลายเป็น NPL เร็วกว่าที่คาดการณ์จะเป็นความท้าทายในการจัดการหนี้ครัวเรือนของไทย
“ที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือหนี้ SM ที่กำลังจะวิ่งเข้ามากลายเป็น NPL เพราะหนี้ SM เปรียบเสมือนคุณปู่ที่อยู่กับเครื่อง ECMO หากถอดออกก็ไม่รอด”
สำหรับหนี้ที่เข้ามาอยู่ใน AMC แล้วในปัจจุบันมีขนาดประมาณ 1 ล้านล้านบาท ขณะที่ยังมีกองหนี้ที่กำลังจะเข้ามาสู่ AMC จากธนาคารพาณิชย์ประมาณ 520,000 ล้านบาท และจากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐอีกประมาณ 330,000 ล้านบาท ถ้ารวมกันจะกลายเป็น 2 ล้านล้านบาท ที่จะเข้ามากระแทกระบบเศรษฐกิจ
“ถ้าคนกลุ่มนี้ไม่สามารถกลับไปตั้งตัวหรือไปเกิดได้ใหม่ เขาจะต้องอยู่ในนรกตลอดกาล จึงเป็นที่มาว่าเราต้องหาทางเปลี่ยน NPL ให้กลายเป็น Reperforming loan หรือ RPL ให้ได้เร็วที่สุด”
ดร. รักษ์ กล่าวว่า ดังนั้นภารกิจหลักของ AMC ไม่ใช่การเร่งรัดดำเนินคดีหรือยึดทรัพย์สิน (NPA) แต่คือการ เปลี่ยนหนี้เสียให้กลายมาเป็นสุข โดยมุ่งเน้นการฟื้นฟูลูกหนี้ให้สามารถกลับมายืนได้อีกครั้ง แนวทางนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สิน แต่ยังสร้างความยั่งยืน (Sustainability) ให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งทำได้โดย
1. จัดการหนี้ด้วยโมเดลโรงงานแก้หนี้ (TDR Factory Model) เพื่อให้สามารถขยายการขยายความสามารถในการแก้หนี้มหาศาลที่ไหลเข้าระบบ แทนการการบริหารจัดการแบบดั้งเดิมที่ทำแบบ First In First Out เพราะการจัดการหนี้ในรูปแบบดังกล่าวไม่สามารถรับมือได้อีกต่อไป
2. สร้างความร่วมมือ AMC ทั้ง 90 แห่ง โดยไม่ควรมองกันเป็นคู่แข่ง แต่เป็นพันธมิตร (Complimentary) เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานหรือ Ecosystem ที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาที่มีขนาดใหญ่ถึง 2 ล้านล้านบาท
“ผมอยากให้มองว่าพี่น้อง AMC ไม่ใช่คู่แข่ง แต่เราเป็นพันธมิตรที่เข้ามาเสริมซึ่งกันและกัน เพื่อช่วยแก้หนี้เสียในตลาดที่มีมูลค่าถึง 2 ล้านล้านบาท ซึ่งผมเชื่อว่า AMC ทุกคนจะสามารถเติบโตได้ในแนวทางที่ตัวเองถนัด”
โดย AMC ขนาดใหญ่ สามารถซื้อพอร์ตหนี้ขนาดใหญ่เข้ามา แล้วร่วมมือกับ AMC ขนาดเล็ก ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการบริหารจัดการหนี้บางส่วน
“ปัจจุบัน AMC มีศักยภาพในการรับซื้อหนี้เสียเข้าพอร์ตเฉลี่ยประมาณ 100,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งหากหนี้เข้ามามากกว่านี้ก็จะมีศักยภาพไม่เพียงพอ จำเป็นต้องปรับเครื่องยนต์ AMC เพื่อเพิ่มศักยภาพขึ้นเป็น 200,000 - 250,000 ล้านบาทต่อปี ถ้าทำได้จะสามารถแก้ไขหนี้ที่มีปริมาณ 2 ล้านล้านบาทได้หมดภายใน 6 ปี”
3. แนวคิดให้ AMC เข้าไปอยู่ในระบบเครดิตบูโร เพื่อให้ลูกหนี้ที่เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้และชำระคืนอย่างสม่ำเสมอ (กลายเป็น Re-Performing Loan - RPL) สามารถสร้างประวัติทางการเงินใหม่ และกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อปกติได้
4. การทำแพลตฟอร์มกลางสำหรับ NPA เพื่อรวบรวมทรัพย์สินรอการขาย (NPA) จากทุก AMC ไว้ในที่เดียว เพื่อให้นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Developer) และผู้ซื้อรายย่อยสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ดร. รักษ์ ได้ยกตัวอย่างจัดการทั้งในส่วนของหนี้เสีย (NPL) และทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ของ BAM เช่น
- โครงการ ทรัพย์มหาชน ซึ่ง เป็นโครงการที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาให้กับผู้ซื้อรายย่อยและกลุ่มอาชีพอิสระที่ถูกธนาคารปฏิเสธสินเชื่อ โดยเปิดโอกาสให้สามารถซื้อที่อยู่อาศัยจากพอร์ต NPA ของ AMC ได้โดยตรง
- การสร้างความร่วมมือกับ Developer โดย ในภาวะที่ Developer ไม่สามารถกู้เงินเพื่อลงทุนโครงการใหม่ได้ AMC สามารถนำเสนอ NPA ในพอร์ตให้เป็นทางเลือก โดย Developer สามารถเข้ามาซื้อและพัฒนาต่อยอดได้ทันที ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงและเพิ่มสภาพคล่องในตลาด
- ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน (FA Center) นอกจากการเป็นหมอหนี้แล้ว BAM ยังมีการจัดตั้งศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อช่วยลูกหนี้ในการปรับโครงสร้างธุรกิจและจัดหาแหล่งเงินทุนใหม่จากผู้ให้กู้ (Lender) ที่ผ่านการคัดกรองแล้วว่ามีธรรมาภิบาล ซึ่งจะช่วยให้ AMC ได้รับชำระหนี้คืนเต็มจำนวน และลูกหนี้สามารถกลับมายืนอย่างมีศักดิ์ศรี
“การทำงานของ AMC ในยุคนี้ไม่ใช่แค่ธุรกิจที่สร้างผลกำไร แต่หากทุก AMC ลุกขึ้นมาทำงาน สามารถสร้าง Synergy ร่วมกันได้ ไม่มีใครเป็นคู่แข่งใคร ผมเชื่อว่าประเทศไทยยังมีหวัง เพราะเราจะสามารถช่วยเหลือให้ผู้คนสามารถฟื้นตัวและกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศชาติในระยะยาว”
สไลด์ ประกอบการบรรยายหัวข้อ AMC กับบทบาทการพลิกฟื้นสินทรัพย์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ของ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
- ผู้ว่าธปท. ชี้ AMC คือ ‘จิ๊กซอว์สำคัญ’ เร่งขยายบทบาทดูดซับ NPL สู้ปัญหาหนี้ครัวเรือน
- “เครดิตบูโร” แนะเร่งสร้างวัฒนธรรมเครดิตดี ก่อนเดินหน้าสู่ Risk-Based Pricing
- BAM เปิดงานใหญ่ BAM SYMPOSIUM : New Era of AMC 2025 เวทีประวัติศาสตร์ของธุรกิจบริหารสินทรัพย์ไทย สู่ยุคใหม่แห่งการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ
- 5 กูรู AMC ผนึกกำลังปลุกชีพเศรษฐกิจไทย ด้วยยุทธศาสตร์ "เปลี่ยนหนี้เสียเป็นหนี้ดี"
- "NCB” แนะเร่งสร้างวัฒนธรรมเครดิตดี ก่อนเดินหน้าสู่ Risk-Based Pricing
- “NPA” ขุมทรัพย์แห่งอนาคตอสังหาฯ ไทย บิ๊กเนม ชี้มือสองมาแรง คุ้มกว่าบ้านใหม่-ผลตอบแทนพุ่ง 29%