ปฏิรูปอาเซียน : จาก Centrality ที่ดี สู่ Credibility ที่จำเป็น
บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ปฏิรูปอาเซียน
: จาก Centrality ที่ดี
สู่ Credibility ที่จำเป็น
จาการ์ตาในเดือนตุลาคมอากาศดีจนน่าแปลก ฟ้าใส แสงแดดนุ่ม ลมเย็นพัดเอากลิ่นกานพลูจากบุหรี่ kretek มาปะปนกับกลิ่นกาแฟดำและควันรถบนถนนใหญ่
เสียงหัวเราะของคนหนุ่มสาวดังจากคาเฟ่ริมทาง เมืองนี้มีชีวิตชีวาในแบบที่คาดไม่ถึง เหมือนภูมิภาคที่ยังคงเคลื่อนไหวแม้อยู่ท่ามกลางแรงเสียดทานของโลก
ผมมาที่นี่เพื่อร่วมเสวนาของ Foreign Policy Community of Indonesia (FPCI)
องค์กรที่ก่อตั้งโดย Dino Patti Djalal อดีตเอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำสหรัฐอเมริกา และอดีต Vice Minister of Foreign Affairs ของประเทศ
ดิโนเป็นนักการทูตที่เชื่อในพลังของการสานต่อระหว่างรุ่น และมองว่าอนาคตของอาเซียนต้องเกิดจากการร่วมมือของคนรุ่นใหม่กับประสบการณ์ของคนรุ่นก่อน
ในห้องประชุม ผมได้พบกับ Dr. Marty Natalegawa อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของอินโดนีเซีย ผู้เป็นที่รู้จักในภูมิภาคว่าเป็น “เสียงแห่งเหตุผลของอาเซียน” ในช่วงเวลาวิกฤต
เขาเคยมีบทบาทสำคัญในการนำอาเซียนผ่านความขัดแย้ง และรักษาความเป็นหนึ่งเดียวในช่วงปีที่ยากลำบากที่สุดของภูมิภาค
ผมยังได้พบกับ นูรูล อิซซะห์ อันวาร์ ลูกสาวของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย และ อานีส บาสเวดัน อดีตผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา ทั้งสองต่างพูดด้วยน้ำเสียงของคนที่อยากเห็นอาเซียนเข้มแข็งขึ้นจากภายใน
เสาหลักที่พาอาเซียนมายืนตรงนี้
Dr. Marty กล่าวอย่างมั่นคงว่า
“Centrality and Unity are what carried ASEAN from the beginning until now.”
เขาอธิบายว่า ความเป็นศูนย์กลางและความเป็นเอกภาพคือสองเสาหลักที่ทำให้อาเซียนยืนอยู่ได้
จากยุคสงครามเย็น สู่โลกหลังวิกฤตเศรษฐกิจ จากการรวมกลุ่มสิบประเทศ สู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน
อาเซียนเติบโตขึ้นเพราะเรายังไม่แตกกัน
ผมพยักหน้าเห็นด้วย และพูดต่อในที่ประชุมว่า
วันนี้อาเซียนกำลังอยู่บนทางแยกสำคัญ
หาก Centrality (ความเป็นศูนย์กลาง) และ Unity (ความเป็นเอกภาพ) คือสิ่งที่พาเรามาถึงจุดนี้
หกสิบปีข้างหน้า เราต้องต่อยอดด้วยอีกสองเสาหลักคือ Relevancy (ความเกี่ยวข้อง) และ Credibility (ความน่าเชื่อถือ)
เพื่อให้อาเซียนไม่เพียงมีที่นั่งในโต๊ะประชุม แต่มีที่ยืนในใจของประชาชน
เพราะคำว่า “ศูนย์กลาง” จะไม่มีความหมาย หากประชาชนยังไม่รู้สึกว่าอาเซียนช่วยให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นจริง
จากวันนั้นถึงวันนี้
: จุดเริ่มต้นของแนวคิด
“ASEAN Quick Wins”
แนวคิดเรื่อง ASEAN Quick Wins ไม่ได้เกิดขึ้นบนเวทีในจาการ์ตาเท่านั้น
แต่ย้อนกลับไปในวันที่ผมเพิ่งชนะการเลือกตั้งในประเทศไทย
วันนั้นผมนั่งอยู่ในห้องประชุมเล็กๆ กับ ฟูอาดี พิศสุวรรณ (Fuadi Pitsuwan) ลูกชายของอดีตเลขาธิการอาเซียน ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ
เราคุยกันว่า ถ้าอาเซียนจะมีความหมายกับคนรุ่นใหม่จริง ๆ มันต้องเริ่มจาก “ผลลัพธ์ที่จับต้องได้”
สิ่งที่ เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คน และ มีแรงต้านต่ำ ทั้งจากภายในภูมิภาคและจากมหาอำนาจภายนอก
เราเห็นพ้องกันว่า อาเซียนต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามันสามารถ “ลงมือ” กับปัญหาที่คนในภูมิภาครู้สึกได้จริง
ไม่ใช่เพียงพูดในห้องประชุมใหญ่ที่อยู่ห่างจากชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่หลายพันกิโลเมตร
แนวคิดนั้นยังอยู่ในใจผมจนถึงวันนี้
และในเวที FPCI ที่จาการ์ตา ผมได้มีโอกาสพูดถึงมันอีกครั้ง
อาเซียนต้องเริ่มจากผลลัพธ์ที่จับต้องได้
สิ่งที่ผมเสนอในวันนั้นคือ “สาม Quick Wins” ที่อาเซียนสามารถทำได้ทันที เห็นผลจริง และไม่กระทบต่อสมดุลของภูมิภาค
1. ASEAN Clean Air Accord
ข้อตกลงระดับภูมิภาคเพื่อรับมือกับไฟป่าและมลพิษข้ามพรมแดน
ตั้งเป้าลดค่าเฉลี่ย PM 2.5 ร่วมกันภายในปี 2030 พร้อมระบบติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ที่ทุกประเทศเข้าถึงได้
อากาศที่เราหายใจไม่รู้จักพรมแดน การแก้ปัญหาก็ไม่ควรหยุดอยู่แค่ภายในประเทศ
ถ้าอาเซียนเริ่มตรงนี้ เราจะได้ทั้งสุขภาพของประชาชนและศรัทธาที่หายไปกลับคืนมา
2. ASEAN Cyber Scam Combat Task Force
ศูนย์ประสานงานระดับภูมิภาคเพื่อปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ที่ข้ามพรมแดน ตั้งแต่คอลเซ็นเตอร์ปลอมจนถึงการหลอกลวงออนไลน์ที่สร้างความเสียหายมหาศาลในภูมิภาค
โครงการนี้ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีของประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อ
ถ้าอาเซียนสามารถปกป้องคนธรรมดาให้ปลอดภัยจากการหลอกลวงทางออนไลน์ได้จริง นั่นจะเป็นหลักฐานของความเกี่ยวข้องที่ประชาชนสัมผัสได้
3. ASEAN Maritime De-escalation Hotline
สายด่วนทางทะเลระหว่างหน่วยยามฝั่งและกองทัพเรือของประเทศสมาชิก เพื่อป้องกันเหตุเข้าใจผิดหรือการปะทะโดยไม่ตั้งใจ
เริ่มจากอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ก่อนขยายไปสู่ทะเลจีนใต้
เหตุการณ์เล็กๆ ที่อาจบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งใหญ่ สามารถป้องกันได้ด้วยการสื่อสารที่ถูกเวลาและไว้ใจได้
เสริมพลังให้อาเซียน
: ปรับโครงสร้าง
และเพิ่มขีดความสามารถ
แต่เพื่อให้ Quick Wins เหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง อาเซียนต้องกล้าปฏิรูปตัวเองจากภายใน โดยเฉพาะ สำนักงานเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat) และบทบาทของ เลขาธิการอาเซียน (Secretary-General)
ปัจจุบันเลขาธิการอาเซียนยังมีอำนาจจำกัด ทั้งในด้านงบประมาณ บุคลากร และกลไกติดตามผล
องค์กรที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน และมีเศรษฐกิจรวมกันกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ แต่กลับมีงบประมาณประจำปีน้อยกว่ามหาวิทยาลัยขนาดกลางในเอเชีย
ถึงเวลาแล้วที่ประเทศสมาชิกจะต้อง ขยายอำนาจหน้าที่และเพิ่มงบประมาณให้เลขาธิการอาเซียน
ให้สามารถเป็น “กลไกกลางที่ลงมือได้” ไม่ใช่เพียง “ผู้ประสานที่ต้องรอฉันทมติ”
เลขาธิการควรมีอำนาจในการริเริ่มโครงการใหม่ ติดตามความคืบหน้า และรายงานต่อผู้นำโดยตรง เพื่อให้อาเซียนทำงานได้จริง ไม่ใช่เพียงออกเอกสารสรุปหลังการประชุม
ถ้าอาเซียนไม่กล้าปฏิรูปตัวเองจากภายใน
ความน่าเชื่อถือที่เราพูดถึงก็จะเป็นเพียงแนวคิดสวยๆ ที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง
สามบททดสอบในไตรมาสหน้า
เมื่อรถเคลื่อนออกจากศูนย์ประชุม ผมมองออกไปบนถนนของจาการ์ตา เมืองยังคงมีชีวิตเหมือนเดิม แต่ในใจผมรู้ว่าอาเซียนกำลังจะเจอบททดสอบใหม่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
บททดสอบที่หนึ่ง : ASEAN Summit
การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนปลายเดือนตุลาคม ซึ่งคาดว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเดินทางมาร่วมด้วยตนเอง
เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผู้นำสหรัฐจะมาปรากฏตัวในเวทีนี้
นี่คือโอกาสของอาเซียนที่จะย้ำให้โลกรู้ว่าเรายังมีบทบาทในฐานะเวทีหลักของภูมิภาค แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการทดสอบว่าผู้นำอาเซียนจะสามารถรักษาความเป็นเจ้าของเวทีนี้ไว้ได้หรือไม่
การประชุมต้องเป็นของอาเซียนจริงๆ ไม่ใช่เวทีของใครอื่น
บททดสอบที่สอง : การเลือกตั้งเมียนมา
การเลือกตั้งในเดือนธันวาคมซึ่งถูกประกาศว่าเป็น “การกลับสู่ประชาธิปไตย”
แต่ในความเป็นจริงยังเต็มไปด้วยข้อจำกัด ทั้งพื้นที่ที่เลือกไม่ได้ พรรคการเมืองที่ถูกแบน และประชาชนที่ยังหลบหนีการสู้รบ
อาเซียนต้องแสดงให้เห็นว่าเรามีมาตรฐานขั้นต่ำของการเลือกตั้งที่เป็นธรรม
ถ้าเรากล้ากำหนดมาตรฐานนี้ไว้ มันจะเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นความน่าเชื่อถือของอาเซียนเอง
บททดสอบที่สาม : แรงกดดันจากมหาอำนาจโลก
ทั้งสหรัฐ จีน อินเดีย และรัสเซีย ต่างเร่งขยายอิทธิพลในภูมิภาค
อาเซียนต้องรักษาสมดุลให้ได้ว่าจะร่วมมือกับทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์โดยไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใด
นี่คือการทดสอบบทบาทของอาเซียนในยุคที่โลกกำลังแบ่งขั้วอีกครั้ง
สามบททดสอบนี้จะบอกว่าอาเซียนในปี 2025 จะเป็นผู้กำหนดเกมหรือเป็นเพียงผู้สังเกตเกมของคนอื่น
ผมยังเชื่อว่าอาเซียนทำได้ ถ้าเรากล้าปรับจากการประชุมที่ยาวไปสู่การลงมือที่จริง
จาก Centrality และ Unity ที่เคยพาเรามาถึงวันนี้
สู่ Credibility และ Relevancy ที่จะพาเราไปต่อในวันพรุ่งนี้
Centrality ให้ตำแหน่งในโลก
แต่ Credibility และ Relevancy จะให้ที่ยืนในใจคน
ถ้าอาเซียนทำให้อากาศสะอาดขึ้น ชีวิตปลอดภัยขึ้น และทะเลสงบขึ้นได้จริง
เราจะกลับมาเป็นภูมิภาคที่ผู้คนรู้สึกภาคภูมิใจอีกครั้ง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปฏิรูปอาเซียน : จาก Centrality ที่ดี สู่ Credibility ที่จำเป็น
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly