เจาะกลยุทธ์ Super G 'ศุภจี สุธรรมพันธุ์' ซีอีโอหญิง สู่ว่าที่ รมว.พาณิชย์ ‘พลิกทุกวิกฤตสู่โอกาส’
เจาะกลยุทธ์ Super G ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ ซีอีโอหญิง สู่ว่าที่ รมว.พาณิชย์ สูตรบริหาร ‘พลิกทุกวิกฤตสู่โอกาส’
ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า“นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ได้วางตัวทีมงานด้านเศรษฐกิจ ที่เป็นโควตาคนนอก ซึ่งมีการเปิดตัวแล้วว่า รมว.พาณิชย์ จะเป็น“นางศุภจี สุธรรมพันธุ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม และกรรมการบริหารของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)
ซึ่งก่อนหน้านี้“มติชนออนไลน์” เคยสัมภาษณ์‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ Group CEO ดุสิตธานี ในประเด็นการบริหารงาน สไตล์ TAM ภายหลังจา่กวิกฤติโควิด ซึ่งเธอสามารถนำ ดุสิตธานี ผ่านวิกฤตมาได้
สมฉายา “Super G” นักธุรกิจหญิงเก่งที่สร้าง “ประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับธุรกิจ” โดยฉายาดังกล่าวไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่ได้มาเพราะฝีมือและความสามารถของเธอล้วนๆ
เริ่ม “ปฐมบท” กับประวัติศาสตร์หน้าแรกกับอุตสาหกรรมไอที ด้วยการเป็น เอ็มดี “อายุน้อยที่สุด” ของไอบีเอ็ม ในวัย 37 ปี และเป็น “ผู้หญิงไทยคนแรก” ที่สามารถขึ้นไปกำหนดนโยบายในบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ระดับโลก ในตำแหน่งผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักงานใหญ่ IBM นิวยอร์ก สหรัฐฯ
ประวัติศาสตร์หน้าที่ 2 กับอุตสาหกรรมดาวเทียม ในตำแหน่งประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยคม โชว์ฝีมือพลิกฟื้นไทยคมจากตัวเลขติดลบมายาวนาน ให้ทำกำไรหลักร้อยล้านเป็นครั้งแรกในระยะเวลาอันสั้น และพาไทยคมผงาดเป็นบริษัทธุรกิจดาวเทียมที่ดีที่สุดและใหญ่ที่สุดในเอเชีย การันตีฝีมือจากรางวัลผู้บริหารดาวเทียมยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย-แปซิฟิก
ประวัติศาสตร์หน้าต่อมา กับการกระโดดมาสู่อุตสาหกรรม Hospitality เป็นซีอีโอนอกตระกูล “คนแรก” ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม กลุ่มดุสิตธานี ที่อยู่คู่สังคมไทยมายาวนานถึง 74 ปี
และกำลังสร้าง “ประวัติศาสตร์หน้าใหม่” ให้ “อาณาจักรดุสิตธานี” กับเมกะโปรเจกต์ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มิกซ์ยูสร่วมทุนระหว่าง บมจ.ดุสิตธานี และ บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา มูลค่า 46,000 ล้านบาท
โดยพัฒนาโครงการบนพื้นที่ 23 ไร่ บริเวณหัวมุมถนนสีลม ตรงข้ามสวนลุมพินี ในโครงการประกอบด้วย โรงแรม, อาคารที่พักอาศัย, อาคารสำนักงานและศูนย์การค้า มีไฮไลต์อยู่ที่ “รูฟพาร์ค” สวนสาธารณะบนชั้นดาดฟ้าเป็นพื้นที่สีเขียวพิเศษขนาดใหญ่ 7 ไร่
ปัจจุบัน โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ได้กลับมาเปิดให้บริการแล้วอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2567 และ Dusit Central Park ก็ได้เผยโฉมใหม่ในฐานะ Mixed-use ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘Here for Bangkok’ จุดหมายที่ทุกคนจะได้สัมผัสใช้บริการอย่างเป็นทางการ เมื่อต้นเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา
“รหัสลับความคิด” ของเธอเป็นอย่างไร มติชนถอดมาให้แล้วแบบหมดเปลือก ดังต่อไปนี้
- 3 รู้ หลักบริหารธุรกิจ
ศุภจี เผยถึงความแตกต่างในการทำงานของแต่ละอุตสาหกรรมที่ผ่านมาตลอด 33 ปี ว่า
“ดิฉันทำงานมา 33 ปี ซึ่งบังเอิญเป็นเลข 3 เหมือนกัน คือ 3 สายอุตสาหกรรม ซึ่งความแตกต่างก็มีหลายมิติ” แต๋ม ศุภจี ผู้บริหารคนเก่ง แต่วางตัวอ่อนน้อม ตอบคำถามอย่างฉะฉานมั่นใจด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“มิติแรก เรื่องของสายอุตสาหกรรมที่เห็นได้ชัดเลยว่า ไม่เหมือนกัน 2 อุตสาหกรรมแรก เป็นทางด้านวิศวะ และวิทยาศาสตร์ ส่วนสายปัจจุบันทำเกี่ยวกับการบริการ เพราะฉะนั้นในเรื่องของเนื้อหาของการทำงานไม่เหมือนกันเลย”
“แต่ที่เหมือนกัน คือ ในการทำงานทุกอย่างก็ต้องทำงานเกี่ยวกับคน เราก็มีหน้าที่จัดวางคน สร้างองค์กรให้มองไปในทิศทางเดียวกัน เป้าหมายเดียวกัน”
“ซึ่งมันมีความยากง่ายของมันอยู่แล้ว แต่สำหรับดิฉันมองว่า ในการที่เราจะทำอะไรก็แล้วแต่ มี 3 เรื่องที่ต้องทำเหมือนๆ กัน ขอให้คำว่า 3 รู้”
“1.รู้ใน รู้ตัวเองก่อนว่า ตัวเรามีข้อดี มีความชำนาญ และมีความไม่ชำนาญด้านไหน มีความชอบและความถนัดอะไร”
“2.รู้นอก คือ ต้องรู้ว่าทีมงานประกอบด้วยอะไรบ้าง มีข้อดีข้อด้อยอะไร ใครมีทักษะทางด้านไหน ทัศนคติของทีมงานกำลังอยู่ในสถานการณ์อะไร กำลังอ่อนแรงเพราะเจอวิกฤต หรือมีความเข้มแข็ง เราเข้าไปเติมในส่วนต่างได้หรือเปล่า นอกจากนี้ต้องรู้นอกในเรื่องของอุตสาหกรรมด้วยว่า บริษัทอื่นๆ ที่ทำงานคล้ายๆ กันกับเรา เขาทำอะไรยังไง อะไรคือสิ่งที่เขาทำแล้วประสบความสำเร็จมันมีอะไรยังไงบ้าง เราก็ต้องเข้าไปถอดรหัสความสำเร็จ และที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ เราต้องไปถอดรหัสความล้มเหลวด้วย บริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันกับเรา สิ่งที่เขาทำแล้ว ไม่ประสบความสำเร็จมันเกิดอะไรขึ้น เพื่อที่เราจะได้เอามาเรียนรู้ และไม่ทำเหมือนอย่างนั้น”
“รู้นอก ยังมีอีกบริบทหนึ่ง นั่นคือ โลกในยุคปัจจุบัน คงจะรู้ในอุตสาหกรรมของเราคนเดียวไม่พอ เราคงต้องรู้ถึงอุตสาหกรรมอื่นด้วย เพราะโลกเดี๋ยวนี้ มันเชื่อมต่อกัน”
“สุดท้าย 3.รู้จังหวะ คนเราบางครั้ง เวลาที่เราเจอโอกาส เราก็วิ่งเข้าใส่ แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ต้องศึกษาให้ถ่องแท้ ก่อนวิ่งด้วยความเร็วสูง แต่ในบางครั้ง ถ้าเรารอโอกาสที่เหมาะก่อนวิ่ง แล้วค่อยวิ่ง ดูความพร้อมขององค์กร รู้ใน รู้นอก ก่อน แล้วค่อยเข้าไปก็ได้”
“เพราะฉะนั้น รู้จังหวะ คือ รู้เมื่อไหร่ควรจะหยุด เมื่อไหร่ควรจะไป เมื่อไหร่ควรจะเป็น เมื่อไหร่ควรจะช้า เมื่อไหร่ควรจะหนัก เมื่อไหร่ควรจะเบา เพื่อที่เราจะสามารถประกอบแผนธุรกิจที่มีฉากทัศน์ที่ตอบกับความเสี่ยงที่เรากำลังจะเจอในอนาคต ไม่ว่าจะอยู่ในธุรกิจอะไร ความสำคัญคือ เรารู้ 3 เรื่องนี้ยังไงมากกว่า”
- มูฟออนจากโควิด
การที่จะมูฟออนจากโควิดได้นั้น แต๋ม-ศุภจี เผยว่า เรื่องแรกต้องจัดการกับเรื่องของจิตใจก่อน เรื่องทุกเรื่องต้องเกิดมาจากข้างใน เพราะฉะนั้น เราต้องมั่นใจ ต้องเข้มแข็งว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีโอกาสได้ทดลองสติปัญญา อย่างที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เคยพูดเอาไว้ว่า “ปัญหาคือเวทีพัฒนาปัญญา” ถ้าเราเจอปัญหาแล้วเราคิดว่า อันนี้เป็นเวทีที่ฝึกปัญญา เราก็จะต่อสู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ พอเราเชื่อมั่น เราจะมีสติมองว่าข้างหน้าเรามันจะเกิดอะไรขึ้น
“จากนั้นต้องหาข้อมูลและหาความรู้ ว่าบริบทที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมของเรา อุตสาหกรรมข้างเคียง บริบทโลกเป็นยังไง อย่างจังหวะตอนนี้ เป็นจังหวะที่เรากำลังอยู่ท่ามกลางพายุ โควิดกำลังมาปลายทาง เพราะเราต่อสู้กับโควิดมา 2 ปีเต็มๆ เราก็ต้องปรับโมเดลธุรกิจของเรา แต่มันก็มีเรื่องอื่นตามมา ยกตัวอย่างเช่น วิกฤตพลังงาน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าน้ำมัน ซึ่งเราเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ เมื่อน้ำมันแพง ก็ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นตามไปด้วย”
“พอค่าครองชีพสูง เงินเฟ้อก็เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นค่าแรงก็เพิ่มขึ้น พอค่าแรงเพิ่มขึ้น คนที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจ ไม่ว่าจะเล็กใหญ่ ก็ต้องเตรียมว่า ต้นทุนตัวเองจะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้น พอเรารู้อย่างนี้แล้วว่า นี่คือสิ่งที่เราเจอ วินาทีนี้คิดว่า สภาพคล่องคือสิ่งที่สำคัญมากสำหรับคนทำธุรกิจ”
“เพราะฉะนั้นต้องเตรียมในเรื่องของการเกิดซ้ำไว้ให้ดี เพราะเวลาที่มันเกิดความผันผวน เราควรทำฉากทัศน์เอาไว้ด้วย ถ้าแผน 1 ไม่ได้ แผน 2 เรามีเตรียมรองรับไว้ไหม แผน 3 ควรมีอะไร แผน 4 แผน 5 เตรียมไว้เลย แล้วก็เตรียมในเรื่องของกระแสเงินสด เพราะเวลาที่เกิดวิกฤต สิ่งที่สำคัญมากๆ คือ กระแสเงินสด”
“อีกเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องของการลงทุน อาจจะต้องระมัดระวัง ยุคนี้อาจจะเป็นยุคที่เราเน้นเรื่องกำไรในเรื่องของกระแสเงินสด แต่ว่าในเรื่องของการลงทุนให้เจริญเติบโต ต้องดูจังหวะให้ดี ไม่ใช่ว่าให้หยุดเลย 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะเราอาจต้องเตรียมกังหันบางตัวไว้ แต่เราต้อง ศึกษาและ ตื่นตัวอยู่เสมอ เพื่อทราบว่าควรจะสร้างกังหันตัวไหน และโอกาสมันอยู่ตรงไหน”
- แพชชั่น = ฉันทะ
จาก 2 อุตสาหกรรมใหญ่ สู่ กรุ๊ปซีอีโอดุสิตธานี ศุจภี ย้อนภาพวันที่ตัดสินใจมาทำงานที่นี่ เมื่อปี 2016 อย่างน่าสนใจว่า ในชีวิตการทำงาน 33 ปี ช่วงต้นๆ เรายังเด็ก ใครให้ทำอะไรก็ทำเต็มกำลังความสามารถ แต่จังหวะหนึ่ง เมื่อเราเริ่มเลือกได้ เราอยากจะทำอะไรตามแพชชั่น ซึ่งคำว่าแพชชั่นของดิฉัน ขอเรียกว่า ฉันทะในการทำงาน คือ เราสามารถที่จะสร้างประโยชน์ หรือผลกระทบให้กับคนที่ทำงานมากน้อยแค่ไหน
“ซึ่งดุสิตธานีเหมือนหน้าต่างบานแรกของคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ การมาทำงานที่ดุสิตฯ น่าจะมีอิมแพคได้พอสมควร ซึ่งตอนที่คุณชนินทธ์ โทณวณิก ซีอีโอท่านก่อนชวนให้มาทำ ตอนนั้นดุสิตธานีกำลังอยู่ในช่วงที่กำลังพัฒนาโครงการใหญ่ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ซึ่งก็ต้องมีความเปลี่ยนแปลงเยอะ ธุรกิจท่องเที่ยวถูกดิสรัปชันเยอะจึงรับเป็นกรุ๊ปซีอีโอให้กลุ่มดุสิตฯ อีกครั้ง ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงมันมีบริบทของความตั้งใจที่ตอบโจทย์ความมุ่งมั่นของเรา ซึ่งก็คือฉันทะหรือแพชชั่นให้เพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ ในการสร้างอิมแพคให้ประเทศ”
- ก้าวสู่ปฐมบทใหม่ “ดุสิตธานี เซ็นทรัล พาร์ค”
ศุภจี เผยว่า โรงแรมดุสิตธานีกรุงเทพ เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของกลุ่มเรา และเป็นความตั้งใจของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ที่อยากสร้างโรมแรมไทยที่มีมาตรฐานระดับสากล เพื่อเป็นหน้าต่างบานแรก และเพื่อให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จัก
“ถ้ามองย้อนกลับไปถึงสุภาพสตรีที่อายุไม่มากเลย เมื่อ 80 กว่าปี มีความคิดอย่างนี้ ถือว่า เป็นเจตนารมณ์ที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะว่าตอนนั้นไม่มีคนรู้จักประเทศไทยเท่าไหร่ ท่านผู้หญิงจึงสร้างโรงแรมดุสิตธานีกรุงเทพ ด้วยความตั้งใจจะให้เป็นไอคอนิค ซึ่งก็เป็นตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทยอยู่พักหนึ่ง ตอนนั้นสูง 22 ชั้น อยู่ตรงหัวถนนสีสม ตรงข้ามสวนลุมพินี เป็นเซ็นเตอร์ของศูนย์กลางธุรกิจในสมัยนั้น และท่านผู้หญิงก็ได้สร้างมาตรฐานใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย เช่น ห้องประชุมที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คือ ห้องนภาลัย ซึ่งแขกบ้านแขกเมืองเวลามาประชุมก็จะต้องมาที่นี่ หรือแม้กระทั่งไนท์คลับ หรือเธียร์ร่าที่เป็นห้องอาหารที่อยู่ชั้นบน เหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น”
“พอเข้ามาถึงยุคปี 2019 (ตอนปิดโรงแรม) การที่เราจะทุบเลย แล้วสร้างโรงแรมใหม่ หน้าตาใหม่ โดยที่ไม่มีกลิ่นอายของความเป็นดุสิตฯ เลย ก็ไม่ใช่เราอยู่ดี เพราะเราต้องการจะสืบทอดเจตนารมณ์ ดังนั้น สิ่งที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีตก็ยังมีความทรงจำที่เราต้องเก็บเอาไว้ เช่น เสาเบญจรงค์ซึ่งอยู่ในห้องอาหารเบญจรงค์ แม้กระทั่งต้นไม้ ปลาคาร์ป หรือน้ำตก เพื่อจะนำกลับมาอยู่ที่โรงแรมใหม่ แต่ก็เติมบริบทใหม่ๆ เข้าไปด้วยเช่นกัน เพื่อให้ตอบโจทย์กับไล์ฟสไตล์ใหม่ๆ ของคนรุ่นใหม่ เช่น ใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น”
สำหรับ “ประวัติศาสตร์หน้าใหม่” แห่ง “อาณาจักรดุสิตธานี” กับเมกะโปรเจกต์ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค”โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มิกซ์ยูสร่วมทุนระหว่าง บมจ.ดุสิตธานี และ บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา มูลค่า 46,000 ล้านบาท
ศุภจี อธิบายว่า โครงการนี้ สร้างให้มีศักยภาพสูงสุด เป็น เออเบิล ลีฟวิ่งไลฟ์สไตล์ หรือ การเป็นอยู่ของคนในเมือง เพราะตรงนี้เป็นจุดตัดของการจราจร 3 ระนาบ คือใต้ดิน บนดิน และรถไฟฟ้าบีทีเอส ตรงนี้จะเป็นรีเทล ที่น่าจะเป็นจุดเชื่อมต่อที่ดีมากๆ สำหรับผู้คน อาจจะเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เกิดความสะดวกสบายของคนเมือง โดยร่วมมือกับเซ็นทรัลพัฒนา ตรงส่วนกลางที่เป็นโพเดียมกลาง เราจะทำเป็นสวนลอยฟ้าขนาดใหญ่ 7 ไร่ โดยจะปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่ และมีทั้งสวนน้ำ น้ำตก และทางเดินให้คนออกกำลังกายได้ ก็เป็นการเติมความเขียวของสวนให้คนเมืองด้วย ขณะที่เหนือโพเดียมกลางขึ้นไปก็จะมี 3 ตึก ตึกโรงแรมสูง 39 ชั้น และยอดสีทองที่เคยมีก็เอามาใส่เหมือนเดิม ซึ่งยอดแหลมสีทองได้แรงบันดาลใจมาจากพระปรางค์วัดอรุณฯ นอกจากนี้ยังมีตึกเรสสิเดนซ์ที่อยู่อาศัย และตึกที่เป็นอาคารสำนักงาน ก็จะเป็นการตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนได้เลย
“ในบริบทเดิมเรายังเก็บเอาไว้ ด้วยความตั้งใจจะให้โครงการนี้ เป็นหมุดหมายของกรุงเทพฯ เหมือนเดิมที่เคยเป็นมา และเป็นหน้าต่างต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองเหมือนที่เคยเป็นมา”
“ซึ่งตอนนี้ดุสิตเซ็นทรัลพาร์คขึ้นมาเหนือดินแล้ว โรงแรมน่าจะกลับมาได้ในปี 2024 เหลืออีกปีกว่า มีความตั้งใจว่า อยากจะเปิดโรงแรมวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2024 เพราะเป็นวันเดียวกับที่เราเปิดโรงแรมเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว”
- ปิดโรงแรมเหมือนซ้อมใหญ่ ก่อนเจอโควิด
สำหรับศุภจีนั้น เธอมิได้เพียงเป็นนักสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ หากเธอยังเป็น “นักแก้ปัญหามือทอง” ที่ไม่เคยยอมแพ้ต่ออะไรง่ายๆ
“การตัดสินใจปิดโรงแรมสำหรับเรา มองว่ามีแต่ข้อดี มุมมองของคนอาจจะคิดว่า รายได้เราหายไปและเราเก็บพนักงาน 588 คนไว้ด้วย ก็มีค่าใช้จ่ายที่ยังคงที่อยู่ และเราก็ต้องใส่เงินเข้าไปสร้างโครงการนี้หลายหมื่นล้าน เรียกว่าเป็นการซ้อมใหญ่สำหรับโควิดเลย เพราะเราไม่ทราบหรอกว่าจะมีโควิด”
แม้จะเป็นการซ้อมใหญ่ แต่ก็เรียกว่า ลำบากไม่น้อยเมื่อโควิดเข้ามา หากเธอก็พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการขยายธุรกิจของโรงแรม จากเดิม 90 เปอร์เซ็นต์รายได้มาจากธุรกิจโรงแรมทั้งหมด อีก 10 เปอร์เซ็นต์ มาจากธุรกิจการศึกษาที่เกี่ยวกับการพัฒนาธุรกิจโรงแรมและการประกอบอาหาร
“ที่ดิฉันเข้ามาเป็นซีอีโอ เราได้มีการวางแผนไว้แล้ว ใน 3 แกนด้วยกัน คือ เราต้องการจะขยายการให้บริการที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ณ ปัจจุบัน เก้าอี้เรามี 4 ขาหลัก ขาที่ 1 คือโรงแรม ขาที่ 2 คืออาหาร ขาที่ 3 คืออสังหาริมทรัพย์ และขาที่ 4 คือ การให้บริการ เช่น แม่บ้าน, ช่าง ทำให้มีเก้าอี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 4 ขา และเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤตขึ้น อีก 3 ขาก็มาช่วยขาที่ 1 ซึ่งถ้าทำอยู่ขาเดียว แล้วขานี้ทรุดไปก็คงจะแย่”
ส่วนอีกหนึ่งสายธุรกิจ ศุภจีไม่จัดให้เป็นขาเก้าอี้ แต่เป็นสายที่ทำให้เก้าอี้แข็งแรง คือ สายการศึกษา ดุสิตธานีฯ เป็นธุรกิจโรงแรมแห่งเดียวที่ทำธุรกิจการศึกษาทางด้านโรงแรมและอาหารมา 29 ปีแล้ว
“เราก็ปรับตัวมาได้ระดับหนึ่ง พอเกิดโควิดขึ้น ก็ลำบาก แต่พอยืนไหว เพราะมีขาเสริมมาก่อนหน้าระยะหนึ่งแล้ว”
อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์จะดีขึ้น เธอก็ย้ำว่า “ยังประมาทไม่ได้”
“ยุคนี้ ธุรกิจต้องระวัง เพราะยังมีเรื่องต้นทุนของการทำธุรกิจแพงขึ้น ค่าแรงแพงขึ้น ในเรื่องของภาวะเรื่องของน้ำมัน วิกฤตพลังงาน เรื่องของบริบทโลก ที่มีการต่อสู้กันเป็นกระจุกๆ พวกนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่ประมาท เพราะฉะนั้น เราถ้ามองว่า เราจะโตต่อไปเรื่อยๆ และต้องรีบลงทุน ดิฉันคิดว่า อาจจยังไม่ใช่จังหวะ แต่ว่าไม่ทำอะไรเลยก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องสร้างกำแพงไว้เหมือนเดิม แต่ต้องมีแอบสร้างกังหันไว้ด้วย 2-3 ตัว ไม่อย่างนั้นเวลาที่ลมพัดมาเราก็จะไม่มี”
“แต่อย่าหักโหม อย่าลงทุนอะไรตรงนี้เยอะเกินไป แล้วก็ไปลงทุนในอะไรที่ไม่ได้มีบริบทรับรองมาก ซึ่งก็อาจจะเป็นฟองสบู่และจะเดือดร้อนกันได้”
- โมเดลธุรกิจ สไตล์ TAM
ศุจภจี เผยว่า เวลามีคนถามว่า มีโมเดลอะไรในการทำธุรกิจ ก็ฝาก “โมเดลแต๋ม TAM” ไว้ให้
ตัว T คือ Think Big ต้องคิดไกล ต้องคิดใหญ่ ต้องคิดมองภาพมหภาค ต้องมองให้เห็น Macro Geopolitical ความเชื่อมโยงของสายธุรกิจ และเราต้อง รู้นอก รู้ใน รู้จังหวะ
ตัว A คือ Act Small คิดใหญ่ แต่ทำเล็ก เวลาทำอะไรต้องทำในบริบทที่เล็กๆ ก่อน แล้วต้องทำตัวเล็กด้วย ต้องหาเพื่อนร่วมทางด้วย อย่าทำตัวใหญ่เกินไป โลกธุรกิจสมัยนี้ เดินคนเดียวไปไม่ไกลไปไม่ยาว เพราะ
ฉะนั้น Act Small คือเราต้องอ่อนน้อมถ่อมตนว่าเราก็คือส่วนหนึ่งของอินดัสตรี และเราเริ่มทำในจุดเล็กๆ ก่อน ไม่ต้องคิดใหญ่
ตัว M คือ Move Right คือ จังหวะที่ควรจะเร็วก็ต้องเร็ว จังหวะที่ช้าก็ต้องช้า ตรงไหนเป็นโอกาสต้องวิ่งเข้าไป ตรงไหนไม่ใช่ ก็ถอยหลังออกมา การวางกลยุทธ์ที่ดี ไม่ใช่การวางว่าเราควรทำอะไรอย่างเดียว แต่เราต้องรู้ว่าเราไม่ควรทำอะไรด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้น มูฟไรท์ สิ่งที่จำเป็นและสำคัญ
“ถ้าคนถามดิฉันว่าทำธุรกิจโมเดลไหน ก็แต๋มโมเดลนี่ล่ะค่ะ TAM นี่แหละ” เธอกล่าว
- สนใจธรรมะ-มายด์เซ็ทต์ความสำเร็จ
ด้วยความที่ทำงานหนักมาตลอด เธอจึงให้ความสำคัญกับสุขภาพทั้งกายและใจ โดยว่า สิ่งที่สำคัญมากๆ ที่ทำให้เราสามารถทำงานได้ ร่างกายเราต้องแข็งแรง แต่ร่างกายเราแข็งแรงอย่างเดียวไม่พอ จิตใจเราต้องเข้มแข็งด้วย
“ดิฉันจะดูแลเรื่องอาหารการกิน และก็จะพยายามออกกำลังกายให้ได้ทุกวัน โดยวิ่งวันละ 1 ชั่วโมงก็จะได้ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร”
“แต่ดูแลร่างกายอย่างเดียวไม่พอ มายด์เซ็ทก็สำคัญ ก็เริ่มมานั่งนั่งสมาธิ จากเดิมได้แต่สวดมนต์ โดยสวดตอนเช้าจะได้เป็นสิริมงคลกับสิ่งที่เราทำในวันนั้น”
เมื่อถามถึงเคล็ดลับความสำเร็จ ซีอีโอคนเก่งบอกว่า ไม่มีเคล็ดลับ มีเพียงแนวคิดในการปฏิบัติ
ซึ่งดิฉันเป็นคนไม่ยึดติด อะไรที่เคยทำและสำเร็จในอดีต ไม่ได้เป็นการตอบโจทย์เราในอนาคตใดๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น เราก็ไม่ยึดติด ไม่มีอัตตา เป็นคนที่เปิดรับ เปิดกว้างในความรู้ใหม่ และไม่จำป็นว่าเราจะต้องรู้ดีกว่าใคร
“ที่ดิฉันชอบพูดเสมอๆ คือ เราไม่จำเป็นต้องรู้ 100 เปอร์เซ็นต์ถึงจะลงมือทำ แต่เราควรจะลงมือทำ 100 เปอร์เซ็นต์ในสิ่งที่เรารู้ และเราหาจุดร่วมในความต่างให้ได้ เพราะการที่เราไปอยู่ในทุกๆ ที่ มันไม่มีคนที่คิดเหมือนเราทุกคน เพราะฉะนั้น ถ้าเราเห็นว่า มีความต่างหลากหลาย แต่เราสามารถที่จะดึงให้ทุกคนเห็นในจุดร่วมเดียวกันได้ คิดว่า อันนี้มันจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างมีพลังมากกว่าเราเดินไปคนเดียว”
“มีคนบอกว่า คนที่ประสบความสำเร็จมากๆ ก็จะมี Growth Mindset คือ ทัศนคติที่ต้องโตไปข้างหน้า ดิฉันไม่ได้มี Growth Mindset ซะทีเดียว แต่มีมายด์เซ็ทต์ที่ไม่ค่อยยอมแพ้ง่ายๆ ในเรื่องทั้งหลาย ทัศนคติที่เราไม่แพ้ ยังไงเราก็ไม่ยอมแพ้ มันช่วยให้เราสามารถจะก้าวข้ามอุปสรรคไปได้”
“สุดท้าย สิ่งสำคัญที่สุด คือ เราต้องรู้ว่า ฉันทะของเราคืออะไร ถ้าเรารู้ว่า ฉันทะของเราคืออะไร ไม่ว่าจะอุปสรรคยิ่งใหญ่แค่ไหน เราก็สามารถที่จะก้าวข้ามมันไปได้” ซีอีโอหญิงเก่งและแกร่งกล่าวทิ้งท้าย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เจาะกลยุทธ์ Super G ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ ซีอีโอหญิง สู่ว่าที่ รมว.พาณิชย์ ‘พลิกทุกวิกฤตสู่โอกาส’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th