คนไทยหนี้พุ่ง ครัวเรือนละ 7.4 แสน สูงสุดรอบ 4 ปี เหตุเศรษฐกิจแย่ สินค้าเกษตรราคาตก
คนไทยหนี้พุ่ง ครัวเรือนละ 7.4 แสน สูงสุดรอบ 4 ปี อึ้งเป็นหนี้นอกระบบ 35% เศรษฐกิจแย่ ค่าครองชีพสูง สินค้าเกษตรราคาตก หอการค้า จี้เดินหน้ามาตรการคนละครึ่ง
วันที่ 25 ก.ย. 2568 นางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทยปี 2568 ว่า ครัวเรือนไทยส่วนใหญ่ 30.9% มีรายได้เฉลี่ย 50,001-100,000 บาท/เดือน โดยส่วนใหญ่ 46.3% ไม่เคยเก็บออมเงินไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ส่วนกลุ่มคนที่มีการเก็บออมพบว่ามีการเก็บออมลดลง
ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบสถานะทางการเงินของครัวเรือนปีนี้กับปีก่อน ส่วนใหญ่ 44.5% มีสถานะเหมือนเดิม, 28.4% แย่ลง, 20.7% แย่ลงมาก, 5.2% ดีขึ้น และ1.2% ดีขึ้นมาก ด้านสถานะรายได้เทียบกับรายจ่าย 47.3% ตอบว่ามีเงินเหลือเก็บ และ 22.2% เงินไม่เพียงพอใช้จ่าย
โดยกลุ่มที่รายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย 39.9% แก้ปัญหาด้วยการกู้ยืมจากแหล่งต่างๆ อันดับหนึ่ง คือกดเงินสดจากบัตรเครดิต รองลงมาคือ กู้จากธนาคารพาณิชย์ กู้จากธนาคารเฉพาะกิจ เป็นต้น โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนมาก 38.2% มองว่าค่าครองชีพเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ความเป็นอยู่แย่ลง
นางอุมากมล กล่าวถึงภาวะหนี้ของครัวเรือนในปี 2568 ว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ 95.1% บอกว่ามีหนี้ แต่มีเพียง 4.9% ที่ตอบว่าไม่มีหนี้ โดยมีหนี้เฉลี่ย 740,596.94 บาท/ครัวเรือน มีอัตราผ่อนชำระ 22,022.08 บาท/เดือน โดยเป็นหนี้ในระบบสัดส่วน 65.0% ผ่อนชำระ 20,330บาท/เดือน ส่วนอีก 35% เป็นหนี้นอกระบบ ผ่อนชำระ 8,023/เดือน
ทั้งนี้ ประเภทหนี้สินใหญ่ 46.8% เป็นหนี้บัตรเครดิต รองลงมา คือ หนี้ที่อยู่อาศัย และยานพาหนะ โดยเมื่อแบ่งตามอาชีพจะพบว่า อาชีพราชการจะก่อหนี้ยานพาหนะมากสุด อาชีพรับจ้างจะก่อหนี้สินเชื่อบัตรเครดิต เจ้าของกิจการจะก่อหนี้ที่อยู่อาศัย พนักงานเอกชนจะก่อหนี้บัตรเครดิต และเกษตกรจะ ก่อหนี้สินเชื่อเพื่อการเกษตรมากที่สุด
เมื่อแยกเฉพาะหนี้บัตรเครดิตพบว่าส่วนใหญ่นำไปใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค รองลงมาใช้ในการซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ประกอบธุรกิจ และซื้อสินค้าคงทน ตามลำดับ
นางอุมากมล กล่าวต่อว่า เมื่อด้านความสามารถในการชำระหนี้ในปัจจุบันพบว่าคนส่วนใหญ่ 59.3% ตอบว่า สามารถชำระได้ตามกำหนด, 24.3% ชำระได้ไม่เกิน 6 เดือน, 15.6% ชำระได้ไม่เกิน 3 เดือน และ 0.8% ไม่สามารถชำระหนี้ได้
เมื่อถามว่าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาเคยผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ 74.4% ตอบว่าเคย โดยมีอัตราเพิ่มขึ้นจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 71.6% ส่วน 25.6% ตอบว่าไม่เคยผิดนัด สาเหตุหลักที่ผิดนัดชำระหนี้คือ รายได้ลดลง รองลงมาคือ เศรษฐกิจไม่ดี มียอดชำระหนี้เพิ่มขึ้น ตกงาน และอื่นๆ
ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า จากการสำรวจพบว่าปี 2568 ไทยมีหนี้เฉลี่ยครัวเรือนเฉลี่ย 740,596.94บาท/ครัวเรือน ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อน 22.1% ทั้งนี้ 69.9% เป็นหนี้ในระบบ และ 35% เป็นหนี้นอกระบบ จะเห็นได้ว่าสัดส่วนหนี้นอกระบบปีนี้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 30.1% โดยมีอัตราผ่อนชำระต่อเดือนรวม 20,290.37 บาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 8%
“ประเทศไทยมีปัญหาหนี้ครัวเรือนมา 10 ปีแล้ว มีสัดส่วนสูงกว่า 80% ของจีดีพี โดยปี 67 ไทยมีภาระหนี้ครัวเรือนราว 6 แสนบาท/ครัวเรือน แต่ปีนี้เพิ่มเป็น 7.4 แสนบาท/ครัวเรือน เพิ่มขึ้นถึง 22% ถือว่าเป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ 4 ปี สาเหตุหลักเกิดจากเศรษฐกิจไม่ดี รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพสูงขึ้น และสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ"
"ขณะที่หนี้นอกระบบก็พุ่งสูงขึ้น เพราะสินเชื่อในระบบตึงตัว แบงก์ไม่ปล่อยกู้ทำให้สินเชื่อติดลบต่อเนื่อง 4 ไตรมาสแล้ว หลังจากนี้ต้องจับตามอง NPL เป็นพิเศษ เพราะมีกลุ่มที่ต้องจับตามองพิเศษ 6% ขณะที่ NPL ในกลุ่มที่ทำให้ธนาคารต้องตั้งสำรองอยู่ที่ 4% ทำให้คนผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น"
นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนเกิดจากเศรษฐกิจไม่ดี ดังนั้นรัฐบาลจะต้องเร่งกระตุ้นจีดีพีโดยเร็ว เริ่มจากมาตรการคนละครึ่ง เชื่อว่าหากรัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินคนละครึ่งวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท จะทำให้จีดีพีปีนี้โตได้ถึง 2% จะดึงให้หนี้ครัวเรือนลดลง หากรัฐกระตุ้นต่อเนื่องจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้โตได้ 3-4% สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีจะลดลงต่ำกว่า 80% ได้ภายใน 3 ปี
นอกจากนี้ รัฐจะต้องเร่งแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำโดยเฉพาะข้าว ต้องเร่งหาตลาด รวมทั้งเร่งหาสินเชื่อให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี หามาตรการทำให้สินเชื่อกลับมาเป็นบวกให้ได้ในไตรมาส 4 ปีนี้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คนไทยหนี้พุ่ง ครัวเรือนละ 7.4 แสน สูงสุดรอบ 4 ปี เหตุเศรษฐกิจแย่ สินค้าเกษตรราคาตก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th