น้ำมันโลกลด ต้นทุนคลาย ผู้นำเข้าชี้ “ของแพงสหรัฐ” เพิ่งเริ่มยกแรก
แม้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลาย ส่งผลให้แรงกดดันด้านราคาน้ำมัน ต้นทุนโลจิสติกส์ และวัตถุดิบที่เชื่อมโยงกับพลังงานเริ่มคลายตัว แต่ในมุมมองของ นายประมุข เจิดพงศาธร ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท PJUS GROUP ผู้จัดหาและนำเข้าสินค้าไทยป้อนห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และหน่วยงานในสหรัฐอเมริกา ระบุกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า “คลื่นความแพง” ในตลาดสหรัฐยังไม่จบ และเพิ่งอยู่เพียงช่วงเริ่มต้น หรือยกที่ 1 เท่านั้น
นายประมุข กล่าวว่า โลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเผชิญกับวิกฤตต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 ซึ่งเปรียบเสมือนสงครามเชื้อโรค ก่อนเข้าสู่สงครามจริงจากความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน และล่าสุดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงการกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสมัยที่ 2 ของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายการค้าโลกครั้งใหญ่ โดยเฉพาะนโยบายภาษีตอบโต้ทางการค้า ที่สร้างความไม่แน่นอนให้กับภาคธุรกิจทั่วโลก เนื่องจากแนวทางเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทำให้ผู้ประกอบการวางแผนธุรกิจได้ยากขึ้น เพราะการผลิตสินค้าและขนส่งทางเรือจากไทยไปสหรัฐฯ ต้องใช้เวลาประมาณ 30-90 วัน
“ผมมองต่าง ราคาสินค้าในสหรัฐจะยังไม่ลดลง แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงเพราะคลื่นความแพงเพิ่งจะเดินทางไปถึงอเมริกา สินค้าที่ขายถูกในครึ่งปีแรกคือสต็อกเก่าจากปีที่แล้วที่บางรายเอาออกมาเทขาย แต่สินค้าต้นทุนใหม่ที่เจอทั้งราคาน้ำมันและค่าขนส่งแพงขึ้น เพิ่งจะไปถึงมือผู้ค้าปลีก ห้างร้านต่างๆ ปรับราคาสูงขึ้นไปแล้ว ดังนั้นราคาจะยังไม่ลดลงง่ายๆ อย่างที่คิด”
น้ำมัน-ค่าระวางเริ่มคลาย แต่ต้นทุนใหม่ยังไม่หมดแรง
นายประมุข กล่าวว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบต่อระบบการขนส่งโลกอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นเส้นทางสำคัญของการขนส่งสินค้าและน้ำมันสัดส่วน 20% ของโลก เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ได้ส่งผลต่อเนื่องไปยังต้นทุนหลายด้าน ทั้งปุ๋ย พลาสติก และบรรจุภัณฑ์ ส่งผลให้ราคาสินค้าและต้นทุนการผลิตปรับสูงขึ้น ขณะที่ตลาดค้าปลีกและตลาดหลักในสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบ โดยยอดขายในช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายนลดลงประมาณ 15-20% ในหลายห้าง
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์สหรัฐฯ และอิหร่านสามารถคลี่คลายได้ ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับลดลงทันที ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุน แต่ยังไม่ใช่สัญญาณว่าปัญหาทั้งหมดจะจบลง
ค่าขนส่งสหรัฐพุ่ง 3 เท่า ห่วงแรงงาน-ดีเซลดันต้นทุน
สำหรับผลกระทบต่อการทำธุรกิจในสหรัฐฯ นายประมุข กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วงที่บริหารจัดการได้ยากมาก เนื่องจากต้องรับมือกับความผันผวนทั้งด้านต้นทุนและนโยบาย โดยค่าขนส่งทางรถในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมาก จากเดิมประมาณ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้ เพิ่มเป็น 5,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้ สาเหตุหลักมาจากปัญหาขาดแคลนคนขับรถ จากชาวต่างชาติถูกเนรเทศ รวมถึงแรงงานบางส่วนที่ไม่สามารถอยู่ในระบบได้จากการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย ประกอบกับราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มสูงขึ้น
ขณะที่ค่าระวางเรือจากไทยไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ เนื่องจากเมื่อยอดขายในสหรัฐลดลง ปริมาณสินค้าที่บรรทุกบนเรือไม่เต็มลำ ส่งผลให้สายเรือจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาเพื่อให้คุ้มต้นทุน
ทรัมป์ 2.0 เพิ่มโจทย์การค้า โลกต้องรับมือความไม่แน่นอน
นายประมุข กล่าวว่า การกลับมาของทรัมป์ในสมัยที่ 2 ทำให้รูปแบบการค้าระหว่างประเทศมีความซับซ้อนมากขึ้น จากนโยบายภาษีตอบโต้ทางการค้าที่ไม่ได้ส่งผลเฉพาะคู่แข่ง แต่กระทบแม้แต่ประเทศพันธมิตร ซึ่งความยากของการทำธุรกิจวันนี้ คือความไม่แน่นอน เพราะนโยบายเปลี่ยนไปมาตามสถานการณ์และคำพูด ทำให้ผู้ประกอบการต้องติดตามใกล้ชิด
ส่วนสถานการณ์สหรัฐฯ และอิหร่าน แม้จะมีความพยายามคลี่คลาย แต่ยังต้องติดตามแบบวันต่อวัน ไม่สามารถประเมินระยะยาวได้ เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อีกหลายจุด
นายประมุข มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น โดยยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งในหลายภูมิภาค ซึ่งผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อมรับมือ
PJUS GROUP ยึดแบรนด์แกร่ง รอดวิกฤตด้วย “ไม่โลภ-รู้จริง”
สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจท่ามกลางความผันผวน นายประมุข กล่าวว่า หัวใจสำคัญคือการมีแบรนด์ที่แข็งแรง สร้างความเชื่อมั่นกับคู่ค้ามายาวนาน ทำให้ห้างและผู้ค้าปลีกยังเลือกทำงานร่วมกับคู่ค้าเดิม แม้ตลาดจะมีความเปลี่ยนแปลงสูง
กลยุทธ์ของ PJUS GROUP คือการทำในสิ่งที่มีความเชี่ยวชาญ ไม่เข้าไปแข่งขันในธุรกิจที่ไม่รู้จริง โดยยึดหลัก “ความไม่โลภ” และใช้ประสบการณ์หลายสิบปีในการบริหารแบรนด์ ปัจจุบันบริษัทมีคลังสินค้า 5 แห่งทั่วประเทศในสหรัฐฯ และทีมการตลาดชาวอเมริกัน 8 คน ซึ่งเป็นเครือข่ายสำคัญในการขยายตลาดและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า
ส่วนมาตรการการค้า เช่น Section 301 และ Section 232 ที่อาจกระทบสินค้านำเข้าจากไทย นายประมุข ระบุว่า ต้นทุนมีโอกาสเพิ่มขึ้นแน่นอน ผู้ประกอบการต้องปรับตัว ติดตามกฎระเบียบอย่างใกล้ชิด และดำเนินธุรกิจตามกฎหมายทั้งไทยและสหรัฐฯ เพื่อรักษาความยั่งยืนของธุรกิจ
นายประมุข กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำในเวลานี้ คือการวางแผนล่วงหน้า ไม่ใช่เพียง 30-60 วัน แต่ต้องมองไปถึงครึ่งปี เพราะโลกการค้าเปลี่ยนเร็ว และธุรกิจที่อยู่รอดคือธุรกิจที่มีความเข้าใจตลาด ปรับตัวไว และรักษาความแข็งแกร่งของตัวเองไว้ได้