โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

น้ำมันโลกลด ต้นทุนคลาย ผู้นำเข้าชี้ “ของแพงสหรัฐ” เพิ่งเริ่มยกแรก

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

แม้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลาย ส่งผลให้แรงกดดันด้านราคาน้ำมัน ต้นทุนโลจิสติกส์ และวัตถุดิบที่เชื่อมโยงกับพลังงานเริ่มคลายตัว แต่ในมุมมองของ นายประมุข เจิดพงศาธร ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท PJUS GROUP ผู้จัดหาและนำเข้าสินค้าไทยป้อนห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และหน่วยงานในสหรัฐอเมริกา ระบุกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า “คลื่นความแพง” ในตลาดสหรัฐยังไม่จบ และเพิ่งอยู่เพียงช่วงเริ่มต้น หรือยกที่ 1 เท่านั้น

นายประมุข กล่าวว่า โลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเผชิญกับวิกฤตต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 ซึ่งเปรียบเสมือนสงครามเชื้อโรค ก่อนเข้าสู่สงครามจริงจากความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน และล่าสุดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงการกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสมัยที่ 2 ของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายการค้าโลกครั้งใหญ่ โดยเฉพาะนโยบายภาษีตอบโต้ทางการค้า ที่สร้างความไม่แน่นอนให้กับภาคธุรกิจทั่วโลก เนื่องจากแนวทางเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทำให้ผู้ประกอบการวางแผนธุรกิจได้ยากขึ้น เพราะการผลิตสินค้าและขนส่งทางเรือจากไทยไปสหรัฐฯ ต้องใช้เวลาประมาณ 30-90 วัน

“ผมมองต่าง ราคาสินค้าในสหรัฐจะยังไม่ลดลง แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงเพราะคลื่นความแพงเพิ่งจะเดินทางไปถึงอเมริกา สินค้าที่ขายถูกในครึ่งปีแรกคือสต็อกเก่าจากปีที่แล้วที่บางรายเอาออกมาเทขาย แต่สินค้าต้นทุนใหม่ที่เจอทั้งราคาน้ำมันและค่าขนส่งแพงขึ้น เพิ่งจะไปถึงมือผู้ค้าปลีก ห้างร้านต่างๆ ปรับราคาสูงขึ้นไปแล้ว ดังนั้นราคาจะยังไม่ลดลงง่ายๆ อย่างที่คิด”

น้ำมัน-ค่าระวางเริ่มคลาย แต่ต้นทุนใหม่ยังไม่หมดแรง

นายประมุข กล่าวว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบต่อระบบการขนส่งโลกอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นเส้นทางสำคัญของการขนส่งสินค้าและน้ำมันสัดส่วน 20% ของโลก เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ได้ส่งผลต่อเนื่องไปยังต้นทุนหลายด้าน ทั้งปุ๋ย พลาสติก และบรรจุภัณฑ์ ส่งผลให้ราคาสินค้าและต้นทุนการผลิตปรับสูงขึ้น ขณะที่ตลาดค้าปลีกและตลาดหลักในสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบ โดยยอดขายในช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายนลดลงประมาณ 15-20% ในหลายห้าง

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์สหรัฐฯ และอิหร่านสามารถคลี่คลายได้ ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับลดลงทันที ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุน แต่ยังไม่ใช่สัญญาณว่าปัญหาทั้งหมดจะจบลง

ค่าขนส่งสหรัฐพุ่ง 3 เท่า ห่วงแรงงาน-ดีเซลดันต้นทุน

สำหรับผลกระทบต่อการทำธุรกิจในสหรัฐฯ นายประมุข กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วงที่บริหารจัดการได้ยากมาก เนื่องจากต้องรับมือกับความผันผวนทั้งด้านต้นทุนและนโยบาย โดยค่าขนส่งทางรถในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมาก จากเดิมประมาณ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้ เพิ่มเป็น 5,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้ สาเหตุหลักมาจากปัญหาขาดแคลนคนขับรถ จากชาวต่างชาติถูกเนรเทศ รวมถึงแรงงานบางส่วนที่ไม่สามารถอยู่ในระบบได้จากการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย ประกอบกับราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มสูงขึ้น

ขณะที่ค่าระวางเรือจากไทยไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ เนื่องจากเมื่อยอดขายในสหรัฐลดลง ปริมาณสินค้าที่บรรทุกบนเรือไม่เต็มลำ ส่งผลให้สายเรือจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาเพื่อให้คุ้มต้นทุน

ทรัมป์ 2.0 เพิ่มโจทย์การค้า โลกต้องรับมือความไม่แน่นอน

นายประมุข กล่าวว่า การกลับมาของทรัมป์ในสมัยที่ 2 ทำให้รูปแบบการค้าระหว่างประเทศมีความซับซ้อนมากขึ้น จากนโยบายภาษีตอบโต้ทางการค้าที่ไม่ได้ส่งผลเฉพาะคู่แข่ง แต่กระทบแม้แต่ประเทศพันธมิตร ซึ่งความยากของการทำธุรกิจวันนี้ คือความไม่แน่นอน เพราะนโยบายเปลี่ยนไปมาตามสถานการณ์และคำพูด ทำให้ผู้ประกอบการต้องติดตามใกล้ชิด

ส่วนสถานการณ์สหรัฐฯ และอิหร่าน แม้จะมีความพยายามคลี่คลาย แต่ยังต้องติดตามแบบวันต่อวัน ไม่สามารถประเมินระยะยาวได้ เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อีกหลายจุด

นายประมุข มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น โดยยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งในหลายภูมิภาค ซึ่งผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อมรับมือ

PJUS GROUP ยึดแบรนด์แกร่ง รอดวิกฤตด้วย “ไม่โลภ-รู้จริง”

สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจท่ามกลางความผันผวน นายประมุข กล่าวว่า หัวใจสำคัญคือการมีแบรนด์ที่แข็งแรง สร้างความเชื่อมั่นกับคู่ค้ามายาวนาน ทำให้ห้างและผู้ค้าปลีกยังเลือกทำงานร่วมกับคู่ค้าเดิม แม้ตลาดจะมีความเปลี่ยนแปลงสูง

กลยุทธ์ของ PJUS GROUP คือการทำในสิ่งที่มีความเชี่ยวชาญ ไม่เข้าไปแข่งขันในธุรกิจที่ไม่รู้จริง โดยยึดหลัก “ความไม่โลภ” และใช้ประสบการณ์หลายสิบปีในการบริหารแบรนด์ ปัจจุบันบริษัทมีคลังสินค้า 5 แห่งทั่วประเทศในสหรัฐฯ และทีมการตลาดชาวอเมริกัน 8 คน ซึ่งเป็นเครือข่ายสำคัญในการขยายตลาดและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า

ส่วนมาตรการการค้า เช่น Section 301 และ Section 232 ที่อาจกระทบสินค้านำเข้าจากไทย นายประมุข ระบุว่า ต้นทุนมีโอกาสเพิ่มขึ้นแน่นอน ผู้ประกอบการต้องปรับตัว ติดตามกฎระเบียบอย่างใกล้ชิด และดำเนินธุรกิจตามกฎหมายทั้งไทยและสหรัฐฯ เพื่อรักษาความยั่งยืนของธุรกิจ

นายประมุข กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำในเวลานี้ คือการวางแผนล่วงหน้า ไม่ใช่เพียง 30-60 วัน แต่ต้องมองไปถึงครึ่งปี เพราะโลกการค้าเปลี่ยนเร็ว และธุรกิจที่อยู่รอดคือธุรกิจที่มีความเข้าใจตลาด ปรับตัวไว และรักษาความแข็งแกร่งของตัวเองไว้ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...