ไทย จี้ กัมพูชา หยุดใช้วาทกรรม ชี้ บึ้ม 'สะพานจัยจุมเนี้ยะ' เหตุลำเลียงอาวุธ
เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (Joint Information Center : JIC) ชี้แจงกรณีที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้างว่าไทยโจมตีสะพานจัยจุมเนี้ยะ อำเภอเวียลเวง จังหวัดโพธิสัตว์ว่าการปฏิบัติการของไทยที่ผ่านมาเป็นการดำเนินการภายใต้สิทธิในการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ภายหลังจากที่มีการใช้อาวุธโจมตีเข้ามายังฝ่ายไทย
พร้อมยืนยันว่า การดำเนินการทางทหารของไทยทุกขั้นตอนมีเป้าหมายเพื่อปกป้องกำลังพลและประชาชน ลดและยุติภัยคุกคามที่เกิดขึ้น มิใช่การโจมตีหรือทำลายโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนโดยปราศจากเหตุผลทางทหาร
ทั้งนี้ตามหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โครงสร้างพื้นฐานที่ถูกนำมาใช้เพื่อการลำเลียงกำลังพล อาวุธ หรือยุทโธปกรณ์ทางทหาร อาจสูญเสียสถานะการคุ้มครองในฐานะวัตถุพลเรือน และสามารถถูกพิจารณาเป็นเป้าหมายทางทหารได้
อีกทั้งข้อมูลด้านความมั่นคงในขณะเกิดเหตุบ่งชี้ว่า พื้นที่และเส้นทางดังกล่าวถูกใช้สนับสนุนการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์และระบบอาวุธที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของฝ่ายไทย
“ขอย้ำว่าฝ่ายไทยไม่ต้องการความขัดแย้ง แต่พร้อมปกป้องอธิปไตยประเทศไทยยังคงยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี การแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคี การเจรจา และการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ ไทยแยกแยะอย่างชัดเจนระหว่างมาตรการด้านความมั่นคงกับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ” พล.อ.อ.ประภาส กล่าวและว่า
ไทยสนับสนุนการสร้างสันติภาพอย่างแท้จริง แต่สันติภาพที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการยั่วยุ ปฏิบัติตามข้อตกลงที่มีอยู่ และร่วมกันแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความจริงใจ
“ฉะนั้นขอความร่วมมือลดวาทกรรมกล่าวหา สร้างบรรยากาศเอื้อต่อการเจรจา ไทยยังคาดหวังให้ทุกฝ่ายร่วมลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน งดการเผยแพร่ข้อมูลหรือข้อกล่าวหาที่อาจสร้างความเข้าใจผิด และร่วมกันสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาและการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์
การแก้ไขปัญหาชายแดนไม่ควรดำเนินไปด้วยการกล่าวหา การโฆษณาชวนเชื่อ หรือการข่มขู่ทางการเมือง แต่ควรอาศัยความไว้วางใจ ความจริงใจ และกลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน สารสำคัญว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่รักสงบ แต่มีหน้าที่ปกป้องประชาชน อธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ ขณะเดียวกันก็ต้องการเห็นสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชาเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของความจริง ความรับผิดชอบร่วมกัน และการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศโดยประเทศไทยพร้อมเดินหน้าสู่สันติภาพ แต่สันติภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคง เมื่อทุกฝ่ายร่วมกันแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่ออนาคตที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ