โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จากแอปแชร์รูปสู่เครื่องมือทำเงิน ของครีเอเตอร์ไทย เปลี่ยนคอนเทนต์เป็นรายได้ครบวงจรบน Instagram

Thairath Money

อัพเดต 19 มิ.ย. เวลา 09.59 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. เวลา 07.12 น.
ภาพไฮไลต์

ถ้าพูดถึง Instagram เมื่อ 10 กว่าปีก่อนอาจเป็นเพียงแอปพลิเคชันสำหรับแชร์ภาพถ่ายและไลฟ์สไตล์ แต่วันนี้บทบาทของแพลตฟอร์มนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ในประเทศไทย Instagram กำลังพัฒนาตัวเองจากพื้นที่สำหรับการเสพคอนเทนต์ ไปสู่การเป็น "Creator Economy Platform" หรือแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้ผู้คนสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างธุรกิจของตัวเองได้โดยตรง

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เมื่อทุกวันนี้เราไม่ได้เข้า Instagram เพื่อดูรูปภาพเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เราเข้า Instagram ทุกเช้าก่อนเข้าแอปฯ อื่นเพื่อดูไอจีสตอรี่ของเพื่อน หลายคนกดเข้าแอปฯ ค้นหาข้อมูลข่าวสาร หาความรู้ที่ตัวเองสนใจ ไปจนถึงการติดตามผู้เชี่ยวชาญ พูดคุยกับแบรนด์ก่อนตัดสินใจซื้อของ

แพร ดำรงค์มงคลกุล Country Director ประจำ Facebook ประเทศไทย จาก Meta ระบุว่า ปัจจุบัน Instagram มีผู้ใช้งานมากกว่า 65% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย และไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนรุ่นใหม่อีกต่อไป แม้กว่า 80% ของ Gen Z จะใช้งานแพลตฟอร์มนี้ แต่ผู้ใช้ในกลุ่ม Millennials, Gen X และ Baby Boomers มากกว่าครึ่งหนึ่งก็ใช้งาน Instagram เช่นกัน สะท้อนให้เห็นว่าฐานผู้ชมที่ครีเอเตอร์สามารถเข้าถึงได้กว้างกว่าที่เคย

โดยนอกจากเทรนด์ Cross-Generation แล้วยังพบอินไซด์ที่น่าสนใจของผู้ใช้ในไทยที่กว่า 60% ยังมีใช้งานทั้ง Facebook และ Instagram ควบคู่กันแบบ Multi-App ที่โดดเด่นกว่าใครในภูมิภาค

ยุคใหม่ของครีเอเตอร์ ไม่ต้องดังระดับดาราก็มีรายได้

ย้อนกลับไปเล็กน้อยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญของโลกดิจิทัลที่เราเห็น คือ การเปลี่ยนผ่านจากยุคของ “Influencer” ไปสู่ยุคของ “Expert Creator” หรือนักทำคอนเทนต์ที่เชี่ยวชาญในเรื่องที่ตัวเองสื่อสาร

ภูมิทัศน์ของคอนเทนต์กำลังเปลี่ยนจากการติดตามคนดังที่มีชื่อเสียงระดับแมสมาเป็นการติดตามผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทุกวันนี้ผู้ใช้งานไม่ได้ติดตามเฉพาะคนดังหรือเซเลบริตี้เหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่เริ่มติดตามคนที่มีความรู้ความเข้าใจในด้านนั้นจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน ความงาม อาหาร การออกกำลังกาย หรือธุรกิจ คอนเทนต์ประเภทดังกล่าวมีคุณค่าต่อผู้ชม และมีแนวโน้มถูกแชร์ต่อมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ไม่ว่าคุณจะมีผู้ติดตามมากหรือน้อย ทุกคนมีโอกาสเติบโตได้ หากคุณสามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ตอบโจทย์ผู้ชมได้อย่างชัดเจน”

เรวี ซิลวิเนีย Director of Global Partnerships ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตลาดเกิดใหม่จาก Meta เปิดเผยว่า ปัจจุบันอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วม (Engagement) และการส่งต่อคอนเทนต์ (Share) เป็นหลัก

แม้จะเป็นครีเอเตอร์หน้าใหม่ที่มียอดผู้ติดตามไม่มาก แต่ถ้าสร้างสรรค์เนื้อหาเฉพาะทางที่ให้ความรู้และโดนใจผู้ชมก็สามารถสร้างยอดวิวได้ถึง 2-3 ล้านวิวได้อย่างรวดเร็ว แนวคิดนี้ทำให้ Instagram กลายเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนธรรมดาสามารถเปลี่ยนความรู้ ความสามารถ หรือความสนใจของตนเองให้กลายเป็นอาชีพได้

เรวี เปิดเผยอีกว่า Meta กำลังเปลี่ยน Instagram จากแพลตฟอร์มแชร์รูปและวิดีโอให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจครีเอเตอร์ (Creator Economy) ที่รองรับเส้นทางการเติบโตของครีเอเตอร์ครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การค้นพบผู้ชม การสร้างคอมมูนิตี้ การขยายฐานแฟนคลับระดับโลก ไปจนถึงการสร้างรายได้หลายรูปแบบ

เรวี ซิลวิเนีย Director of Global Partnerships ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตลาดเกิดใหม่จาก Meta

ปัจจุบันหนึ่งในเครื่องมือที่เติบโตเร็วที่สุด คือ Partnership Ads ซึ่งเปิดโอกาสให้แบรนด์สามารถนำคอนเทนต์ของครีเอเตอร์ไปขยายผลในรูปแบบโฆษณาได้ ช่วยลดต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ (Cost Per Acquisition) ได้ 19% เพิ่มการจดจำโฆษณา 71% และเพิ่มอัตราการคลิก 13%

จากข้อมูลของ Meta บอกว่า Partnership Ads สร้างรายได้ระดับโลกกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากปีก่อนหน้า ส่วนรายได้จาก Partnership Ads ในประเทศไทยเติบโตถึง 40% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม

อีกหนึ่งก้าวสำคัญของ Instagram ในปีนี้ คือ การเตรียมเปิดตัว Affiliate Commerce ร่วมกับ Shopee ในประเทศไทย โมเดลดังกล่าวประสบความสำเร็จบน Facebook มาแล้ว โดยมีครีเอเตอร์เข้าร่วมมากกว่า 5 ล้านคนทั่วโลก

โดยครีเอเตอร์สามารถใช้ Product Tags หรือแท็กสินค้าบนวิดีโอ Reels หรือ Stories เพื่อเชื่อมโยงไปยังสินค้าบน Shopee ได้โดยตรง เมื่อผู้ติดตามกดคลิกและซื้อสินค้า ครีเอเตอร์ก็จะได้รับค่าคอมมิชชั่น พร้อมทั้งมีแดชบอร์ดให้ตรวจสอบประสิทธิภาพการขายของตนเอง

ระบบหารายได้แบบ Full-Stack ของ Instagram

หากมองในเชิงธุรกิจ Instagram กำลังสร้างระบบที่เชื่อมต่อกันเป็นลำดับขั้น ตั้งแต่ Reach → Community → Global Audience → Brand Deal → Commerce → Recurring Revenue

ในอดีตการเป็นครีเอเตอร์มักต้องพึ่งพาหลายแพลตฟอร์มควบคู่กัน ตั้งแต่สร้างผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดีย รับงานผ่านเอเจนซี ขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และเปิดระบบสมาชิกบนอีกแพลตฟอร์มหนึ่ง แต่วันนี้ Instagram กำลังพยายามรวบทุกอย่างให้อยู่ในระบบเดียว

จุดเริ่มต้น คือ การสร้างการค้นพบ (Discovery) ผ่าน Reels และระบบแนะนำคอนเทนต์ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานรายใหม่เข้าถึงผู้ชมจำนวนมากได้ แม้จะมีผู้ติดตามไม่มากก็ตาม โดยปัจจุบันผู้ใช้งานทั่วโลกใช้เวลากว่า 50% บนแอปฯ ไปกับการดู Reels ส่วนระยะเวลาที่ผู้คนใช้ในการรับชมยังเติบโตขึ้นถึง 30% และที่สำคัญที่สุด Reels ยังทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นหลักของการสนทนาส่วนตัวที่ปัจจุบันผู้ใช้กว่า 85% แชร์ Reels ผ่าน Direct Messages (DM) ให้กันและกัน

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น Instagram ยังมีเครื่องมืออย่างTrial Reels ที่ช่วยให้ครีเอเตอร์ทดลองปล่อยคอนเทนต์กับกลุ่มผู้ชมใหม่ก่อน โดยวิดีโอจะไม่แสดงบนหน้าฟีดของผู้ติดตามปัจจุบัน ช่วยลดความกดดันในการลองไอเดียใหม่ ๆ และเพิ่มโอกาสในการค้นหาคอนเทนต์ที่ผู้ชมตอบรับดีที่สุด เมื่อเริ่มมีผู้ติดตาม Instagram ใช้ Stories, Broadcast Channels และ DM เพื่อช่วยให้ครีเอเตอร์สร้างความสัมพันธ์กับผู้ชม เปลี่ยนจากคนดูทั่วไปให้กลายเป็นคอมมูนิตี้

จากนั้นครีเอเตอร์สามารถรับงานจากแบรนด์ผ่าน Creator Marketplace ซึ่งทำหน้าที่เป็นตลาดกลางเชื่อมต่อระหว่างแบรนด์กับครีเอเตอร์โดยตรง จากนั้นสามารถต่อยอดรายได้ผ่าน Partnership Ads ที่เปิดทางให้แบรนด์นำคอนเทนต์ดังกล่าวไปขยายผลในรูปแบบโฆษณาเพิ่มเติม

นอกจากนี้ Meta ยังพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนการทำงานของครีเอเตอร์อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Edits แอปพลิเคชันตัดต่อวิดีโอที่สามารถใส่ซับไตเติล เพลง และอัปโหลดคอนเทนต์ได้โดยไม่มีลายน้ำ รวมถึงMeta AI Translation และระบบแปลเสียงอัตโนมัติ ที่ช่วยให้ครีเอเตอร์ไทยสามารถเข้าถึงผู้ชมในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น

หากเรียงตามเส้นทางตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ

  • Reels และ Recommendation System = สร้างการเข้าถึงผู้ชมใหม่
  • Trial Reels = ทดลองคอนเทนต์และค้นหาผู้ชม
  • Stories, Broadcast Channels และ DM = สร้างความสัมพันธ์กับผู้ติดตาม
  • Creator Marketplace = เชื่อมต่อกับแบรนด์
  • Partnership Ads = เพิ่มมูลค่าคอนเทนต์และรายได้จากสปอนเซอร์
  • Affiliate Commerce = เปลี่ยนคอนเทนต์เป็นยอดขาย
  • Subscription = สร้างรายได้ประจำ
  • Bonus Programs = เพิ่มแรงจูงใจในการผลิตคอนเทนต์

Affiliate Commerce โมเดลรายได้ใหม่ของครีเอเตอร์ไทย

สำหรับฟีเจอร์ใหม่อย่าง Affiliate Commerce ที่นับเป็นอีกสนามแข่งขันที่ร้อนแรงที่สุดของโลกโซเชียลมีเดีย หลังจากทุกแพลตฟอร์มต่างพยายามเปลี่ยนคอนเทนต์ให้กลายเป็นยอดขายจริง แพร ยืนยันว่า Instagram ไม่ได้มองว่าตัวเองเข้ามาช้าเกินไป และไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่กำลังต่อยอดจากความสำเร็จของระบบ Affiliate บน Facebook ที่ได้นำร่องไปก่อนหน้านี้

Instagram เชื่อว่าการแข่งขันในตลาด Affiliate ไม่ได้ตัดสินกันด้วยจำนวนร้านค้าหรือจำนวนสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการช่วยให้ครีเอเตอร์สร้างธุรกิจของตัวเองได้อย่างยั่งยืน

เรวี กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันคอนเทนต์ Affiliate ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดมักไม่ใช่คอนเทนต์ขายตรง แต่เป็นคอนเทนต์ที่เกิดจากความเชี่ยวชาญและความน่าเชื่อถือของครีเอเตอร์ แทนที่จะพยายามโน้มน้าวให้ผู้ชมซื้อสินค้า ครีเอเตอร์ควรอธิบายว่าสินค้านั้นช่วยแก้ปัญหาอะไร มีประโยชน์อย่างไร หรือเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่กำลังพูดถึงอย่างไร แล้วจึงใช้ Product Tags บน Reels หรือ Stories เชื่อมต่อไปสู่การซื้อขาย

หากคอนเทนต์ดังกล่าวสามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ดี แบรนด์ยังสามารถนำคอนเทนต์นั้นไปขยายการมองเห็นต่อผ่าน Partnership Ads ซึ่งเป็นเครื่องมือโฆษณาที่ช่วยให้คอนเทนต์ของครีเอเตอร์เข้าถึงผู้ชมได้กว้างกว่าฐานผู้ติดตามเดิม ขณะที่แบรนด์ก็สามารถเข้าถึงผู้บริโภคผ่านเสียงที่น่าเชื่อถือมากกว่าการโฆษณาแบบดั้งเดิม ซึ่งทั้งหมดได้กลายเป็นระบบนิเวศที่ทำให้ครีเอเตอร์สามารถสร้างรายได้จากความเชี่ยวชาญของตนเองได้อย่างยั่งยืน

เพราะท้ายที่สุดแล้ว มูลค่าที่แท้จริงของแพลตฟอร์มทุกวันนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนยอดไลก์หรือยอดวิวเสมอไป แต่อยู่ที่ความสามารถในการเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ ความเชี่ยวชาญ และอิทธิพลของผู้คนให้กลายเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ได้จริง

สิ่งที่เกิดขึ้นบน Instagram ในวันนี้ทำให้เราเห็นอีกหนึ่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของโลกดิจิทัลแพลตฟอร์มที่เคยเป็นเพียงพื้นที่แชร์ภาพถ่ายหรือวิดิโอสวยๆ หรือถูกมองว่าช่วยสร้างตัวตน ตอนนี้กำลังกลายเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ในยุคที่ผู้คนจำนวนมากกำลังมองหาอาชีพเสริม รายได้เสริม หรือแม้แต่อาชีพใหม่ เปลี่ยนความรู้หรือความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ในระยะยาว

แพร ดำรงค์มงคลกุล Country Director ประจำ Facebook ประเทศไทย จาก Meta

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จากแอปแชร์รูปสู่เครื่องมือทำเงิน ของครีเอเตอร์ไทย เปลี่ยนคอนเทนต์เป็นรายได้ครบวงจรบน Instagram

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...