โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เมียนมาเล็งฟื้นโครงการสร้างเขื่อนในรัฐคะฉิ่น ตั้งเป้าแล้วเสร็จภายใน 8 ปี

เดลินิวส์

อัพเดต 2 กรกฎาคม 2569 เวลา 19.29 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
รัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมา มีเป้าหมายที่จะดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนมูลค่า 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 120,000 ล้านบาท) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจีน ที่เมืองมิตโสน ในรัฐคะฉิ่น ทางตอนเหนือของประเทศ ให้แล้วเสร็จภายในเวลาประมาณ 8 ปี

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ว่า รายงานจากแหล่งข่าวสองรายที่ทราบถึงเรื่องดังกล่าว มีขึ้นหลัง พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา เดินทางกลับจากการเยือนจีนเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งรัฐบาลปักกิ่งพยายามสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำในรัฐทางเหนือสุดของเมียนมา มาเป็นเวลานานแล้ว

สมาชิกรัฐสภาแห่งรัฐคะฉิ่นคนหนึ่ง กล่าวว่า การก่อสร้างเขื่อนมิตโสนจะเริ่มต้นในไม่ช้า และทางการจะเผยแพร่ประกาศอย่างเป็นทางการ หลังโครงการถูกระงับเมื่อปี 2554 เนื่องจากกระแสต่อต้านรุนแรงของประชาชน ที่มีต่อโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานขนาดใหญ่ที่สุดของเมียนมา

ทั้งนี้ กำลังการผลิตไฟฟ้า 6 กิกะวัตต์ จะทำให้เขื่อนมิตโสนติดอันดับโครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ยังเล็กกว่า “เขื่อนสามผา” ของจีน ที่มีกำลังการผลิตติดตั้งอยู่ที่ 22.5 กิกะวัตต์ก็ตาม

ขณะที่ นางข่าย ข่าย โซย โฆษกหญิงประจำสำนักงานประธานาธิบดีเมียนมา กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า การกลับมาดำเนินโครงการเขื่อนมิตโสน เป็นประเด็นหนึ่งในการเจรจาระหว่างการเดินทางเยือนจีนของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย พร้อมกับเสริมว่า โครงการนี้สามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า 5 กิกะวัตต์ ซึ่งตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ

อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูโครงการเขื่อนมิตโสน อาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 11,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 383,000 ล้านบาท) หรือมากกว่าสามเท่าของราคาในปี 2552 โดยอ้างอิงจากการประมาณการล่าสุดขององค์การพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (ไออาร์อีเอ็นเอ) ที่ระบุว่า ต้นทุนการก่อสร้างโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1,914 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ (ราว 63,737 บาท) สำหรับโครงการไฟฟ้าพลังงานน้ำในเอเชีย นอกประเทศจีนและอินเดีย.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...