ราคาน้ำมันโลก พุ่ง หลังมีรายงานอิหร่านยิงถล่มเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ
ราคาน้ำมันโลก พุ่ง 1.5% ทันที หลังมีรายงานอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ หวั่นกระทบข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวและซ้ำเติมความตึงเครียดกับสหรัฐฯ
7 ก.ค.2569 สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบ ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเช้าวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น หลังจากมีรายงานเหตุโจมตีเรือพาณิชย์โดยฝีมือของอิหร่าน บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโลก
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางการค้าที่รองรับการขนส่งน้ำมันราว 20% ของปริมาณการซื้อขายทั่วโลก เหตุการณ์โจมตีที่เกิดขึ้นในน่านน้ำแห่งนี้ย้ำให้เห็นถึงความเปราะบางของข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ในขณะที่ทั้งสองประเทศกำลังอยู่ในช่วงเจรจาเพื่อยุติสงครามอย่างถาวร
ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดโลก
- สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือนกันยายน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.5% ซื้อขายที่ระดับ 73.09 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้า
- สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนสิงหาคม พุ่งขึ้น 1.5% มาอยู่ที่ระดับ 69.56 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากที่วันก่อนหน้าเพิ่งปิดตลาด ณ ระดับราคาต่ำที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์
สำนักข่าว Axios รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่ง (ไม่ประสงค์ออกนาม) ว่า อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธอย่างน้อย 2 ลูกเข้าใส่เรือบรรทุกสินค้าที่กำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ตัวเรือได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ทางสำนักข่าว CNBC ระบุว่ายังไม่สามารถตรวจสอบและยืนยันรายงานข่าวดังกล่าวได้อย่างเป็นอิสระ
ขณะเดียวกัน ศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) ซึ่งเป็นหน่วยงานแจ้งเตือนความปลอดภัยทางทะเลของอังกฤษ เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า ได้รับรายงานเหตุการณ์ความไม่สงบห่างจากทางตะวันออกของเมืองลีมาห์ ประเทศโอมาน ราว 8 ไมล์ทะเล โดยระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งถูกโจมตีด้วยวัตถุระเบิดไม่ทราบชนิดขณะกำลังมุ่งหน้าลงใต้ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้บนเรือ แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน
เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลวอชิงตันและเตหะรานได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อเดือนที่แล้ว เพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 4 เดือน ทว่าการเจรจาทางอ้อมที่สิ้นสุดลงเมื่อสัปดาห์ก่อนกลับไม่มีสัญญาณความคืบหน้าใด ๆ ที่จะนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืน
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ออกมาแถลงว่า ทั้งสองประเทศจะต้องบรรลุข้อตกลงร่วมกัน ไม่อย่างนั้นสหรัฐฯ จะเป็นฝ่าย "ปิดเกมนี้เอง" ซึ่งถือเป็นการรื้อฟื้นคำขู่ที่จะใช้มาตรการทางทหารต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านอีกครั้ง
โฮลเกอร์ ชมิดิง (Holger Schmieding) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Berenberg ระบุในบทวิเคราะห์ว่า สถานการณ์รอบช่องแคบฮอร์มุซยังคงไม่มีความแน่นอน แต่ดังที่เราเคยวิเคราะห์ไว้ตั้งแต่เดือนมีนาคม ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีผลประโยชน์ร่วมกันในการควบคุมไม่ให้ความขัดแย้งนี้ลุกลาม
"ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของรัฐสภาที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน ในขณะที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (Revolutionary Guards) เองก็ต้องการเม็ดเงินจากการได้รับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรเช่นกัน"
อ้างอิง : cnbc.com