โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

IMF เตือนเศรษฐกิจโลก 2026 เหลือ 3% เซ่นพิษสงคราม หวั่นฟองสบู่ AI

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รายงานฉบับล่าสุดของของ “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” หรือ IMF ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 ลงอีกครั้งมาอยู่ที่ 3.0% โดยก่อนหน้านี้เมื่อเดือนเมษายน IMF เคยคาดการณ์ว่าปี 2026 จะเติบโตได้ 3.1%

IMF เตือนถึงความเสี่ยงจากสงครามตะวันออกกลางที่ยังคงอยู่ ปัญหาความขัดแย้งทางการค้าที่ทำให้โลกแบ่งขั้ว และความเป็นไปได้ที่ตลาดจะปรับฐานจากความคาดหวังในเทคโนโลยี AI ที่สูงเกินไป

ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ 3.4% ในปี 2027 โดย IMF ระบุว่า เศรษฐกิจโลกสามารถรอดพ้นจากภาวะชะลอตัวที่รุนแรงได้ จากความต้องการเทคโนโลยี AI และเทคโนโลยีอื่น ๆ ช่วยเข้ามาพยุงและชดเชยผลกระทบจากการขาดแคลนพลังงานอย่างหนักที่เป็นผลมาจากสงคราม

ทว่าตัวเลขการเติบโตนี้ก็ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของปี 2024 และ 2025 ซึ่งอยู่ที่ 3.5%

จับตา ‘เงินเฟ้อพุ่ง-การค้าชะลอตัว’

ทางด้านแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อดูไม่ค่อยสู้ดีนัก โดย IMF ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2026 ขึ้นอีก 0.3% จากที่เคยคาดไว้ในเดือนเมษายน มาอยู่ที่ 4.7% และคาดว่าจะลดลงเหลือ 3.9% ในปีหน้า

นอกจากนี้ยังระบุว่า ปัจจุบันราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นกว่าช่วงก่อนเริ่มสงครามตะวันออกกลาง ถึง 25% และจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป

ตัวเลขคาดการณ์ใหม่นี้ โดยสรุปข้อมูล ณ วันที่ 10 มิ.ย.ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะเริ่มกลับมาเปิดใหม่อีกครั้งในช่วงกลางเดือนก.ค. และการขนส่งจะค่อย ๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติเหมือนช่วงก่อนสงครามได้ภายในเดือนมี.ค. 2027 โดยคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยจะอยู่ที่ 89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

การเติบโตของการค้าโลกคาดว่าจะชะลอตัวลงอย่างมากเหลือ 3.5% ในปี 2026 จากเดิมที่โตถึง 5% ในปี 2025 เนื่องจากมีการเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้าอย่างหนักเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการภาษีของสหรัฐ ก่อนที่การค้าโลกจะฟื้นตัวกลับมาโตได้ 4.3% ในปี 2027

โลกฟื้นตัวแบบ V-shaped

เพตยา โคเอวา บรูกส์ (Petya Koeva Brooks) รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ IMF กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "เราคาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเป็นรูปตัว V หรือ V-shaped โดยปีนี้จะเติบโตลดลงเมื่อเทียบกับที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนเกิดสงคราม แล้วจะกลับมาฟื้นตัวในปีหน้า"

"จนถึงตอนนี้ เศรษฐกิจโลกรับมือกับแรงกระแทกจากสงครามได้ดีกว่าที่เคยกลัวกันไว้ และยังไม่เห็นสัญญาณที่ชัดเจนของผลกระทบต่อเนื่องในระลอกที่ 2” บรูกส์ กล่าว

บรูกส์เสริมว่า การที่ราคาน้ำมันไม่ได้พุ่งสูงรุนแรงเกินไปในช่วงสงคราม เป็นเพราะมีการนำน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์และน้ำมันในคลังพาณิชย์ออกมาใช้ ประกอบกับการเพิ่มกำลังการผลิตนอกภูมิภาคอ่าวเปอร์เซ็น การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น และภาคเอกชนก็ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยมีการหาเส้นทางขนส่งและแหล่งอุปทานสำรองใหม่ ๆ

"อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่สูงมาก หากความขัดแย้งปะทุรุนแรงขึ้นอีกครั้ง ก็อาจทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์กลับมาผันผวน ภาวะทางการเงินตึงตัวขึ้น ขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลต่าง ๆ ลดลง และซ้ำเติมปัญหาความมั่นคงทางอาหารในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำ"

ด้านเดนิซ อิกาน หัวหน้าทีมจัดทำรายงานอัปเดตเศรษฐกิจของ IMF กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า "หากความขัดแย้งในภูมิภาคปะทุขึ้นอีกครั้ง มันจะซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกในจังหวะที่ย่ำแย่กว่าการระบาดหรือความขัดแย้งในครั้งแรก"

"หากความขัดแย้งในภูมิภาคปะทุขึ้นอีกครั้ง มันจะซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกแย่กว่าช่วงการระบาดหรือความขัดแย้งในครั้งแรก" เดนิซ อิกาน หัวหน้าทีมจัดทำรายงานอัปเดตเศรษฐกิจของ IMF กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์

‘เทค-AI’ หนุนเศรษฐกิจ แต่ยังต้องระวัง ‘ความเสี่ยง’

IMF ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจของประเทศผู้ส่งออกพลังงานและกลุ่มประเทศที่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับภาคเทคโนโลยี

ในทางกลับกัน ประเทศที่ต้องนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์และไม่ได้อยู่ในจุดที่จะได้ประโยชน์จากการพัฒนาของ AI ส่วนใหญ่จะถูกปรับลดคาดการณ์การเติบโตลง

IMF ระบุว่าเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับ “ห่วงโซ่เทคโนโลยีโลก” ยังคงมีความแข็งแกร่งกว่า จากอานิสงส์ของความต้องการด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง โดย IMF ระบุว่า เกาหลีใต้ มาเลเซีย ไต้หวัน และไทย เป็น 4 ประเทศผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI รายใหญ่ที่สุดของโลก

ทั้งนี้ การปรับฐานของตลาดในกลุ่ม “เทคโนโลยี AI” ก็ถือเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่สำคัญ โดยบรูกส์เผยอีกว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจส่งผลให้ความคาดหวังเรื่องเงินเฟ้อหลุดกรอบ ซึ่งจะนำไปสู่การปรับตัวอย่างรุนแรงในตลาดการเงินตามมา

เปิดคาดการณ์ ‘เศรษฐกิจทั่วโลก’

IMF คงคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐในปี 2026 ไว้เท่าเดิมที่ 2.3% และปรับเพิ่มคาดการณ์ปี 2027 ขึ้นเล็กน้อย 0.1% ไปอยู่ที่ 2.2%

สำหรับกลุ่มประเทศใช้เงินยูโร IMF ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตปี 2026 ลงเหลือ 0.9% จากเดิมที่เคยคาดไว้ 1.1% ในเดือนเม.ย. ส่วนปี 2027 ยังคงคาดการณ์ไว้เท่าเดิมที่ 1.2%

ทางด้านญี่ปุ่น คาดการณ์การเติบโตปี 2026 ลดลงเล็กน้อย 0.1% อยู่ที่ 0.6% แต่ปรับเพิ่มตัวเลขปี 2027 ขึ้นในสัดส่วนเท่ากันไปอยู่ที่ 0.7%

ในขณะที่เกาหลีใต้ ถูกปรับคาดการณ์การเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 0.7% ไปอยู่ที่ 2.6% เนื่องจากยอดส่งออกฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา ถูกปรับลดคาดการณ์ปี 2026 ลง 0.1% อยู่ที่ 3.8% แต่ปรับเพิ่มคาดการณ์ปี 2027 ขึ้น 0.3% ไปอยู่ที่ 4.5%

สำหรับเศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียน-5 ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย จะขยายตัวเพียง 4.1% ในปี 2569 ลดลงจาก 4.5% ในปี 2568 ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 4.3% ในปี 2570

เศรษฐกิจจีน คาดว่าจะเติบโตถึง 4.6% ในปี 2026 หลังทำผลงานได้ดีในไตรมาสแรก เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดือนเม.ย.ที่ 4.4% ส่วนปี 2027 คาดว่าจะเติบโตที่ 4.1% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดไว้ 4.0%

อินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ถูกปรับลดคาดการณ์ปี 2026 ลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 6.4% จากเดิม 6.5% ในเดือนเม.ย. แต่ IMF ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ปี 2027 ขึ้นเป็น 6.7% จากเดิม 6.5%

ภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามหนักที่สุด ถูกปรับลดคาดการณ์การเติบโตปี 2026 ลงอย่างรุนแรงถึง 1.2% เหลือเพียง 0.7% เท่านั้นเมื่อเทียบกับเดือนเม.ย. และปรับเพิ่มคาดการณ์สำหรับปี 2027 ไปอยู่ที่ 6.5%

อ้างอิงReuters

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...