สภาส่อเดือด ฝ่ายค้านลับฝีปาก ชำแหละงบ 70 สองคืน-สามวัน
สภาส่อเดือดฝ่ายค้านลับมีด-ฝีปากรอชำแหละงบ2570 วงเงิน3.78 ล้านล้านบาทสองคืน-สามวันเก็งข้อสอบคาดมท.-กลาโหม-งบลับ-งบกลาง-ดีอี-งบดับไฟใต้-งบท้องถิ่นฯติดโผเจอถลุงหนัก
28 มิถุนายน 2569 -ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงสัปดาห์หน้านี้ จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท ตลอดสามวันคือตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.ถึง 1 ก.ค. ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญการเมืองประจำสัปดาห์หน้านี้ ก่อนที่จะมีการปิดสมัยประชุมสภาฯ ในวันที่ 12 ก.ค. ซึ่งพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน ที่เป็นพรรคแกนนำฝ่ายค้าน เตรียมสส.ไว้อภิปรายชำแหละร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ. 2570 ไว้แล้วร่วมสามสิบคน โดยคาดว่าฝ่ายค้าน จะอภิปรายงบในหลายกระทรวงเช่น งบกระทรวงดิจิทัลฯ -งบกระทรวงมหาดไทย -งบกระทรวงกลาโหม-งบลับ -งบแก้ปัญหาภาคใต้ รวมถึงงบกลาง เป็นต้นจากนั้นจะมีการลงมติวาระแรกขั้นรับหลักการในวันพุธที่ 1 ก.ค. เพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบฯปี 2570 เพื่อให้ทันก่อนวันที่ 30 ก.ย. ที่เป็นวันสิ้นสุดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569
โดยในเอกสารร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 มีข้อมูลบางส่วนที่น่าสนใจเช่น รัฐบาลมีการระบุถึง ภาพพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2570ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ1.5 -2.5 (ค่ากลางร้อยละ2.0)โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐและแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศพ.ศ. 2569รวมถึงการขยายตัวด้านการส่งออกที่อยู่ในเกณฑ์สูง อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงโดยได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลกประกอบกับข้อจ ากัดจากภาระหนี้สินภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงสถานการณ์ภัยแล้งที่จะส่งผลต่อผลผลิตภาคการเกษตร สำหรับอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ 2.0--3.0(ค่ากลางร้อยละ2.5)และดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุลร้อยละ1.0ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
“เศรษฐกิจไทยในปี2570มีแนวโน้มที่จะขยายตัวในช่วงร้อยละ1.7-2.7(ค่ากลางร้อยละ2.2)ตามการฟื้นตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจและการค้าโลกซึ่งจะช่วยสนับสนุนการขยายตัว ของภาคการส่งออกสินค้าและบริการในขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแรงสนับสนุนจากการใช้จ่าย ภาครัฐและงบประมาณภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศพ.ศ.2569อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงจากความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนของการด าเนินมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลักรวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”เอกสารร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ระบุไว้ตอนหนึ่ง
เอกสารร่างพ.ร.บ.งบฯ ปี 2570 ยังระบุอีกว่าสำหรับ อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ0.5 -1.5(ค่ากลางร้อยละ1.0) และดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุลร้อยละ1.6ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ การจัดท างบประมาณรายจ่ายประจ าปีงบประมาณพ.ศ.2570ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการคลังและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สามารถรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจและตอบสนองต่อความท้าทายต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติฯ -แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติรวมทั้งหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการจัดสรรงบประมาณ
เอกสารร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ยังให้ข้อมูลอีกว่ารัฐบาล ได้กำหนดนโยบายและแนวทางการจัดท างบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570ดังนี้ ดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุลเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจรวมถึงสนับสนุนและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มศักยภาพทั่วถึงและมีคุณภาพโดยมุ่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศควบคู่กับการผลักดันการปฏิรูปประเทศเพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดพร้อมทั้งการสร้างความมั่นคงทางพลังงานในภาพรวมของประเทศ การป้องกันภัยพิบัติและการเตรียมความพร้อมรับมือภัยต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคตตลอดจนการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพื่อส่งเสริมการวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีสวัสดิการที่เหมาะสม ลดความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการบริหารจัดการภาครัฐอย่างบูรณาการโดยการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เอกสารดังกล่าว ให้ข้อมูลไว้ว่าในปีงบประมาณพ.ศ.2570ได้กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายจำนวน3,788,000.0ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ18.4ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเพื่อให้หน่วยรับงบประมาณมีงบประมาณรายจ่ายในการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันโดยมีประมาณการรายได้สุทธิจำนวน 3,000,000.0ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ14.6ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศและกำหนดวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมา788,000.0ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ3.8ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ โดยงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2570จำนวน3,788,000.0ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณพ.ศ. 2569จำนวน 7,400.0ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ0.2”
เอกสารร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 เปิดเผยว่ารัฐบาลได้จัดสรรงบไว้ตามแผนงานยุทธศาสตร์ด้านต่างๆเช่น แผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติจำนวน 13,989.9ล้านบาทเพื่อให้คนไทยมีความจงรักภักดีซื่อสัตย์พร้อมธำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติโดยการพิทักษ์รักษา เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ถวายความปลอดภัยพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ปลูกฝังและสร้างความตระหนักถึงความสำคัญ ของสถาบันหลักของชาติเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขรวมทั้งขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายแผนงานยุทธศาสตร์ที่สำคัญเช่น แผนงานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน 8,464.1ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีงบตามแผนงานยุทธศาสตร์ส่งเสริมกำรกระจำยอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 391,956.3ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติก าหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพ.ศ.2542และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ให้เกิดการกระจายอำนาจเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถพึ่งตนเองได้ในทุกมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรวมทั้งการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะผ่านการดำเนินงานที่สำคัญอาทิสนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แก่นักเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรวมถึงพัฒนาโรงเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น เป็นต้น เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถจัดบริการสาธารณะได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพสู่การยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้มีคุณภาพอย่างยั่งยืน