“ทองคำ” ร่วงต่อ ราคาสปอตแตะ 4,313 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังตลาดคาดเฟดขึ้นดอกเบี้ย
"ทองคำ" ร่วงต่อ ราคาสปอตแตะ 4,313 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังตัวเลขการจ้างงานสหรัฐออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด หนุนมุมมองว่าธนาคารกลางสหรัฐขึ้นดอกเบี้ย
วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เวลา 10.27 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่องในวันจันทร์ หลังนักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งภายในปีนี้ ภายหลังตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐออกมาแข็งแกร่งเกินคาด ขณะที่ความตึงเครียดที่กลับมาปะทุในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น และเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ
ราคาทองคำในตลาดสปอตลดลง 0.4% มาอยู่ที่ 4,313.11 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ เวลา 03.02 น. GMT หลังจากร่วงลงราว 3% เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม ส่วนสัญญาทองคำล่วงหน้าส่งมอบเดือนสิงหาคมของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง 0.7% มาอยู่ที่ 4,336.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์
เคลวิน หว่อง นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสจาก OANDA กล่าวว่า แรงกดดันหลักมาจากการที่ตลาดเริ่มให้น้ำหนักมากขึ้นต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐ
"ตลาดเริ่มสะท้อนมุมมองเชิงเข้มงวดของเฟดมากขึ้นผ่านตลาดสัญญาล่วงหน้า และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้นก็ยิ่งกดดันราคาทองคำ" เขากล่าว
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หลังแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ในการซื้อขายก่อนหน้า ส่งผลให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น
ขณะเดียวกันสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด หลังอิสราเอลเปิดเผยว่าได้โจมตีเป้าหมายทางทหารในพื้นที่ตะวันตกและตอนกลางของอิหร่าน แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะมีรายงานว่าได้ร้องขอให้นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล หลีกเลี่ยงการโจมตีเพิ่มเติมก็ตาม
ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นมากกว่า 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐจะต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น
แม้ว่าทองคำจะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ แต่ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น มักจะส่งผลลบต่อความน่าสนใจของทองคำ เนื่องจากไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดยังแสดงให้เห็นว่า ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง โดยการจ้างงานในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีความแข็งแกร่งหลังชะลอตัวในปีก่อน และเปิดโอกาสให้เฟดสามารถคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง หรือแม้แต่ปรับขึ้นเพิ่มเติม หากเงินเฟ้อยังคงเร่งตัวจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง
ข้อมูลจาก FedWatch Tool ของ CME Group ชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักถึง 72% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนสิ้นปีนี้
ด้านเบธ แฮมแม็ก ประธานธนาคารกลางสหรัฐ สาขาคลีฟแลนด์ กล่าวว่า ตัวเลขจ้างงานล่าสุดสะท้อนว่าตลาดแรงงานอยู่ใกล้ภาวะการจ้างงานเต็มศักยภาพ ขณะที่เงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงอาจทำให้เฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตอันใกล้เพื่อควบคุมแรงกดดันด้านราคา
สำหรับโลหะมีค่าอื่น ๆ ราคาซิลเวอร์ลดลง 0.4% สู่ระดับ 67.56 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แพลทินัมลดลง 0.5% เหลือ 1,767.15 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนแพลเลเดียมทรงตัวที่ 1,225.66 ดอลลาร์ต่อออนซ์
อ้างอิง : reuters.com