เช็กข้อเท็จจริง 'ทองคำเปลวกินได้' เป็นข้อมูลปลอม ที่สายกินต้องรู้ก่อนเสี่ยงสะสมโลหะหนัก
ฐานเศรษฐกิจ ตรวจสอบพบเทรนด์ "การนำทองคำเปลว" มาตกแต่งอาหารไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสชั่วคราว แต่ได้กลายเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ร้านอาหารระดับพรีเมียม คาเฟ่หรู และแบรนด์เบเกอรี่ทั่วโลกใช้เพื่อยกระดับมูลค่าสินค้า อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความสวยงามนั้นกลับมีข้อสงสัยมากมายที่ผู้บริโภคยังคงตั้งคำถามถึงความปลอดภัย
1. จุดเริ่มต้นของความสงสัยในโลกออนไลน์
จากการตรวจสอบย้อนหลังพบว่า ประเด็นความสงสัยเรื่อง "ทองคำเปลวกินได้หรือไม่" เริ่มปรากฏเป็นวงกว้างในโลกออนไลน์ของไทยมานานหลายปี อาทิ ในคอมมูนิตี้ชื่อดังอย่าง Pantip ที่พบว่ามีการตั้งกระทู้ถามอย่างต่อเนื่อง
เช่น กระทู้ที่ถามถึงความแตกต่างระหว่าง "ทองคำเปลวที่ติดพระ" กับทองคำที่ใช้โรยอาหารว่าสามารถกินแทนกันได้หรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคมีความสับสนระหว่างทองคำที่ใช้ในงานศิลปกรรมกับทองคำที่ผลิตมาเพื่อการบริโภคโดยเฉพาะ
2. แยกให้ออก: ทองคำแท้ (Edible Gold) vs ทองคำวิทยาศาสตร์
สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจว่า ทองคำที่กินได้ (Edible Gold Leaf) ต้องเป็น ทองคำบริสุทธิ์ 99.99% (24K) เท่านั้น
ทองคำแท้ (AU): ร่างกายมนุษย์จะไม่ดูดซึม ไม่ย่อย และจะถูกขับถ่ายออกมาตามปกติโดยไม่ทำปฏิกิริยาที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
ทองคำวิทยาศาสตร์: นี่คือจุดอันตรายที่สุด เพราะไม่ได้ทำจากทองคำจริง แต่ผลิตจากสารประกอบจำพวก ไฮโดรคาร์บอนและธาตุโลหะหนักอื่นๆ เพื่อแต่งสีให้เลียนแบบทองคำแท้ หากกินเข้าไปจะเกิดการสะสมและกลายเป็น "โรคพิษโลหะหนัก" ในระยะยาว
3. มาตรฐานการผลิตที่ "ทองติดพระ" ไม่มี
ความแตกต่างที่สำคัญไม่ได้มีเพียงแค่ความบริสุทธิ์ของทอง แต่คือ "กระบวนการผลิต" ทองคำที่กินได้ต้องผลิตในโรงงานที่ได้รับมาตรฐาน GMP หรือ HACCP และต้องทำในห้องปลอดเชื้อ (Clean Room) เพื่อป้องกันสิ่งปนเปื้อน ในขณะที่ทองคำเปลวทั่วไปที่ใช้ในงานฝีมือหรือติดพระพุทธรูป อาจมีขั้นตอนการตีทองที่ปนเปื้อนฝุ่นหรือสารเคมีอื่นที่ไม่ใช่ Food Grade
4. การตรวจสอบทางเทคนิคและบทลงโทษทางกฎหมาย
ปัจจุบันหน่วยงานรัฐเริ่มเข้ามาเข้มงวดมากขึ้น โดยมีการสั่งกวาดล้างการโฆษณา “ทองคำกินได้” บนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่อ้างว่าเป็น Food Grade โดยไม่มีหลักฐานรับรอง ทั้งนี้ GIT ได้นำเทคนิคขั้นสูงอย่าง XRF และ ICP-OES มาใช้ในการวิเคราะห์ธาตุเพื่อพิสูจน์ว่าทองคำเหล่านั้นมีสารอันตรายปนเปื้อนหรือไม่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ผลิตและผู้บริโภค
5. ทำไมถึงยังนิยมใช้?
แม้จะมีความเสี่ยงหากเลือกใช้ผิดประเภท แต่ทองคำเปลวยังคงได้รับความนิยมด้วย 3 ปัจจัยหลัก:
- ความหรูหรา: ยกระดับเมนูอาหารให้ดูมีระดับ
- ความสิริมงคล: ทองคำคือสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งตามความเชื่อในวัฒนธรรมไทย
- จุดขายทางการตลาด: สร้างความโดดเด่นในโซเชียลมีเดียและดึงดูดลูกค้า
ข้อแนะนำสำหรับผู้บริโภคและผู้ประกอบการ
หากต้องการรับประทานหรือนำมาใช้ประกอบอาหาร ควรเลือกซื้อจากแหล่งผลิตที่มีชื่อเสียงและเชื่อถือได้เท่านั้น และที่สำคัญที่สุดคือต้องขอดูใบ Certificate หรือใบรับรองความปลอดภัย ของสินค้าเพื่อยืนยันว่าเป็นทองคำบริสุทธิ์ที่ไม่มีโลหะหนักปนเปื้อนจริง หากไม่มั่นใจ GIT แนะนำให้ส่งตรวจสอบเพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ
รัฐบาลส่ง สคบ. ผนึก อย. คุมเข้ม “ทองคำเปลวกินได้”
ข้อมูลจาก เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล เผยแพร่ข่าวเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 พบว่า นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. เร่งตรวจสอบและควบคุมการโฆษณาจำหน่าย “ทองคำเปลว” หรือ “ฟอยล์โลหะสีทอง” สำหรับตกแต่งอาหาร เบเกอรี่ เครื่องดื่ม และขนม บนแพลตฟอร์มออนไลน์ หลังพบสินค้าจำนวนมากใช้ข้อความโฆษณาในลักษณะ “ทองคำ 24K กินได้” “รับประทานได้” หรือ “Food Grade” โดยไม่มีข้อมูลยืนยันมาตรฐานความปลอดภัย และไม่มีเอกสารรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ การกำกับดูแลสินค้าออนไลน์เป็นไปตามมาตรการที่รัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภคบนตลาดออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันประชาชนนิยมเลือกซื้อสินค้ากลุ่มอาหารและเบเกอรี่ที่เน้นความสวยงามผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น ทำให้การโฆษณาที่เกินจริงหรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิดส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคเป็นวงกว้าง
“ดิฉันเป็นห่วงผู้บริโภคที่อาจตัดสินใจซื้อเพียงเพราะเห็นคำว่าทองคำกินได้ หรือ 24K ทั้งที่วัสดุบางชนิดนี้ อาจเป็นเพียงโลหะผสมหรือฟอยล์ตกแต่งที่ไม่ได้ผลิตเพื่อการบริโภค การนำมาใช้กับอาหารโดยตรงจึงอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ หากบริโภคสะสมในระยะยาว ผู้ประกอบการต้องแสดงข้อมูลให้ชัดเจนว่าสินค้าใช้ตกแต่งหรือบริโภคได้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้บริโภคแบกรับความเสี่ยงเอง” นางสาวศุภมาสกล่าว
นางสาวศุภมาส กล่าวต่อว่า การโฆษณาขายสินค้าในลักษณะนี้เข้าข่ายความผิดที่ สคบ. ดูแลโดยตรง เพราะใช้ข้อความเกินจริงและทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าสินค้ากินได้อย่างปลอดภัย ทั้งที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน อีกทั้งหลายรายการยังแสดงฉลากไม่ครบถ้วน ไม่ระบุผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าที่ชัดเจน และบางรายการอาจเข้าข่ายเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่ง สคบ. สามารถเข้าตรวจสอบและสั่งดำเนินการได้ทันที
นางสาวศุภมาส กล่าวอีกว่า สคบ. ได้บูรณาการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ในการพิจารณาความปลอดภัยของวัสดุที่นำมาใช้กับอาหาร ควบคู่กับการขอความร่วมมือแพลตฟอร์มออนไลน์รายใหญ่ นำสินค้าที่ใช้ข้อความเข้าข่ายก่อให้เกิดความเข้าใจผิดออกจากระบบ (Take down) ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ทั้งนี้ ขอขอบคุณทุกหน่วยงานและแพลตฟอร์มที่ร่วมเฝ้าระวังเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค
“ดิฉันขอเน้นย้ำผู้ประกอบการออนไลน์ทุกราย ขายความสวยได้ แต่ต้องไม่ขายความเข้าใจผิด” นางสาวศุภมาส กล่าวพร้อมฝากคำแนะนำถึงผู้บริโภคก่อนเลือกซื้อทองคำเปลวหรือฟอยล์ตกแต่งอาหารว่า ให้ตรวจสอบ 3 จุดสำคัญ คือ 1. ดูฉลากและรายละเอียดสินค้าว่าระบุชัดเจนหรือไม่ว่า “ใช้ตกแต่ง” หรือ “บริโภคได้” 2. ตรวจสอบข้อมูลผู้ผลิต ผู้นำเข้า และเอกสารรับรองมาตรฐาน 3. เลี่ยงสินค้าราคาถูกผิดปกติที่อ้างว่าเปนทองคำบริสุทธิ์โดยไม่มีหลักฐานยืนยัน
ผู้บริโภคที่พบเห็นสินค้าหรือโฆษณาที่เข้าข่ายหลอกลวง หรืออาจไม่ปลอดภัย สามารถแจ้งเบาะแสและร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th และศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ
#StopFakeSpreadFacts #กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์