โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'กรณ์' เหน็บหั่นงบโอนฯ เหลือ 1 หมื่นล้าน ทำตัวเป็น'เด็กเล่นขายของ'

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ผลลัพธ์ของร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ ในครั้งนี้ มีนัยยะสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในระดับมหภาคน้อยมาก และส่งผลต่อการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนต่ำกว่าที่ควรจะเป็น พร้อมเปรียบเทียบการทำงานบริหารคลังของรัฐบาลในครั้งนี้ว่าเสมือนเป็นเรื่องของเด็กมาเล่นขายของ มากกว่าการทำงานของรัฐบาลในการบริหารการคลังของประเทศ
นายกรณ์ ชี้ให้เห็นถึงเจตนาเดิมของรัฐบาลนับตั้งแต่การแถลงนโยบายเมื่อวันที่ 9 เมษายน ซึ่งในขณะนั้นเกิดสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยในเบื้องต้น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ได้ส่งสัญญาณว่ามีความตั้งใจและประเมินว่าจะสามารถโอนงบประมาณได้สูงถึง 100,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับงบกลางที่มีอยู่อีก 25,000 ล้านบาท จะทำให้รัฐบาลมีเงินในมือถึง 125,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเยียวยาประชาชนทันที
อย่างไรก็ดี สถานการณ์กลับเปลี่ยนไปเมื่อมีกระแสข่าวจาก นายปกรณ์ รองนายกรัฐมนตรีอีกท่าน ออกมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่ารัฐบาลมีแผนที่จะออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้สูงถึง 500,000 ล้านบาท ซึ่งในวันเดียวกัน ปลัดกระทรวงการคลังได้ออกมาปฏิเสธว่ากระทรวงการคลังยังไม่ได้รับการปรึกษา และมองว่า พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ เป็นเครื่องมือทางการคลังปกติที่ดีกว่าในสถานการณ์ขณะนั้น

"เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่การคลังต้องแพ้การเมือง เมื่อฝ่ายการเมืองมีธงชัดเจนว่าจะออก พ.ร.ก. เงินกู้ จากเดิมที่ท่านรองนายกฯ ขีดเส้นตายไว้ในวันที่ 30 เมษายนว่า โครงการใดที่ยังไม่ลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างจะถูกดึงงบกลับมาโอน แต่เวลากลับถูกปล่อยปละละเลยยาวนานมาจนถึงวันที่ 2 มิถุนายน ส่งผลให้ทุกกระทรวงเร่งรัดลงนามในสัญญาเพื่อรักษาเม็ดเงินของตัวเอง สุดท้าย พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ ฉบับนี้จึงกลายเป็น เป็ดง่อย เหลือเม็ดเงินเพียง 10,300 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียง 0.2% ของวงเงินงบประมาณรวม 3.78 ล้านล้านบาท" นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ ยังได้เปรียบเทียบกับการออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ ในปี 2563 ช่วงวิกฤตโควิด-19 ยุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่สามารถโอนงบประมาณได้สูงถึง 88,000 ล้านบาท คิดเป็น 2.7% ของวงเงินงบประมาณในขณะนั้น ซึ่งเป็นการโอนที่มีนัยยะสำคัญ แตกต่างจากการโอนงบเพียง 10,300 ล้านบาทของรัฐบาลชุดนี้ที่แทบไม่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจเลย
.
นายกรณ์ วิเคราะห์ว่า การที่รัฐบาลยังคงเดินหน้าออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณจำนวนเล็กน้อยนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพียง 2 ข้อ คือ
1. แก้เขิน เนื่องจากรัฐบาลได้เคยประกาศไว้ต่อรัฐสภาว่าจะออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณ หากไม่ทำก็จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์

2. แก้ต่าง เพื่อใช้เป็นข้อต่อสู้เชิงกฎหมายต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเงื่อนไขสำคัญของการออก พ.ร.ก. เงินกู้ จะทำได้ก็ต่อเมื่อเป็นกรณีที่ หลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐบาลจึงต้องแสดงให้เห็นว่าได้ใช้เครื่องมือทางงบประมาณปกติอย่างเต็มที่แล้วแต่ไม่เพียงพอ
"ถามว่าสุดท้ายแล้ว การโอนเงินแค่หมื่นล้าน ทั้งที่รู้อยู่แต่แรกว่าสามารถโอนได้แสนล้าน จะถือว่ารัฐบาลทำสุดความสามารถจนเข้าเงื่อนไขสภาวะหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงหรือไม่ เป็นเรื่องที่ทางตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณา" นายกรณ์ ระบุ

ในช่วงท้าย นายกรณ์ ได้หยิบยกข้อมูลเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยระบุว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศขึ้นสู่ระดับ 2% กว่า สะท้อนว่าภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มคลี่คลายและลดลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลเป็นไปตามเป้าหมาย (เกินเป้าหมาย) และเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
"ปัจจุบันไม่มีเงื่อนไขความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจใด ๆ ที่จะสามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการออก พ.ร.ก. เงินกู้ได้เลย และในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าว ผมจึงขอเตือนไปยังรัฐบาลว่า เงินจำนวน 10,300 ล้านบาท ที่ได้จากการโอนงบประมาณในครั้งนี้ อย่าเพิ่งรีบใช้ เพราะหากรัฐบาลไม่มี พ.ร.ก. เงินกู้ในมือ มูลค่าของเงินหมื่นล้านนี้จะมีความสำคัญและเพิ่มคุณค่าขึ้นทันที" นายกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

/////////////////////////

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...