โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิกฤตทุนไหลออกอินโดนีเซีย 2026 ทำไมต่างชาติเทขาย ทั้งที่ GDP โต?

THE SIGNALs

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • กองบรรณาธิการ THE SIGNALs

หากวัดศักยภาพของประเทศจากตัวเลขเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว อินโดนีเซียควรเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกต้องการเข้าไปมากที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตของ GDP ที่สูงกว่าไทย หนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับต่ำ ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และประชากรกว่า 280 ล้านคน ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบของเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดการเงินกลับส่งสัญญาณตรงกันข้าม นักลงทุนต่างชาติทยอยลดการถือครองหุ้น พันธบัตร และค่าเงินรูเปียห์เผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “ทำไมเศรษฐกิจอินโดนีเซียยังโต แต่เงินทุนกลับไหลออก” หากแต่เป็น “ตลาดกำลังมองเห็นความเสี่ยงอะไร ที่ซ่อนอยู่เหนือกว่าตัวเลข GDP”

วิกฤตทุนไหลออกอินโดนีเซีย 2026 ทำไมต่างชาติเทขาย ทั้งที่ GDP โต?

เพราะในโลกการลงทุนยุคใหม่ การตัดสินใจของนักลงทุนไม่ได้ประเมินประเทศจากตัวเลขการเติบโตเพียงมิติเดียว แต่ยังให้น้ำหนักกับความน่าเชื่อถือของนโยบาย เสถียรภาพของสถาบัน และความสามารถในการรักษาความเชื่อมั่นในระยะยาว บทความนี้ THE SIGNALs จะพาไปถอดรหัสว่า เหตุใดอินโดนีเซียจึงกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของภูมิภาค และประเทศไทยควรเรียนรู้อะไรจากแรงสั่นสะเทือนครั้งนี้

ความผันผวนของกระแสเงินทุนโลกเราได้เห็นภาพของเม็ดเงินลงทุนที่เร่งไหลออกจากตลาดในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีความเชื่อมโยง หรือพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบจากฝั่งตะวันออกกลาง เพื่อโยกย้ายไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย

หนึ่งในประเทศที่ได้รับแรงกระแทกจากการเทขายของนักลงทุนต่างชาติอย่างหนักหน่วงที่สุด คือ “อินโดนีเซีย” หากดูจากผลตอบแทนของสินทรัพย์ในปีนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 19 มิถุนายน 2026) ดัชนีตลาดหุ้นอินโดนีเซียร่วงลงไปแล้วราว 30% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี พุ่งทะยานขึ้นกว่า 100 bps ยิ่งไปกว่านั้น ค่าเงินรูเปียห์ยังอ่อนค่าลงกว่า 6% ซึ่งถือเป็นการอ่อนค่าที่หนักที่สุดในภูมิภาคและทำสถิติระดับอ่อนค่าสุดเป็นประวัติการณ์ ในทางกลับกัน ประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย กลับได้รับผลกระทบในวงจำกัดกว่ามาก แม้ในความเป็นจริง ไทยจะมีสัดส่วนการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานที่สูงกว่าอินโดนีเซียก็ตาม

ประเด็นนี้จึงนำมาสู่คำถามสำคัญที่น่าขบคิดว่า เหตุใดพี่ใหญ่แห่งอาเซียนที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด ขาดดุลพลังงานไม่สูงมากนัก แถมยังมีกำลังการผลิตน้ำมันดิบในประเทศได้บางส่วน ถึงต้องเผชิญกับพายุลูกนี้รุนแรงกว่าใคร แท้จริงแล้ว ต้นตอของปัญหาอาจไม่ได้มาจากตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอ แต่เป็นผลพวงจาก “แนวทางการดำเนินนโยบายของภาครัฐ” และโครงสร้างตลาดที่ยังขาดความแข็งแกร่ง ซึ่งกลายเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติตัดสินใจดึงเงินกลับ

พื้นฐานเศรษฐกิจไม่ได้แย่ แต่มุมมองต่างหากที่เปลี่ยนไป

หากกางตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคและประเมินเสถียรภาพในช่วงที่ผ่านมา ภาพรวมของอินโดนีเซียไม่ได้สะท้อนความเปราะบางจนถึงขั้นวิกฤตแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม ตัวเลขบางมิติยังดูดีกว่าไทยด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในปี 2025 ที่ขยายตัวได้ราว 5.1% เมื่อเทียบกับไทยที่เติบโตเพียง 2.4% ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงโมเมนตัมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในที่ยังมีพลัง

นอกจากนี้ ในด้านเสถียรภาพภายในประเทศ อินโดนีเซียยังสามารถบริหารจัดการอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบที่ควบคุมได้ และเมื่อดูสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีก็ยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศไทย อย่างไรก็ดี จุดที่อาจดูเป็นรองไทย คือ มิติของ “เสถียรภาพภายนอก” เนื่องจากอินโดนีเซียมีระดับเงินสำรองระหว่างประเทศที่ต่ำกว่า ประกอบกับการที่ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาอยู่ในภาวะขาดดุลในช่วง 2-3 ปีหลังสุด ทำให้เศรษฐกิจมีความอ่อนไหวต่อตัวแปรภายนอกได้ง่ายขึ้น เช่น ทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายและการอ่อนค่าของรูเปียห์ ถึงกระนั้น ภาระหนี้ต่างประเทศของพวกเขาก็ยังไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงจนน่าตกใจเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล จึงยังไม่ใช่ระเบิดเวลาที่ต้องกังวลในทันที

สแกนโครงสร้างเศรษฐกิจ “ไทย vs อินโดนีเซีย” ตัวเลขดูดี แต่ทำไมเงินถึงหนี?

เมื่อรัฐขยายบทบาท คือ ต้นตอความกังวลของนักลงทุน

วิเคราะห์โครงสร้างเศรษฐกิจไทย ทำไมจึงต้านทานกระแสเงินทุนไหลออกได้?

บทสรุป : เมื่อความไว้วางใจ คือ สินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงสุด

อ่านต่อได้ที่บทความต้นฉบับ…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...