โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ครอบครัว “น้องเมย” ร้อง กมธ.กฎหมายฯ เร่งคดีดับปริศนาปี 60 จี้คลี่ปม หลังติดหล่มข้อกฎหมาย

สยามรัฐ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วันที่ 8 ก.ค.69 ที่อาคารรัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน รับหนังสือร้องเรียนจากครอบครัวของ "น้องเมย" นักเรียนเตรียมทหารที่เสียชีวิตจากการถูกสั่งธำรงวินัย โดยทางครอบครัวและทนายความได้นำข้อมูลความคืบหน้าทางคดีมาร้องเรียนเพื่อให้ทางคณะกรรมาธิการฯ ช่วยเร่งรัดและตรวจสอบการทำหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทางด้านทนายความระบุว่า เมื่อกลางปี 2568 ที่ผ่านมา ศาลทหารสูงสุดได้มีคำพิพากษาลงโทษนักเรียนเตรียมทหารผู้บังคับบัญชาท่านหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันรับราชการตำรวจ ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้น้องเมยได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ จากกรณีการสั่งธำรงวินัยที่ผิดระเบียบ ทั้งสถานที่ซึ่งใช้ห้องน้ำผู้บังคับบัญชา และท่าทางที่ระเบียบไม่ได้กำหนดคือท่าแกงการู (Kangaroo) หรือท่าหัวปักพื้นโน้มตัวไปข้างหน้า มือไขว้หลัง และให้ถีบเท้าดันไปข้างหน้า

ซึ่งผิดทั้งท่าทางและเวลาที่เป็นช่วงพักผ่อนเวลา 23.00 น. ก่อนวันสอบ ศาลจึงมองว่าเป็นการเจตนาทำร้ายร่างกาย สั่งจำคุก 6 เดือน ปรับ 20,000 บาท ก่อนลดโทษเหลือจำคุก 4 เดือน ปรับ 15,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2560 ใช้เวลากว่า 9 ปีจึงจะมีคำพิพากษา นอกจากนี้ทางครอบครัวยังติดใจว่าเหตุใดต้นสังกัดอย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นเจ้าของโควตานักเรียนเตรียมทหารรายดังกล่าว จึงไม่มีการดำเนินการทางวินัยและจริยธรรม ทั้งที่มีหนังสือสอบถามไปหลายครั้งตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 แต่ก็ไม่ได้รับความชัดเจน

ประเด็นสำคัญที่ทางครอบครัวนำมาร้องเรียนเพิ่มเติมคือการดำเนินคดีกับนายแพทย์ทหารรายหนึ่งที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท ซึ่งเกี่ยวข้องกับการชันสูตรศพน้องเมยภายหลังเสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2560 โดยครอบครัวพบความผิดปกติจากการส่งศพไปชันสูตรที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าแทนที่จะเป็นสถาบันนิติเวชในพื้นที่ตามระเบียบ

ซึ่งแพทย์ทหารรายนี้วินิจฉัยว่าเสียชีวิตจากโรคหัวใจ แต่เมื่อทางครอบครัวส่งศพไปผ่าพิสูจน์ซ้ำที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กลับพบว่าไม่มีสมองและหัวใจในร่าง และเมื่อได้รับชิ้นส่วนคืนมาก็ไม่สามารถตรวจพิสูจน์ DNA ได้ว่าชิ้นส่วนเหล่านั้นเป็นของน้องเมยหรือไม่ ทำให้ไม่สามารถหาเหตุการตายที่แท้จริงได้

คดีนี้มีการร้องทุกข์ไว้ตั้งแต่ปี 2563 แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าว่าพนักงานสอบสวนมีคำสั่งฟ้องหรือไม่ อีกทั้งยังมีอุปสรรคทางกฎหมายจากพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร มาตรา 49 ที่ทำให้มารดาไม่ถือเป็นผู้เสียหายในอำนาจศาลทหาร จึงไม่สามารถเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือฟ้องคดีเองได้หากอัยการทหารสั่งไม่ฟ้อง

มารดาของน้องเมย กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ "เราพยายามหาความจริงทุกวิถีทางในการอยากจะรู้ว่าลูกเราเป็นเพราะเหตุใด แต่ทีนี้มันเหมือนกับว่าเรายิ่งพยายามมันยิ่งไปไม่ได้ มันยิ่งตัน ไม่รู้จะทำยังไงดีแล้ว อย่างที่ทนายบอกว่าถ้าศาลทหารเขาสั่งไม่ฟ้อง แม่ก็ไม่สามารถไปทำอะไรได้เลย เท่ากับคดีนั้นจะต้องจบลงแล้วสุดท้ายเมยก็ตายโดยไม่มีใครรู้ว่าตกลงเขาตายด้วยอะไร แต่ถ้าทุกคนเป็นแม่ได้อ่านชันสูตรครั้งที่ 2 ที่ชี้เข้าไปมันเป็นเหตุเชื่อมโยง และด้วยที่เราได้เห็นภาพทุกอย่างที่หมออธิบายให้ฟัง มันเจ็บอยู่ในใจแต่ก็โกรธตัวเองว่าฉันทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ ได้แต่รอเวลาให้คดีจบลงตามอายุความเท่านั้น วันนี้ที่มาคิดอยู่นานว่าจะออกรูปไหนได้บ้าง จะไปหาความยุติธรรมตรงไหนได้บ้าง พยายามไปหมดสุดท้ายก็ต้องมาพึ่งกรรมาธิการกฎหมาย มันเหมือนลอยกลางทะเลแล้วมีขอนไม้มาให้เราเกาะ เราก็ต้องคว้าไว้ ไม่รู้หรอกว่าจะพาเราไปถึงฝั่งหรือเปล่า แต่วันนี้ถ้าโอกาสมาถึงเราจะไขว่คว้ามัน"

ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวรับเรื่องพร้อมให้กำลังใจครอบครัว โดยยืนยันว่ากรรมาธิการจะทำเรื่องนี้อย่างดีที่สุดเพื่อมอบความยุติธรรมให้แก่ผู้สูญเสีย และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับใครอีก โดยจะนำเรื่องเข้าหารือกับ สส. ในคณะกรรมาธิการจากทุกพรรคการเมือง เพื่อกำหนดแนวทางและติดตามความคืบหน้าจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงนำข้อมูลจากคณะกรรมาธิการทหารที่เคยพิจารณาไว้ก่อนหน้านี้มาประกอบการพิจารณา ทั้งนี้ตนยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่หวั่นเกรงต่ออิทธิพลหรือการกดดันใดๆ เพื่อให้ความเป็นธรรมกลับคืนสู่ครอบครัวน้องเมยหลังจากที่รอคอยมานานหลายปี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...