ร่องรอยหินโบราณชี้ ‘น้ำ’ ส่งผลต่อโครงสร้างโลก-ภูเขาไฟ ตั้งแต่ 3 พันล้านปีก่อน
× กรุณาติดต่อทีมงานเพื่อดาวน์โหลดคลิป
แคนเบอร์รา, 8 ก.ค. (ซินหัว) — ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแอดิเลดของออสเตรเลียที่เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ คอมมูนิเคชันส์ (Nature Communications) พบหลักฐานใหม่ที่บ่งชี้ว่าน้ำมีอิทธิพลต่อโครงสร้างภายในโลกและกิจกรรมภูเขาไฟมานานกว่า 3 พันล้านปีแล้ว เมื่อพิจารณาจากการวิเคราะห์หินภูเขาไฟเก่าแก่ที่สุดบางส่วนของโลกจากเขตพิลบาราเครตอน (Pilbara Craton) ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย
ทีมนักธรณีวิทยาพบร่องรอยว่าน้ำเคลื่อนตัวลึกลงไปใต้พื้นผิวโลก ก่อนจะมีส่วนช่วยในการก่อตัวของหินหนืดหรือแมกมา (Magma) ที่เป็นต้นกำเนิดการเกิดภูเขาไฟ คล้ายกระบวนการที่เกิดขึ้นบริเวณ “วงแหวนแห่งไฟ” (Ring of Fire) ในมหาสมุทรแปซิฟิกปัจจุบัน โดยเอริก แวนเดนเบิร์ก นักธรณีเคมีจากมหาวิทยาลัยฯ กล่าวว่างานวิจัยชิ้นนี้ช่วยเปิดมุมมองที่หาได้ยากสู่ยุคอดีตกาลอันไกลโพ้นของโลก
ปัจจุบันน้ำจะถูกหมุนเวียนกลับเข้าสู่ภายในโลกผ่านกระบวนการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก โดยแผ่นเปลือกโลกมหาสมุทรจะมุดตัวลงสู่ชั้นลึกของโลกบริเวณเขตมุดตัว ทว่านักวิทยาศาสตร์ถกเถียงกันมาเป็นเวลานานว่ากระบวนการลันี้เคยเกิดขึ้นบนโลกยุคแรกเริ่มซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่าปัจจุบันมากหรือไม่
ทีมนักวิจัยเสนอแนวคิดว่ากลไกในยุคแรกเริ่มที่เรียกว่าดริปดักชัน (dripduction) คือสิ่งที่ขับเคลื่อนให้น้ำเคลื่อนตัวลงสู่เบื้องล่างแทนกระบวนการแปรสัณฐานของแผ่นเปลือกโลกในปัจจุบัน โดยเปลือกโลกที่มีความหนาแน่นสูงและอุดมไปด้วยน้ำได้จมตัวลงสู่ชั้นแมนเทิล พร้อมกับปล่อยน้ำออกมาซึ่งมีส่วนช่วยในการสร้างหินหนืด เป็นเชื้อเพลิงให้เกิดการปะทุของภูเขาไฟ และก่อตัวเป็นหินที่ยังคงมีการศึกษากันอยู่ในปัจจุบัน
ผลการศึกษาระบุว่าโครงสร้างภายในและพื้นผิวโลกมีความเชื่อมโยงกันมานานกว่าที่คิด ซึ่งส่งผลต่อการทำความเข้าใจเกี่ยวกับเติบโตของแผ่นทวีป การปะทุของภูเขาไฟ รวมถึงส่วนประกอบสำคัญที่จำเป็นต่อการกำเนิดสิ่งมีชีวิต โดยเขตพิลบาราเครตอนที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ถือเป็นแหล่งบันทึกประวัติศาสตร์ยุคแรกเริ่มของโลกที่หาได้ยากซึ่งช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถจำลองเหตุการณ์เมื่อ 3.1 พันล้านปีก่อนผ่านร่องรอยทางเคมีที่หลงเหลืออยู่ในหิน