3 โบรกคัดหุ้นเด่น มิ.ย. ชู CK นำทีมน่าลงทุน
#ทันหุ้น – 3 โบรกชั้นนำ “แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์–เคจีไอ–ดาโอ” คัดหุ้นเด่นรับเดือนมิถุนายน ท่ามกลางมุมมองตลาดที่ยังแกว่งตัวในทิศทางฟื้นตัว โดยชู CK เป็นหุ้นเด่นที่ถูกเลือกซ้ำจากหลายสำนัก ขณะที่ GLOBAL, GULF, TIDLOR, TNP, BBL, GPSC, WHA, MRDIYT, AOT, CPALL, ERW, OSP และ PTTGC ได้รับแรงหนุนจากการเร่งลงทุนภาครัฐ การฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศ และแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์มองว่าหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม ค้าปลีก และการเงิน ยังเป็นธีมลงทุนที่น่าสนใจในช่วงครึ่งปีหลัง โดยได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การไหลเข้าของเงินลงทุน และการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ
บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ประเมินว่า SET Index เดือนมิถุนายน 69 มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 1,480–1,630 จุด โดยภาพรวมตลาดยังมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง จากแรงหนุนของปัจจัยพื้นฐานในประเทศที่ดีขึ้น ทั้งเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าประมาณการเดิม ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน Q1/69 ที่ออกมาดีกว่าคาด และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น
กลยุทธ์การลงทุน: ภายใต้ภาวะตลาดที่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ยังมีความผันผวนจากปัจจัยภายนอกและประเด็นการเมืองภายในประเทศ แนะนำใช้กลยุทธ์ Selective Buy โดยเน้นหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการภาครัฐเป็นหลัก โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น ซึ่งคาดว่าจะช่วยประคองกำลังซื้อภาคครัวเรือนและหนุนกิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศให้ฟื้นตัวต่อเนื่อง
กลุ่มที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์เด่น ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม ไฟแนนซ์ และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ ขณะเดียวกัน มาตรการด้านการปรับโครงสร้างพลังงานและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวยังเป็นอีกหนึ่งธีมที่ควรติดตาม โดยเฉพาะหากสามารถปลดล็อก Overhang จากประเด็นการพิจารณา พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของศาลรัฐธรรมนูญได้ จะเป็นปัจจัยหนุนเชิงบวกต่อ Sentiment และอาจช่วยเพิ่มโมเมนตัมการลงทุนในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด โรงไฟฟ้า รับเหมาก่อสร้างและงานวิศวกรรม นิคมอุตสาหกรรม และธนาคาร
หุ้นแนะนำ: CK, GLOBAL, GULF, TIDLOR, TNP
ด้าน บล.เคจีไอ (KGI) มุมมองตลาดเดือนมิถุนายน เผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก แต่จะยังพอประคองตัวได้ โดยมองว่าแนวโน้มหลักของดัชนี SET น่าจะยังขึ้นต่อแบบ sideways up จากปัจจัยบวกดังต่อไปนี้ i) แนวโน้มที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจไทยจากการใช้มาตรการกระตุ้นการบริโภค และมองว่ารัฐบาลน่าจะออกมาตรการชุดใหม่ตามมาอีกเพื่อกระตุ้นการลงทุน และ FDIs ii) กระแสเงินทุนไหลเข้าหุ้นที่มีแนวโน้มจะฟื้นตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องจากเดือนพฤษภาคม 2569 จากการที่ตลาดหุ้นอื่นใน ASEAN ยังคงถูกฉุดจากปัจจัยลบเฉพาะตัวอยู่ และ iii) ฝ่ายวิจัยมองว่าสหรัฐ และอิหร่านน่าจะบรรลุข้อตกลงสันติภาพได้ในที่สุด หรือ อย่างน้อยน่าจะขยายเวลาหยุดยิงออกไป ถึงแม้ว่ากระแสข่าวจะพลิกมาเป็นลบอีกครั้งในวันที่ 1 มิถุนายน เมื่ออิหร่านเปิดเผยว่าจะระงับการเจรจาสันติภาพหลังจากที่อิสราเอลยังคงโจมตีเลบานอน ในขณะเดียวกัน เป้าดัชนี SET ของเราที่ 1,620 เหลือ upside อีกเพียง 3% ดังนั้น นักลงทุนจึงควรเตรียมตัวรับมือกับตลาดที่น่าจะยังผันผวนต่อเนื่อง
สำหรับหุ้นเด่นเดือนมิถุนายน แนะนำ BBL, GPSC, WHA, CK และ MRDIYT
BBL : ฝ่ายวิจัยคาดว่าโมเมนตัมจะเป็นบวกจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งน่าจะเอื้อต่อธุรกิจปล่อยกู้ของ BBL ซึ่งคิดเป็น 75-80% ของรายได้รวมของธนาคาร นอกจากนี้ และคาดว่ารัฐบาลจะเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนในอีกสองสามเดือนข้างหน้า ซึ่งจะช่วยสร้างโมเมนตัมการเติบโตของสินเชื่อธนาคาร
GPSC : กำไรจากธุรกิจหลักใน Q1/69 แข็งแกร่งเกินคาดที่ 1.5 พันล้านบาท (+25% YoY, +17% QoQ) ดีกว่าประมาณการของฝ่ายวิจัย 11% และ ดีกว่า consensus 8% ถึงแม้ว่ากำไรใน Q2/69F น่าจะแผ่วลงทั้ง QoQ และ YoY จากต้นทุนก๊าซที่สูงขึ้น (~350 บาท/mmbtu) แต่เราเชื่อว่าราคาหุ้นน่าจะสะท้อน downside ไปมากแล้ว ฝ่ายวิจัยมองว่าปัจจัยที่จะกระตุ้นให้มีการ rerate ในระยะยาวจะมาจากอุปสงค์การใช้ไฟฟ้าที่ถูกขับเคลื่อนโดย BOI และ แผน PDP ฉบับใหม่ของไทย ซึ่งน่าจะช่วยหนุนการฟื้นตัวใน 2H69F
WHA : ฝ่ายวิจัยยังคงมองบวกกับแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ FDI และ มูล่าการลงทุนที่ได้รับการอนุมัติจาก BOI ซึ่งเพิ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ไปที่ 1 ล้านล้านบาทใน Q1/69 (จาก 1.88 ล้านล้านบาทในปี 2568 และ 1.1 ล้านล้านบาทในปี 2567) นำโดยกลุ่มดิจิทัล และ high-tech รวมถึงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และ เครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่ามีความต้องการลงทุนอย่างมากเพื่อย้ายฐานการผลิตในระยะกลาง
CK : แนวโน้มรายได้ยังฟื้นตัวได้ดี เพราะได้แรงหนุนจาก backlog ที่แข็งแกร่งที่ 1.57 แสนล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง (4.65 หมื่นล้านบาท), รถไฟฟ้าสายสีส้ม (8.4 หมื่นล้านบาท) และ รถไฟทางคู่ช่วงเด่นชัย-เชียงราย (1 หมื่นล้านบาท) เรามองว่าต้นทุนทางการเงิน ที่ลดลงอย่างมากน่าจะช่วยชดเชยแรงกดดันทางด้านต้นทุนจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นไปได้บ้าง
MRDIYT : กำไรสุทธิของ MRDIYT ใน Q1/69 อยู่ที่ 678 ล้านบาท (+25% YoY, -20% QoQ) จากการขยายสาขาร้าน และ อัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้น ถึงแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อาจจะทำให้เกิดความไม่แน่นอนทั้งในฝั่งอุปสงค์ และ อุปทาน แต่ฝ่ายวิจัยคิดว่าจุดแข็งของบริษัทในด้านราคาสินค้าที่แข่งขันได้ และความได้เปรียบในแง่ของทำเลที่ตั้งน่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบไปได้บ้าง
ฟาก บล.ดาโอ คาดทิศทางดัชนีเดือนมิ.ย. คาดมีความผันผวนช่วง 1-2 สัปดาห์แรกการขึ้นเริ่มจำกัดโซน 1600 (+/-10) จุดหากฝ่าได้จะเปิดระยะ1650 จุด ในทางตรงข้ามฝ่าขึ้นไปแล้วยืนไม่ได้มีโอกาสการปรับฐานซึ่งมีแนวรับแรก 1545 และ 1520-1500 จุดตามลำดับ
หุ้นเด่น AOT, CK, CPALL, ERW, OSP, PTTGC
AOT ปรับขึ้น PSC ตั้งแต่ 20 มิ.ย.69 หนุนกำไร Q4FY69E – FY70E กลับมำโตโดดเด่น
CK คาดโครงการใหม่ทยอยเห็น 2H69E, แนวโน้มยังบริหำรจัดกำรต้นทุนได้
CPALL กำไร 2569E ทำ All time high ต่อเนื่องจากการขยายสาขาและสินค้า RTE
ERW RevPAR Q2/69E ยังคงเพิ่มขึ้น +5%YoY ได้ต่อเนื่องแม้ว่าจะมีสถานการณ์ตะวันออกกลาง
OSP กำไร Q2/69E ทรงตัวYoY แม้ได้รับผลกระทบจากสงครามและ TAS 21
PTTGC แนวโน้มกำไรดีขึ้นต่อเนื่องใน Q2/69E; คาด olefins spread ทรงตัวสูงใน 2H69E