โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนขับรถกระบะคนงาน เล่านาทีชีวิต จอดข้าง รถเมล์ถูกรถไฟชน ยันไม่เห็นรถไฟมา ไม่กล้าขับผ่านจุดนี้แล้ว

Khaosod

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

มันช็อกจนกลับมาที่เดิมไม่ได้ คนขับรถกระบะคนงาน เล่านาทีชีวิต จอดข้าง รถเมล์ถูกรถไฟชน เผยได้ยินเสียงหวูดแป๊บเดียว ยันไม่เห็นว่ารถไฟมา จากนี้ไม่ขอจอดคร่อมราง

จากกรณี รถไฟตู้สินค้าชนรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ สาย 206 บริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน ถนนอโศก-ดินแดง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด วันที่ 17 พ.ค.69 นายศักดิ์ศรี ศรีไสคำ อายุ 49 ปี คนขับรถรับคนงานก่อสร้าง ที่กำลังพาคนงานไปทำงานที่ไซต์งานในซอยสุขุมวิท 15 โดยจอดอยู่ข้างรถเมล์ที่ถูกรถไฟชน ซึ่งวันนี้เดินทางมาแจ้งความที่ สน.มักกะสัน ก่อนเปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุตนจอดรถอยู่ด้านข้างเมล์ ซึ่งคร่อมอยู่บนรางรถไฟ ส่วนเสียงสัญญาณเตือนและเสียงหวูดของรถไฟ ตนได้ยินแค่แป๊บเดียว และไม่เห็นว่ารถไฟมา

ขณะที่รถไฟมา เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก และตนก็ไม่สามารถหนีออกจากรถทัน ทำให้รถถูกชนและลากไปตามภาพวงจรปิดที่ปรากฏ ซึ่งตนและคนงานในรถอีก 7 คนได้รับบาดเจ็บ มีคนงาน 2 คนนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ส่วนตนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยบบริเวณหน้าอก และบริเวณใต้ชายโครง เพราะเกิดจากการกระแทก ส่วนรถของตนก็ได้รับความเสียหายค่อนข้างมาก

นายศักดิ์ศรี บอกอีกว่า ตนขับผ่านจุดเกิดเหตุบ่อยครั้ง แต่ไม่เคยพบเห็นเหตุการณ์ลักษณะนี้ ซึ่งทุกทีก็จะมีไม้กั้นหรือแผงเหล็กกั้นทุกครั้ง เมื่อมีรถไฟมาแต่เมื่อวานนี้ไม่เห็น ซึ่งปกติตนก็เห็นว่ามีรถจอดคร่อมรางรถไฟอยู่บ้างในช่วงที่รถติด

ส่วนการเยียวยานั้น ล่าสุด มีคนของฝั่งรถเมล์ติดต่อมา จะช่วยเหลือเยียวยาและช่วยค่าซ่อมรถ แล้วเบื้องต้น หลังจากนี้ตนคงไม่กล้าขับผ่านจุดเกิดเหตุอีกแล้ว และจะขอไม่จอดคร่อมรางรถไฟอีก ยอมรับว่าเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนให้ตนอย่างมาก

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คนขับรถกระบะคนงาน เล่านาทีชีวิต จอดข้าง รถเมล์ถูกรถไฟชน ยันไม่เห็นรถไฟมา ไม่กล้าขับผ่านจุดนี้แล้ว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...