โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เปิดหนังสือลับ "ซีพี" แจ้งเลิกสัญญาไฮสปีด 3 สนามบินจริง ขีดเส้นชัด 1 ต.ค. 69

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ความเคลื่อนไหวโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) วงเงินราว 2.24 แสนล้านบาท กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) เอกชนคู่สัญญา มีหนังสือถึงการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) คู่สัญญาแจ้งขอใช้สิทธิให้สัญญาร่วมลงทุนสิ้นสุดลงตามข้อ 6.2

เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2569 นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า รฟท. ได้รายงานต่อคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. รับทราบข้อสรุป 2 แนวทาง หลังหารือ 3 ฝ่ายร่วมกับ EEC และเอกชนคู่สัญญา โดยเมื่อวันที่ 6 ก.ค. ที่ผ่านมา เอกชนได้ยื่นหนังสือขอใช้สิทธิเลิกสัญญาตามข้อ 6.2 จากเหตุที่ยังไม่สามารถออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (NTP) ได้

ต่อมาวันที่ 10 ก.ค. 2569 นายสฤษดิ์ จิณสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ได้ออกมาชี้แจง โดยยืนยันว่าหนังสือดังกล่าวเป็นการ ใช้สิทธิตามกลไกในสัญญาเพื่อรักษาสิทธิของคู่สัญญา ไม่ได้หมายความว่าบริษัทตัดสินใจถอนตัวจากโครงการหรือยกเลิกสัญญาโดยทันที และการใช้สิทธิดังกล่าว "ไม่อาจตีความโดยอัตโนมัติว่าเป็นการผิดสัญญา การละทิ้งงาน หรือความรับผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง"

เจาะเนื้อหาหนังสือลับ 6 หน้า ก่อนถึงบทสรุปเลิกสัญญา

“ฐานเศรษฐกิจ” ตรวจสอบพบว่ากลุ่มซีพีได้ส่งหนังสือถึงรฟท.จิริง เลขที่หนังสือลับเฉพาะที่ AERA1-SRT-HSR-L-0043 ลงวันที่ 6 ก.ค. 2569 ทำถึงผู้ว่าการ รฟท. สำเนาถึงเลขาธิการ สกพอ. มีความยาว 6 หน้า วางเหตุผลไล่เรียงเป็น 7 ข้อ ตั้งแต่ที่มาของเงื่อนไขจนถึงการประกาศใช้สิทธิเลิกสัญญา

เงื่อนไขบังคับก่อน 3 ข้อ ที่ยังไม่ครบ

หนังสือเริ่มจากอธิบายว่า สัญญาร่วมลงทุนข้อ 6.1 กำหนดให้การเริ่มนับระยะเวลาโครงการจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อทำเงื่อนไขบังคับก่อนครบทั้ง 3 ข้อ คือ (1) การส่งมอบพื้นที่ในส่วนของพื้นที่โครงการเกี่ยวกับรถไฟ (2) การส่งมอบพื้นที่เพื่อสนับสนุนบริการรถไฟของโครงการ และ (3) เอกชนได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำหรับโครงการเกี่ยวกับรถไฟ โดยเงื่อนไขทั้งหมดต้องสำเร็จภายใน "วันที่กำหนดให้เงื่อนไขสำเร็จครบถ้วน" ซึ่งเดิมกำหนดไว้ภายในวันที่ 24 ต.ค. 2563 หรือ 1 ปีนับจากวันลงนาม

หนังสือระบุว่า ในวันดังกล่าวเงื่อนไขข้อ 3 ยังไม่สำเร็จ ประกอบกับเกิดผลกระทบจากสถานการณ์ภายนอก คู่สัญญาจึงทำบันทึกข้อตกลงเพื่อแก้ปัญหาและขยาย "วันที่กำหนดให้เงื่อนไขสำเร็จครบถ้วน" ออกไปเป็นวันที่ 30 ก.ย. 2569

ยืนยันไม่ได้ประวิงเวลา — โยนเหตุปัจจัยนอกการควบคุม

ในข้อ 2 และข้อ 3 หนังสือระบุว่า จนถึงปัจจุบันเอกชนยังไม่ได้รับบัตร BOI สำหรับโครงการเกี่ยวกับรถไฟ เงื่อนไขข้อ 6.1 (3) จึงยังไม่สำเร็จ และเริ่มโครงการไม่ได้ พร้อมยืนยันว่าเหตุที่ยังไม่ได้บัตร ไม่ได้เกิดจากการละเลย เพิกเฉย หรือจงใจประวิงเวลา แต่มาจากข้อเท็จจริงที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

บริษัทให้เหตุผลย่อยสามส่วน ส่วนแรกคือผลกระทบจากสถานการณ์ภายนอกที่กระทบความเป็นไปได้ทางการเงิน โดยชี้ว่าตลอดกว่า 6 ปี โครงการเผชิญทั้งการระบาดของโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งดันราคาน้ำมัน วัสดุก่อสร้าง และต้นทุนการเงินสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กระทบต่อความเป็นไปได้ทางการเงิน (Bankability) โดยตรง จนบริษัทเสนอขอแก้ไขสัญญาเพื่อปรับลักษณะโครงการให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ส่วนที่สองคือ การยื่นขอบัตร BOI ผูกกับความเป็นไปได้ของโครงการ โดยระบุว่าสำนักงาน BOI แนะนำให้เอกชนเจรจาแก้ปัญหาโครงการให้ได้ข้อยุติและมีข้อมูลชัดเจนแน่นอนก่อน แล้วจึงยื่นขอบัตร เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อออกบัตรแล้วจะเดินโครงการได้จริง เพราะหากออกบัตรทั้งที่ข้อมูลโครงการยังไม่ยุติ อาจกระทบต่อการดำเนินโครงการและมูลค่าโครงการในภายหลัง

ส่วนที่สามคือ บริษัทระบุว่าได้พยายามเร่งประสานกับ รฟท. และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อหาข้อยุติมาโดยตลอด และประสานกับ BOI อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแจ้งว่าหากข้อมูลโครงการครบถ้วนชัดเจน BOI พร้อมเร่งพิจารณาออกบัตรได้ภายในราว 2 สัปดาห์ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทดำเนินการจนเกือบได้ข้อสรุปเรื่องตัวเลขและข้อมูลสำคัญเพื่อประกอบคำขอแล้ว แต่ยังขาดข้อมูลบางส่วนที่ยังไม่ได้ข้อยุติ เพราะการแก้ไขสัญญายังไม่จบ

อ้างสิทธิเลิกสัญญาตามข้อ 6.2

ในข้อ 4 หนังสือระบุว่า เมื่อเงื่อนไขข้อ 6.1 (3) ยังไม่สำเร็จ และเอกชนซึ่งเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ "ไม่ได้ตกลงยกเว้น" เงื่อนไขบังคับก่อนดังกล่าว คู่สัญญาจึงมีสิทธิแจ้งให้สัญญาสิ้นสุดลงตามข้อ 6.2

ข้อ 5 ไล่เรียงว่าคู่สัญญาได้พยายามเจรจาหาทางร่วมกันมาตลอด แต่ไม่อาจตกลงขยายเวลาหรือหาแนวทางอื่นได้ โดยอ้างการเจรจาแก้สัญญาต่อเนื่องหลายปี, มติ กพอ. ครั้งที่ 4/2567 (11 ต.ค. 2567) ที่เห็นชอบในหลักการแก้ปัญหาบนพื้นฐานที่ภาครัฐไม่เสียประโยชน์และเอกชนไม่ได้ประโยชน์เกินสมควร และมติครั้งที่ 1/2568 (8 ม.ค. 2568) ที่เห็นชอบให้เดินหน้าแก้สัญญา

หนังสือยังระบุว่า ร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานอัยการสูงสุด และส่งกลับมายัง รฟท. และ สกพอ. แล้ว แต่ กพอ. ยังไม่อนุมัติการแก้ไขสัญญา ทำให้เอกชนยังยื่นขอบัตร BOI ตามข้อ 6.1 (3) ไม่ได้ และ รฟท. ยังออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (NTP) ไม่ได้ แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 6 ปี

หนังสือระบุ ให้สัญญามีผลสิ้นสุด 1 ต.ค. 2569

ในข้อ 6 หนังสือสรุปว่าองค์ประกอบการใช้สิทธิตามข้อ 6.2 ครบถ้วนแล้ว 3 ข้อ คือ เงื่อนไขข้อ 6.1 (3) ไม่สำเร็จภายในกำหนด (30 ก.ย. 2569), เอกชนซึ่งเป็นฝ่ายได้รับผลกระทบไม่ได้ตกลงยกเว้นเงื่อนไข และคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่อาจตกลงขยายเวลาหรือหาแนวทางอื่นได้

ข้อ 7 การแจ้งใช้สิทธิให้สัญญาร่วมลงทุนฯ มีผลสิ้นสุดลงตามข้อ 6.2 ในกรณีรัฐไม่แก้ไขสัญญาร่วมลงทุนฯ อย่างทันท่วงที ระบุรายละเอียด ดังนี้

ด้วยเหตุผลตามที่ได้เรียนข้างต้น เอกชนคู่สัญญาจึงมีหนังสือฉบับนี้เพื่อแจ้งการใช้สิทธิให้สัญญาร่วมลงทุนฯ มีผลสิ้นสุดลงตามข้อ 6.2 มายัง รฟท. จากเหตุเมื่อครบกำหนดวันที่ 30 กันยายน 2569 กรณีเงื่อนไขตามข้อ 6.1 ของสัญญาร่วมลงทุนฯ ไม่อาจสำเร็จครบหมดได้ภายในวันดังกล่าว ตามที่ได้เรียนข้างต้น อันเป็นผลจากการที่รัฐไม่เห็นชอบการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนฯ ตามแนวทางที่คู่สัญญาได้เจรจาร่วมกันอย่างทันท่วงที

เอกชนคู่สัญญาให้ถือเอาหนังสือฉบับนี้เป็นหนังสือแจ้งการใช้สิทธิเลิกสัญญาร่วมลงทุนฯ ตามข้อ 6.2 โดยให้สัญญาร่วมลงทุนฯ มีผลสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป โดยมิต้องมีหนังสือบอกกล่าวฉบับอื่นใดอีก

ทั้งนี้ การให้สัญญาร่วมลงทุนฯ มีผลสิ้นสุดลงตามข้อ 6.2 ดังกล่าว เป็นการดำเนินการภายใต้กรอบของสัญญาร่วมลงทุนฯ และสอดคล้องตามหลักกฎหมายปกครองทั่วไปด้วยสัญญาทางปกครอง ที่ให้สิทธิแก่เอกชนในการเลิกสัญญาทางปกครองได้

อาทิ เมื่อมีเหตุที่ไม่ใช่ความผิดของเอกชนที่ทำให้เอกชนไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาทางปกครองได้ต่อไป ทั้งนี้ เอกชนคู่สัญญาขอเรียนเน้นย้ำว่า การให้สัญญาร่วมลงทุนฯ มีผลสิ้นสุดลงตามข้อ 6.2 นี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะและความเป็นธรรมต่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย และเป็นไปตามแนวทางจากการประชุมเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาโครงการฯ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569

ในกรณีที่สัญญาสิ้นสุดลง ทุกฝ่ายเห็นชอบร่วมกันโดยมีมติให้ รฟท. สกพอ. และเอกชนคู่สัญญา ร่วมกันจัดทำแผนเยียวยาความเสียหายและมาตรการบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการให้บริการสาธารณะและประชาชน รวมถึงจัดทำแผนเตรียมความพร้อมในการให้บริการสาธารณะในอนาคตต่อไป

บริษัทจึงถือเอาหนังสือฉบับนี้เป็นหนังสือแจ้งใช้สิทธิเลิกสัญญาร่วมลงทุนตามข้อ 6.2 โดยให้สัญญามีผลสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป โดยไม่ต้องมีหนังสือบอกกล่าวฉบับอื่นอีก พร้อมระบุว่าการใช้สิทธินี้เป็นไปตามกรอบสัญญาและหลักกฎหมายปกครองที่ให้สิทธิเอกชนเลิกสัญญาทางปกครองได้ในกรณีที่มีเหตุอันไม่ใช่ความผิดของเอกชน และเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะและความเป็นธรรมต่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย

ในกรณีที่สัญญาสิ้นสุด ทุกฝ่ายเห็นชอบให้ รฟท. สกพอ. และเอกชน ร่วมกันจัดทำแผนเยียวยาความเสียหายและมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อบริการสาธารณะและประชาชน

หนังสือดังกล่าวลงนามโดยกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท 2คน คือ นายสฤษดิ์ จิณสิทธิ์ และหม่อมหลวงสุภสิทธิ์ ชุมพล) พร้อมระบุผู้ประสานงานท้ายเอกสาร.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...