โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

NARIT เผยเบื้องหลังการออกแบบ ผลิต และติดตั้ง “CE-7 MATCH” จากโจทย์วิทยาศาสตร์สู่การพัฒนาอุปกรณ์สำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ฉางเอ๋อ 7

Manager Online

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เผยข้อมูลเบื้องหลังอุปกรณ์วิจัยวิทยาศาสตร์ “CE-7 MATCH”อุปกรณ์ขนาดเพียง 4.85 กิโลกรัม ที่จะเดินทางไปโคจรรอบดวงจันทร์กับภารกิจฉางเอ๋อ 7 ทุกชิ้นส่วนล้วนเกิดจากการออกแบบและพัฒนาร่วมกันระหว่างสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันวิจัยชั้นนำของจีน โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญไทย - จีน ภายใต้มาตรฐานการพัฒนาอุปกรณ์สำหรับภารกิจอวกาศระดับสากลที่เข้มงวดในทุกขั้นตอน

จุดเริ่มต้นของโครงการเริ่มจากโจทย์วิทยาศาสตร์ที่นักวิทยาศาสตร์ต้องตั้งเป้าหมายและกำหนดคำถามที่ต้องการค้นหาคำตอบจากดวงจันทร์ ได้แก่ การศึกษาการกระจายตัวของรังสีคอสมิก การวิเคราะห์พลังงานและทิศทางของอนุภาคที่ตกกระทบพื้นผิวดวงจันทร์ การศึกษาผลกระทบของรังสีต่อวัสดุและมนุษย์ เพื่อสนับสนุนการสร้างสถานีวิจัยบนดวงจันทร์ รวมถึงการตรวจจับอิเล็กตรอนพลังงานสูงจากดาวพฤหัสบดี ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลสำคัญต่อการวางแผนการสำรวจอวกาศห้วงลึกในอนาคต

เมื่อได้เป้าหมายทางวิทยาศาสตร์แล้ว ภารกิจต่อมาคือการแปลงสมการฟิสิกส์ให้กลายเป็นข้อกำหนดทางเทคนิค (Scientific Requirements) ซึ่งเป็นหน้าที่ของทีมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่ต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เช่น หากต้องการตรวจจับอิเล็กตรอนพลังงานสูงระดับ 100 MeV การออกแบบหัววัดจะต้องสามารถแยกชนิดของอนุภาค บอกทิศทางการเคลื่อนที่ และวัดพลังงานได้อย่างแม่นยำ โดยต้องมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และใช้พลังงานต่ำเพียงพอสำหรับภารกิจอวกาศ

โจทย์เหล่านี้ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป กระบวนการทำงานในช่วงแรกจึงเต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันตลอดเวลา ในขณะที่ทีมนักวิทยาศาสตร์พยายามผลักดันโจทย์เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุด ทีมวิศวกรไทยก็ต้องประเมินว่าความต้องการดังกล่าวสามารถสร้างได้จริงหรือไม่ ภายใต้ข้อจำกัดด้านวัสดุ น้ำหนัก กำลังไฟฟ้า และพื้นที่ติดตั้งบนยานอวกาศ นำไปสู่การปรับแก้แบบ (Redesign) ร่วมกันหลายครั้ง เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างสิ่งที่ต้องการวัดกับสิ่งที่สร้างได้จริง

จุดเปลี่ยนสำคัญของโครงการเกิดขึ้นเมื่อทีมวิศวกรไทยนำแบบจำลองแรก (First Model) ที่พัฒนาขึ้นนำเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญฝั่งจีน ในช่วงเวลานั้นโครงสร้างของอุปกรณ์ยังใช้วัสดุอะลูมิเนียม และมีน้ำหนักรวมกว่า 10 กิโลกรัม เมื่อทางฝั่งจีนพิจารณาโมเดลดังกล่าว จึงให้คำแนะนำและปรับแก้ข้อจำกัดต่างๆ ร่วมกับทีมไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมอวกาศจริงที่ต้องเผชิญเมื่อโคจรรอบดวงจันทร์ รวมถึงข้อกำหนดทางวิศวกรรมของยานฉางเอ๋อ 7 นำไปสู่การออกแบบโครงสร้างใหม่ทั้งหมดเพื่อลดน้ำหนักของอุปกรณ์ลง จนปรับเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ขั้นสูงอย่างแมกนีเซียมอัลลอยด์ ซึ่งช่วยลดน้ำหนักของอุปกรณ์ลงมากกว่าครึ่ง จนเหลือไม่ถึง 5 กิโลกรัมได้สำเร็จ

ขั้นตอนถัดไปคือการสร้าง Structural Model หรือ ต้นแบบโครงสร้าง เพื่อยืนยันว่าโครงสร้างของอุปกรณ์มีความแข็งแรง น้ำหนัก และจุดยึดติดเป็นไปตามข้อกำหนดของภารกิจ สามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนและแรงกระแทกที่เกิดขึ้นระหว่างการปล่อยจรวด รวมถึงทนต่อสภาพแวดล้อมสุดขั้วของอวกาศได้ ขั้นตอนนี้ยังใช้ตรวจสอบความถูกต้องของการประกอบชิ้นส่วน ความเข้ากันได้กับตำแหน่งติดตั้งบนยาน และยืนยันว่าสมมติฐานจากการออกแบบและการวิเคราะห์ทางวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์สอดคล้องกับผลการทดสอบจริง ก่อนเข้าสู่การพัฒนาระบบที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

จากนั้นสร้าง Electrical Model ต้นแบบระบบไฟฟ้าที่ได้รับการปรับปรุงโครงสร้างและน้ำหนักร่วมกับทีมจีนในขั้นตอนก่อนหน้า นำมาใช้ทดสอบการทำงานของระบบอิเล็กทรอนิกส์ การบริหารจัดการพลังงานและแหล่งจ่ายไฟ ระบบการสื่อสาร และระบบควบคุม พร้อมทั้งตรวจสอบความเข้ากันได้ของระบบทั้งหมด (System Compatibility) รวมถึงการทดสอบการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า (EMC/EMI) และการทดสอบเชื่อมต่อทำงานร่วมกับระบบหลักของยานอวกาศ เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์สามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องและมีความเสถียรตามที่ออกแบบไว้

หลังจากนั้นพัฒนาเป็น Qualification Model เป็นต้นแบบสำหรับการรับรองมาตรฐานอวกาศ โดยมีคุณสมบัติด้านโครงสร้าง ระบบไฟฟ้า และการทำงานใกล้เคียงกับอุปกรณ์ที่จะใช้งานจริง ขั้นตอนนี้ทีมวิศวกรไทยผลิตโครงสร้างอุปกรณ์จำนวนกว่า 81 ชิ้นขึ้นเองทั้งหมด ณ ห้องปฏิบัติการขึ้นรูปชิ้นงานเชิงกลความละเอียดสูง ภายในอุทยานดาราศาสตร์สิรินธร จังหวัดเชียงใหม่ โดยเลือกใช้วัสดุแมกนีเซียมอัลลอยด์ MB15 ซึ่งผ่านการรับรองสำหรับงานอวกาศ เนื่องจากมีน้ำหนักเบา แข็งแรง และทนต่ออุณหภูมิสูง พร้อมเคลือบนิกเกิลและพ่นสีขาวเพื่อลดการดูดซับพลังงานจากแสงอาทิตย์ ก่อนนำไปทดสอบด้านโครงสร้าง ความสั่นสะเทือน สุญญากาศ อุณหภูมิ และระบบไฟฟ้า อีกครั้งเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดจาก Electrical Model

เมื่อผ่านการทดสอบทั้งหมดแล้ว จึงเข้าสู่การประกอบ Flight Model ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับใช้งานจริงบนยานโคจรรอบดวงจันทร์ในภารกิจฉางเอ๋อ 7 โดยทุกชิ้นส่วนต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียด และดำเนินการตามมาตรฐานอุตสาหกรรมอวกาศที่กำหนดไว้ร่วมกันระหว่างไทยและจีน

และนี่คือเบื้องหลังความสำเร็จของ อุปกรณ์วิจัยวิทยาศาสตร์ CE-7 MATCH จะเห็นได้ว่าเกิดจากการทำงานร่วมกันของทีมนักวิทยาศาสตร์ ผู้กำหนดเป้าหมายและข้อกำหนดทางวิทยาศาสตร์ของภารกิจ กับทีมวิศวกร ผู้แปลงโจทย์บนหน้ากระดาษให้กลายเป็นอุปกรณ์วิจัยวิทยาศาสตร์ที่สามารถใช้งานได้จริงภายใต้มาตรฐานอุตสาหกรรมอวกาศ ทั้งสองทีมได้เปลี่ยนแนวคิดและสมการทางฟิสิกส์ สู่ฮาร์ดแวร์ที่ผ่านการรับรองให้เดินทางสู่อวกาศกับยานฉางเอ๋อ 7 ในเดือนสิงหาคมนี้ นับเป็นสิ่งที่พิสูจน์ถึงองค์ความรู้ ความสามารถ และศักยภาพของคนไทย ที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศร่วมกับพันธมิตรระดับนานาชาติได้อย่างภาคภูมิ

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...