ลุ้นนัดหน้าชี้ชะตา! "อดีตกมธ. ICT" บุกสภาฯยื่นหลักฐานมัด “ประธาน กสทช.” ขัดคุณสมบัติ ยันหากผิดจริงมีผลย้อนหลัง
">
“อดีตคณะกรรมาธิการ ICT” วุฒิสภา ตบเท้าเข้าให้ข้อมูลคณะกรรมการสรรหา กสทช. ยืนยันผลสอบ "นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์" ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามชัดเจน แย้มปมยืดเยื้อปีกว่าเพราะสับสนผู้มีอำนาจตัดสิน ล่าสุดกฤษฎีกา-ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดเป็นหน้าที่ "กรรมการสรรหาฯ" คาดลงมตินัดหน้า หากชี้ผิดมีผลย้อนหลังตั้งแต่ก่อนโปรดเกล้าฯ
วันที่ 26 มิ.ย.2569 เวลา 11.15 น.ที่รัฐสภา พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม (กมธ. ICT) วุฒิสภาชุดที่ผ่านมา พร้อมด้วย นายประพันธ์ คูณมี, นายนิพนธ์ นาคสมภพ และนางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา ร่วมกันแถลงข่าวหลังเข้าให้ถ้อยคำและยืนยันข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) การเข้าให้ข้อมูลในครั้งนี้ เป็นกรณีปัญหาการขาดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม รวมถึงการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.
พล.อ.อนันตพร เปิดเผยว่า คณะกรรมการสรรหาฯ ได้เชิญอดีต กมธ. ICT วุฒิสภา มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลการสอบหาข้อเท็จจริง หลังมีผู้ร้องเรียนว่าประธาน กสทช. มีคุณสมบัติไม่ครบถ้วน ซึ่งในฐานะผู้ตรวจสอบเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น จึงมายืนยันข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อให้คณะกรรมการสรรหาฯ ใช้ประกอบการพิจารณาและตัดสินใจ
ด้าน นายประพันธ์ คูณมี กล่าวเสริมถึงที่มาของเรื่องนี้ว่า นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภาในขณะนั้น ได้รับเรื่องร้องเรียนจาก นายภูมิสิทธิ์ (ผู้ร้องเรียน) ที่ระบุว่า ประธาน กสทช. มีคุณสมบัติขัดต่อกฎหมายและมีลักษณะต้องห้าม จึงได้มอบหมายให้ กมธ. ICT ดำเนินการตรวจสอบ
"กมธ. ได้ประชุมร่วมกันถึง 16 ครั้ง และทำรายงานสรุปชัดเจนว่ามีคุณลักษณะที่ขัดต่อกฎหมายจริง โดยรวบรวมหลักฐานอย่างละเอียด ทั้งเอกสารจากมหาวิทยาลัยมหิดล, เอกสารภาษี (ด.ส.40) จากสำนักงานสรรพากร, เอกสารจากธนาคารกรุงเทพ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างยืนยันตรงกันว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามคำกล่าวหา" นายประพันธ์ กล่าว
เมื่อถามถึงสาเหตุที่ปัญหานี้ล่วงเลยและล่าช้ามานานนับปี พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า ในช่วงเวลานั้นไม่มีความชัดเจนในข้อกฎหมายว่าอำนาจในการตัดสินชี้ขาดเป็นของใคร ระหว่างสมาชิกวุฒิสภา, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือศาลรัฐธรรมนูญ จนเกิดการตีความไปต่างๆ นานา อย่างไรก็ตาม ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและศาลรัฐธรรมนูญได้มีการตีความออกมาอย่างเป็นทางการแล้วว่า อำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยเรื่องนี้เป็นของ "คณะกรรมการสรรหา กสทช." จึงทำให้กระบวนการสามารถเดินหน้าต่อได้ในปัจจุบัน
เมื่อถามว่าหากผลการวินิจฉัยชี้ว่าขาดคุณสมบัติจริง จะมีผลย้อนหลังต่อการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมาหรือไม่นั้น พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่าให้มีผลตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติ ซึ่งขึ้นอยู่กับคณะกรรมการสรรหาฯ ว่าจะชี้ว่าเป็นวันใด
ขณะที่ นายประพันธ์ ได้ขยายความในแง่กฎหมายว่า ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ถือเป็นที่สุด และในคำวินิจฉัยของกฤษฎีการะบุว่า กรณีนี้เป็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าโปรดเกล้าฯ ดังนั้น ผลทางกฎหมายจึงต้องย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่เหตุแห่งการขาดคุณสมบัติตั้งแต่แรกเริ่ม
พล.อ.อนันตกร กล่าวทิ้งท้ายถึงกรอบเวลาว่า ในส่วนของ กมธ. ได้ส่งมอบข้อเท็จจริงและหลักฐานทุกอย่างครบถ้วนหมดแล้ว หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการสรรหาฯ ว่าจะต้องใช้เวลาอ่านทบทวนเอกสารอีกหรือไม่ แต่เชื่อมั่นว่ากระบวนการน่าจะลงมติชี้ขาดได้ในการประชุมอีกไม่เกิน 1 ครั้งหลังจากนี้