โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เข้าใจ ‘ภาวะเงินเฟ้อสูง’ กระทบคนทั่วไปอย่างไร ทั้งในแง่ค่าครองชีพ รายได้ เงินออม การลงทุน

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
เข้าใจ ‘ภาวะเงินเฟ้อสูง’ กระทบคนทั่วไปอย่างไร ทั้งในแง่ค่าครองชีพ รายได้ เงินออม การลงทุน

ไทยกำลังเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงอย่างเลี่ยงไม่ได้ สะท้อนได้จากราคาอาหารและบริการที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้น ตามการปรับตัวของราคาพลังงานที่ขาดแคลนจากภาวะสงครามในตะวันออกกลางครั้งล่าสุด เนื่องจากผู้ประกอบการไม่สามารถยับยั้งต้นทุนการขนส่งไว้ได้ จนต้องส่งผ่านไปยังราคาวัตถุดิบ

ประเด็นสำคัญ

  • ‘เงินเฟ้อ’ คืออะไร?
  • เงินเฟ้อสูงขึ้น กระทบ ‘ค่าครองชีพ’ แค่ไหน ?
  • เงินเฟ้อสูงขึ้นกระทบ ‘ค่าแรง’ แค่ไหน ?
  • ยามเกิด ‘ภาวะเงินเฟ้อ’ กระทบกับ ‘เงินออม – การลงทุน’ อย่างไร?
  • ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) คืออะไร เกี่ยวอะไรกับเงินเฟ้อ ?

ทางด้านสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ได้ปรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อไทยปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 1.5% – 2.5% ในกรณีฐาน (Base Case) เมื่อเดือนพฤษภาคม จากเดิมที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในช่วง 0.0% ถึง 1.0% (ค่ากลาง 0.5%) เมื่อเดือนมกราคม

ในกรณีแย่กว่านั้น (Worse Case) สนค.คาดว่าอัตราเงินเฟ้ออาจสูงถึง 2.5% – 3.5% หากราคาพลังงานยังคงปรับตัวสูงต่อเนื่องไปอีกในช่วงครึ่งหลังของปี พร้อมเตือนว่า ไทยมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation

นอกจากนี้ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 2/2569 ที่ประชุม กนง. ได้ปรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ในปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 2.9% จาก 0.3% ในประมาณการเดิมเมื่อธันวาคมปีก่อน เป็นกรณีฐาน (Base Case) และอาจพุ่งสู่ระดับ 5% ได้ในกรณีเลวร้าย (Worse Case)

THE STANDARD WEALTH ได้พูดคุย ดร.ฉมาดนัย มากนวล ผู้อำนวยการฝ่าย Business Risk & Macro Research ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อร่วมหาคำตอบว่าอัตราเงินเฟ้อครั้งนี้ จะส่งผลอย่างไรต่อ ‘เงินในกระเป๋า’ ของคนไทย ซึ่งครอบคลุมถึง เงินออม รายได้ ค่าครองชีพ ตลอดจนการจ้างงานของผู้ประกอบการที่มีแนวโน้มลดลง จนอาจทำให้ประเทศไทยเผชิญภาวะว่างงานจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงได้

ภาพ ดร.ฉมาดนัย มากนวล ผู้อำนวยการฝ่าย Business Risk & Macro Research ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ 1

ดร.ฉมาดนัย มากนวล ผู้อำนวยการฝ่าย Business Risk & Macro Research ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

‘เงินเฟ้อ’ คืออะไร?

ดร.ฉมาดนัยตอบ: เงินเฟ้อหมายความว่า อำนาจของเงินที่ถืออยู่ มีความสามารถในการซื้อสินค้าที่น้อยลง หรือพูดง่ายๆ ว่า ข้าวของมีราคาแพงขึ้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่ คนไทยมักเชื่อมโยง คำว่า ‘เงินเฟ้อ’ กับ คำว่า ‘ของแพง’ อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากปัจจัยด้านอุปสงค์ และปัจจัยด้านอุปทาน

“อัตราเงินเฟ้อเป็นเพียงการวัด ‘การเปลี่ยนแปลงของราคา’ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ไม่ใช่ระดับราคาที่แท้จริงในระยะยาว”

สำหรับเงินเฟ้อฝั่งอุปสงค์ (Demand-pull inflation) เกิดขึ้นเมื่อปริมาณสินค้าไม่เพียงพอกับความต้องการที่มีในตลาด ทำให้ราคาสินค้าและบริการมีราคาปรับตัวสูงขึ้น

ขณะที่เงินเฟ้อจากฝั่งอุปทาน (Cost-push inflation) เกิดขึ้นเมื่อราคาสินค้ามีการปรับตัวสูงขึ้น จากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ภาวะสงครามในปัจจุบัน ที่ทำให้พลังงานขาดแคลน จนราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลสืบเนื่องไปยังต้นทุนค่าขนส่ง และสินค้าอุปโภคบริโภคต่อไป

ส่วนภาวะ ‘เงินฝืด’ เกิดขึ้นเมื่อเงินที่ถืออยู่ มีอำนาจในการจับจ่ายที่มากขึ้น หรือ ‘อัตราเงินเฟ้อติดลบ’ อย่างไรก็ตาม คนทั่วไปอาจสับสน ‘เงินฝืด’ กับคำว่า ‘เศรษฐกิจฝืดเคือง’ ซึ่งหมายถึงภาวะเศรษฐกิจที่ลำบาก หางานยาก และการจับจ่ายใช้สอยชะลอตัว

เงินเฟ้อสูงขึ้น กระทบ ‘ค่าครองชีพ’ แค่ไหน ?

ดร.ฉมาดนัยตอบ: เงินเฟ้อส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพโดยตรงด้วยการทำให้ ‘ของแพงขึ้น’ เมื่อราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนในการใช้ชีวิตประจำวันหรือค่าครองชีพของเราก็จะพุ่งสูงตามไปด้วย

สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ เงินจำนวนเท่าเดิมที่เรามี จะสามารถใช้ซื้อของได้น้อยลงกว่าเดิม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ‘อำนาจซื้อ’ (Purchasing Power) หรือความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของเรากำลังลดลง

เงินเฟ้อสูงขึ้นกระทบ ‘ค่าแรง’ แค่ไหน ?

ดร.ฉมาดนัยตอบ: หากรายได้โตช้ากว่าของที่แพงขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ‘ค่าจ้างที่แท้จริง’ (Real Wage) จะลดลง ดังนั้น ประชาชนทั่วไปจึงสัมผัสได้ชัดเจนว่ากำลังซื้อของตัวเองแผ่วลง จับจ่ายใช้สอยได้ยากขึ้น และต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่หนักหนาขึ้น

เพื่อที่จะรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้ รายได้หรือค่าจ้างของเราจะต้องเติบโตให้ทันหรือมากกว่าราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น แต่ปัญหาคือในยุคที่เศรษฐกิจมีความฝืดเคืองร่วมด้วย การปรับขึ้นค่าจ้างมักทำได้ยากและไม่มีทางโตทันอัตราเงินเฟ้อ

ยามเกิด ‘ภาวะเงินเฟ้อ’ กระทบกับ ‘เงินออม – การลงทุน’ อย่างไร?

ดร.ฉมาดนัยตอบ: ภาวะเงินเฟ้อส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อมูลค่าที่แท้จริงของ ‘เงินออม’ และเป็นตัวบีบบังคับให้เกิดการปรับเปลี่ยนทิศทาง ‘การลงทุน’ โดยหลักการแล้ว ผลตอบแทนจากการออมเงิน เช่น ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ควรจะต้องสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ เพื่อรักษากำลังซื้อหรือรักษามูลค่าของเงินเอาไว้

ทว่าในสถานการณ์ที่ข้าวของแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว จะเกิดสภาวะที่ ‘เงินเฟ้อเอาชนะดอกเบี้ย’ ยกตัวอย่างเช่น หากนำเงิน 100 บาทไปฝากธนาคารและได้ดอกเบี้ย 5% เมื่อสิ้นปีก็จะมีเงิน 105 บาท แต่ถ้าอัตราเงินเฟ้อในปีนั้นพุ่งสูงถึง 10% สินค้าที่เคยมีราคา 100 บาทจะปรับตัวแพงขึ้นเป็น 110 บาท เท่ากับว่าเงินออม 105 บาทที่ได้มา จะไม่สามารถซื้อสินค้าชิ้นเดิมได้อีกต่อไป สะท้อนให้เห็นว่ามูลค่าที่แท้จริงหรืออำนาจซื้อของเงินออมกำลังลดลง

ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงที่เงินเฟ้อกำลังขยับตัวสูงขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามได้ไม่ทัน หรือต้องใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากต้องระมัดระวังข้อจำกัดจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังคงฝืดเคืองอยู่

เมื่อผลตอบแทนจากการออมแบบปกติแพ้เงินเฟ้อ ผลกระทบต่อเนื่องที่ตามมาจะทำให้พฤติกรรมใน ‘การลงทุน’ เปลี่ยนไป เนื่องจากไม่มีใครอยากปล่อยให้เงินของตัวเองมีค่าน้อยลง นักลงทุนจึงต้องพยายามหาทางเลือกอื่น โดยการย้ายเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าเพื่อที่จะเอาชนะอัตราเงินเฟ้อให้ได้ เช่น การนำเงินไปลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (AI) หรือการลงทุนในทองคำ

อย่างไรก็ตาม สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง ย่อมตามมาด้วยความเสี่ยงที่สูงเช่นกัน หากนักลงทุนเลือกไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวน ก็อาจมีความเสี่ยงที่จะเจอกับภาวะฟองสบู่แตก (Bubble) ได้ หรืออาจเผชิญความผันผวนด้านราคาจากการที่มีคนเข้าไปเก็งกำไรกันเป็นจำนวนมากในตลาดทองคำ ดังนั้น ผู้ที่จะย้ายเงินลงทุนเพื่อสู้กับสภาวะเงินเฟ้อ จึงต้องชั่งน้ำหนักข้อมูลและความเสี่ยงของสินทรัพย์แต่ละประเภทให้ดีก่อนตัดสินใจเสมอ

ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) คืออะไร เกี่ยวอะไรกับเงินเฟ้อ ?

ดร.ฉมาดนัยตอบ: ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) คือตัวเลขที่สะท้อน ‘ต้นทุน’ ฝั่งผู้ประกอบการที่ใช้ในการผลิต เช่น ค่าแรง ค่าไฟ ค่าน้ำมัน และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่างๆ เมื่อตัวเลข PPI เพิ่มขึ้น แปลว่าต้นทุนวัตถุดิบแพงขึ้น ผู้ผลิตที่ต้องการรักษากำไรก็จะพยายามส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้มายังผู้บริโภคด้วยการปรับขึ้นราคาสินค้าของผู้บริโภค (CPI)

ทั้งนี้ ในความเป็นจริง ผู้ประกอบการไม่สามารถผลักภาระให้ผู้บริโภคได้ในทุกสินค้า ขึ้นอยู่กับ ‘ความยืดหยุ่น’ ของสินค้าชนิดนั้นๆ

กลุ่มสินค้าจำเป็น เช่น พลังงาน ค่าขนส่ง อาหารการกิน สินค้าเหล่านี้ผู้บริโภคมีความจำเป็นต้องใช้ เลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ผู้ผลิตจึงสามารถผลักภาระต้นทุนมาให้ผู้บริโภคได้ค่อนข้างมาก

กลุ่มสินค้าที่มีความจำเป็นน้อย เช่น เสื้อผ้า การท่องเที่ยว กลุ่มโรงแรม หากผู้ประกอบการขึ้นราคา ผู้บริโภคก็อาจตัดสินใจไม่ซื้อ หรือตัดงบส่วนนี้ทิ้งไปเลย ดังนั้น สินค้ากลุ่มนี้จึงแทบจะขึ้นราคาไม่ได้ และผู้ประกอบการมักจะต้องยอม ‘กลืนเลือด’ หรือแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไว้เอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...