โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ขอโทษที... ชาตินี้ไม่เลือกท่าน!

นิยาย Dek-D

อัพเดต 01 มี.ค. 2567 เวลา 12.56 น. • เผยแพร่ 01 มี.ค. 2567 เวลา 12.56 น. • จับฉ่าย.ย
ชาติที่แล้วหานเฉียงเว่ยทุ่มสุดตัวเพื่อเลี้ยงสามีพิการ ทว่าผลตอบแทนที่ได้รับคือการทรยศหักหลัง ครั้นได้ย้อนกลับมานางจึงไม่ขอเดินซ้ำรอยเดิมอีก แต่จะทำได้อย่างใจหรือ? ในเมื่อนางดันจำอะไรไม่ได้เลย!

ข้อมูลเบื้องต้น

ชาติที่แล้วหานเฉียงเว่ยไม่เคยมีครอบครัวที่อบอุ่น เป็นเพียงเด็กคนหนึ่งที่ถูกละเลยและทำร้ายจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากคนในครอบครัว ครั้นเมื่อได้แต่งงานสร้างครอบครัวเป็นของตน นางจึงทุ่มสุดตัวเพื่อรักษามันไว้ให้ดี แม้ว่าสามีของนางจะเป็นเพียงคนตกอับและยังจะพิการด้วยก็ตาม

ทว่าภายหลังเมื่อสามีของนางหายดี ทั้งได้ก้าวขึ้นไปยืนในจุดสูงสุดแล้วนั้น เขากลับหักหลังและทิ้งขว้างนางอย่างไม่ใยดี ทำให้นางชอกช้ำจนต้องหาทางออกด้วยการปลิดชีพตนเองเพื่อหนีจากความเจ็บปวดในใจ

โชคดีที่สวรรค์เห็นใจคน ให้หนทางย้อนกลับมาแก้ไขอดีตอีกครั้ง แต่ดันตั้งเงื่อนไขไม่ให้นางจะอะไรในชาติก่อนได้!

แล้วหานเฉียงเว่ยจะทำอย่างไร? จะต้องเดินไปในหนทางที่ต้องพบกับความเจ็บปวดอีกอย่างนั้นหรือ!

บทนำ

ข้าจะเล่านิทานให้ท่านฟังหนึ่งเรื่อง

ไม่รู้ท่านจะมีเวลามากพอที่จะฟังจนถึงตอนจบหรือไม่ แต่อย่างไรก็ได้โปรดสละเวลาที่มีค่าของท่าน ลองฟังนิทานเรื่องนี้สักหน่อยเถิด

จากนั้นท่านช่วยตอบข้าทีว่าท้ายที่สุดแล้ว ตอนจบของนิทานเรื่องนี้นั้น มันช่างโศกเศร้ากระทั่งทำท่านเดือดดาล จนอยากจะกลับไปแก้ไขเรื่องราวเสียใหม่ หรือนิทานเรื่องนี้จะแค่เพียงทำให้ท่านถอนหายใจและรำพึงว่าสมควรแล้วที่เป็นเช่นนี้กัน?

ฟางซื่อ [1] มารดาของหานเฉียงเว่ยได้ชื่อว่าเป็นหญิงม่ายรูปโฉมงดงามมากที่สุดในหมู่บ้าน นางกับบุตรสาวอาศัยอยู่ด้วยกันตามลำพัง มีอาชีพทำไร่ไถ่นาเลี้ยงชีพเหมือนชาวบ้านคนอื่นๆ ทั่วไป

ฟังดูแล้วก็ไม่มีได้มีอะไรที่พิเศษมากนัก

ทว่านอกจากความงดงามของคู่มารดากับบุตรสาวที่เป็นที่เลื่องลือแล้ว มารดาของหานเฉียงเว่ยก็ยังมีความแตกต่างจากหญิงอื่นทั่วไป นั่นก็คือนางนั้นกลับเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถอย่างคาดไม่ถึง

เพราะในเวลาที่ว่างจากการหาเลี้ยงชีพ มารดาของหานเฉียงเว่ยกลับจับบุตรสาวมาสอนสี่รากฐานของวิญญูชน [2] แทนที่จะใช้เวลาว่างไปกับการตัดเย็บเสื้อผ้าหรือทำงานบ้านเยี่ยงหญิงสาวอื่นๆ สร้างความสงสัยว่าแท้จริงแล้วมารดาของหานเฉียงเว่ยนั้นอาจจะเป็นฮูหยินจากตระกูลใหญ่ที่โชคร้าย ต้องมาพบกับความลำบากกัน?

แต่แล้วความสงสัยนี้ก็ถูกทำให้กระจ่างในเวลาไม่นาน

เมื่อวันหนึ่งที่หน้ากระท่อมของสองแม่ลูกมีรถม้าหรูหราคันหนึ่งมาจอดอยู่

ชาวบ้านจึงเล่าลือกันว่าสิ่งที่พวกเขาคาดเดาไว้ก่อนนั้นหน้านั้นเป็นความจริง ที่แท้มารดาของหานเฉียงเว่ยเป็นฮูหยินจากตระกูลใหญ่จริงๆ แล้ววันนี้ก็เป็นวันที่พวกเขาได้กลับคืนสู่ตระกูลแล้วกระมัง

ทว่าใครจะรู้ว่าสิ่งที่พวกเขาคาดเดาดนั้นมีความจริงเพียงแค่ครึ่งเดียว นั่นก็คือหานเฉียงเว่ยเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่จริง แต่มารดานั้นกลับเป็นเพียงสาวใช้ห้องข้างที่ลักพาตัวนางมาเพราะมริษยาฮูหยินเอก!

หานเฉียงเว่ยถูกนำตัวกลับมาที่จวนแม่ทัพหานทันทีที่บิดาของนางค้นพบความจริง เวลานั้นในหัวของเด็กสาววัยสิบห้าปีมีแต่ความสับสนไม่เข้าใจ กระทั่งยังเสียน้ำตาให้ฟางซื่อด้วยซ้ำเมื่อต้องแยกจากกัน เพราะต่อให้สาเหตุที่ฟางซื่อลักพาตัวนางไปคือความโกรธแค้นที่ถูกละเลยจากเจ้านายผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี แต่อย่างไรฟางซื่อก็ยังเลี้ยงดูนางอย่างใส่ใจเสมอมา

ครอบครัวที่แท้จริงของหานเฉียงเว่ยประกอบไปด้วยบิดาผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ มารดา พี่ชายและพี่สาวที่ถูกสลับตัวกับนางเมื่อครั้งยังเป็นเด็กแบเบาะ

และเรื่องราวนิทานอันน่าสลดใจก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อหานเฉียงเว่ยอายุได้สิบเจ็ดปีในสองปีต่อมา

เมื่อตอนที่สองฮูหยินผู้เฒ่าของตระกูลหานกับตระกูลฮั่วยังมีชีวิตอยู่ พวกนางได้ทำสัญญาการหมั้นหมายระหว่างหลานสาวกับหลานชายของสองตระกูลเอาไว้ว่าหากเด็กทั้งสองอายุครบสิบแปดปีเมื่อไหร่ก็จะให้แต่งงานผูกสัมพันธ์ของสองตระกูลเข้าด้วยกัน

และเวลานั้นก็เป็นหลานชายฝ่ายตระกูลฮั่วอายุครบสิบแปดปีก่อน เขาจึงเป็นฝ่ายที่มาทักทวงสัญญาในอดีตที่ตระกูลหาน

เดิมทีสัญญานี้สมควรจะเป็นหานอี้ซี บุตรสาวที่ถูกจับสลับตัวเป็นผู้แต่งงานออกไป ด้วยเพราะคนที่ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฮั่วก็ถูกใจเป็นนางไม่ใช่หานเฉียงเว่ย

ทว่าเพราะในเวลานี้ตระกูลฮั่วที่เคยยิ่งใหญ่ กลับถูกลดขั้นเป็นเพียงตระกูลขุนนางต้องโทษ ถึงขั้นกล่าวได้ว่ามีฐานะเป็นเพียงขอทานตระกูลหนึ่ง ทำให้หานอี้ซีจึงไม่อยากจะแต่งให้เขา นางจึงมาขอร้องให้น้องสาวอย่างหานเฉียงเว่ยช่วย

หานเฉียงเว่ยนั้นเป็นเด็กที่มีจิตใจโอบอ้อมอารีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ทั้งยังหัวอ่อน พอนางเห็นความลำบากใจของครอบครัวก็รู้สึกทุกข์ใจตามไปด้วย

รวมทั้งเมื่อได้เห็นฮั่วฉีเหวินที่กำลังถูกหยามเกียรติจากการถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าบังเอิญเอื้อมมาทวงสัญญากับตระกูลใหญ่กว่าตนเองแล้วก็นึกสงสารจับใจ ดังนั้นนางจึงได้ยอมเป็นตัวแทนตบแต่งให้เขาแทนพี่สาวบุญธรรม

วันเวลาในตระกูลฮั่วของหานเฉียงเว่ยเต็มไปด้วยความลำบาก ทว่าความลำบากนี้นั้นเกิดจากความทุกข์เข็ญยากจน ส่วนในหัวใจนั้นกลับเป็นสุขเสียยิ่งกว่าดอกไม้ที่เบ่งบานในวสันตฤดู [3]

นางกับสามีช่วยประคับประคองใช้ชีวิตผ่านอุปสรรคนานัปการ ทั้งยังต้องอยู่ในเรือนเก่าที่ทรุดโทรม อดยากด้วยกัน ทนทุกข์กับความเจ็บป่วย อาบน้ำตาต่างน้ำพร้อมกัน จนเกิดความรักให้กันอย่างแท้จริง กระทั่งในวันที่ฮั่วฉีเหวินสามารถกอบกู้เกียรติยศคืนให้แก่ตระกูลฮั่วได้

หานเฉียงเว่ยจึงได้รู้ว่าความรักที่ผลิบานในใจนั้นเป็นนางเพียงผู้เดียวที่เกิดความรัก หากแต่ฮั่วฉีเหวินกลับไม่เคยรู้สึกอะไรต่อนางเลยสักนิด

ตอนนั้นเองที่หานเฉียงเว่ยเพิ่งจะเข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้ยอมรับเจ้าสาวที่ถูกสลับตัวอย่างง่ายดาย นั่นก็เพราะเขาไม่สนใจว่าผู้ใดจะแต่งให้เข้ามา สิ่งที่เขาต้องการนั่นก็คือการได้เชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลแม่ทัพเพื่อเป็นแรงส่งเสริมให้เขาได้กุมอำนาจที่ต้องการ นอกจากนี้ยังได้คนรับใช้มาดูแลตนในยามที่ยากลำบากอีกด้วย

และพอเมื่อเขาได้สิ่งที่ต้องการกลับคืนมา เขาก็สามารถกลับไปหาคนรักเก่าได้อย่างเต็มภาคภูมิ ทิ้งนางไว้ที่จวนเก่าโกโรโกโสเยี่ยงของเก่าที่เขาไม่ต้องการ

หานเฉียงเว่ยในเวลานั้นติดอยู่กับคำสัญญาหลอกลวง

ยังคงอดทนเชื่อมั่นว่าฮั่วฉีเหวินจะกลับมาหาตน

ยังเชื่อว่าทุกอย่างเป็นเพียงแค่แผนหนึ่งที่เขาจะต้องตบตาผู้คนเท่านั้น

จนกระทั่งนางได้เห็นเขาในชุดเจ้าบ่าวสีแดง ควบม้าไปรับเจ้าสาวผ่านจวนเก่าๆ ของพวกเขาไปโดยไม่ได้เหลือบแลมาสักนิด

หัวใจของนางเสมือนถูกเฉือนออกเป็นชิ้นๆ มองขบวนแต่งงานที่ในชีวิตนี้ไม่เคยได้รับเกียรติเช่นนี้ไปจนลับสายตา นางยิ้มส่งแผ่นหลังกว้างของเขา ความเจ็บปวดในใจมันแผ่ซ่านไปทั่งร่างจนนางลืมแม้กระทั่งวิธีหายใจ

นางเข้าไปในจวนเก่าๆ ของตระกูลฮั่ว บนโต๊ะยังมียาบำรุงครรภ์ที่นางอุตส่าห์เจียดเงินที่เหลือน้อยนิดไปซื้อหามากินวางไว้อยู่

หานเฉียงเว่ยเดินเข้าไปในห้องนอน จากนั้นก็ถือผ้าห่มผืนบางที่กันหนาวไม่ได้แม้แต่น้อย ยกเท้าเหยียบขึ้นไปบนเก้าอี้

นางหวังว่าจะสามารถลืมทุกอย่างได้ไปเสียเดี๋ยวนี้ ทว่าในหัวกลับปรากฏภาพระหว่างนางกับฮั่วฉีเหวินในยามที่ยังลำบากทีละภาพไม่หยุดหย่อน ทำเอานางเจ็บเจียนขาดใจ

หานเฉียงเว่ยไม่รู้ว่าหลังจากที่หลุดพ้นแล้วจิตของนางจะยังคงวนเวียนอยู่ข้างๆ กายหยาบอีกสองสามวัน

นางเฝ้าดูภาพร่างกายของตนเองค่อยๆ สลายไปตามกาลเวลา

มันน่าเกียจเสียจนตนเองยังจนดูไม่ไหว ทว่าในช่วงเวลาก่อนที่เฮยไป๋อู่ฉาง [4] จะมาพาตัวนางไป

ฮั่วฉีเหวินกลับไม่เคยกลับมาที่จวนเลยสักครั้ง

เอาล่ะ เมื่อท่านได้รู้เรื่องราวของหานเฉียงเว่ยทั้งหมดแล้ว ข้าจึงอยากจะขอถามความเห็นของท่านสักหน่อย

สมมติหากว่าย้อนเวลากลับไปได้ ท่านจะทำเช่นไร

ท่านยังจะยอมเป็นหมากตัวหนึ่งของเขา จะยอมเป็นบันไดให้เขาเหยียบย่างไปบนร่างของท่านเพื่อก้าวขึ้นไปบนยอดสูงเสียดฟ้าที่เขาต้องการหรือไม่?

หรือว่าจะปล่อยให้เรื่องราวอันแสนรันทดนี้กลายเป็นเพียงเรื่องเก่าเก็บเยี่ยงฝุ่นผง แหลกสลายไปเหมือนกับร่างของหานเฉียงเว่ยที่เปื่อยเน่าถึงเจ็ดวันจนกว่าจะมีคนมาพบกัน?

แต่สำหรับข้า กลับขอเลือกที่จะกลับไปแก้ไขอดีตนั่นเสียใหม่

ข้าหานเฉียงเว่ยผู้นี้ จะขอย้อนเวลากลับไปเพื่อที่จะได้แก้ไขข้อผิดพลาดไม่ให้ซ้ำรอยเดิม ข้าจะใช้ชีวิตใหม่ให้มีความสุขอย่างที่ข้าไม่เคยได้สัมผัส และที่แน่ๆ ข้าจะไม่วันเข้าไปข้องเกี่ยวกับคนใจอำมหิตอย่างฮั่วเหวินฉีอีก!

[1] ซื่อ คำต่อท้ายชื่อหญิงที่แต่งงานแล้ว โดยจะใช้คำว่าซื่อต่อท้ายสกุลเดิม โดยในที่นี้สกุลเดิมของมารดานางเอก คือ ฟาง

[2] สี่รากฐานของวิญญูชน : พิณ หมาก อักษร ภาพวาด

[3] ฤดูใบไม้ผลิ

[4] เฮยไป๋อู่ฉาง หรือ ยมทูตขาวดำ (黑白無常) ยมฑูตที่จะพาวิญญาณของคนที่ตายแล้วไปปรโลก

1/1 บุตรสาวที่ถูกสลับตัว

แววตาที่ดำมืดไปแล้วปรากฏแสงประกายแห่งชีวิตขึ้นมาอีกครั้งในดวงตากลมโต พร้อมกับเสียงวิ้งที่ดังก้องในโสตประสาทที่คงจะมีแต่เจ้าของร่างเพียงผู้เดียวที่ได้ยิน

นี่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าดวงจิตที่หลุดลอยออกจากร่างไปพร้อมกับความเจ็บแค้น ได้ย้อนกลับมาในกายหยาบของผู้เป็นเจ้าของสำเร็จแล้ว

หญิงสาวลืมตาพรึบขึ้นมาพร้อมกับหัวใจที่เต้นกระหน่ำรัวอยู่ในอก หากเป็นผู้อื่นก็คงจะรู้สึกงุนงงว่าทำไมถึงเกิดเรื่องประหลาดเช่นนี้ได้ นี่สวรรค์กำลังเล่นตลกอะไรกับชะตาชีวิตของมนุษย์ตาดำๆ อีกหรือไร

แต่เพราะหานเฉียงเว่ยจดจำได้ว่าดวงจิตของนางที่สมควรจะเดินข้ามสะพานไน่เหอไปแล้วนั้นได้ย้อนกลับมาโผล่อยู่ในร่างที่มีเลือดเนื้อ ทั้งสายตาก็มองเห็นอยู่ว่าเบื้องหน้าคือคานห้องนอนในตระกูลหานที่นางเคยเหม่อมองมันด้วยความหงอยเหงาทุกเช้าค่ำยาม

เพียงเท่านี้หานเฉียงเว่ยก็เข้าใจได้ว่านางคงจะย้อนกลับมาในอดีตตามพรที่ได้รับแล้วกระมัง

‘เทียนโฮ่วอยากจะทำกุศลในวันคล้ายวันประสูติของพระองค์ ทรงจึงประทานพรมาหนึ่งข้อ คือให้ดวงจิตของหญิงสาวในปรโลกได้ย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตที่พลาดพลั้งอีกหน แน่นอนว่าจะต้องเป็นดวงจิตที่ทำแต่ความดีจึงจะได้รับพรนี้ไป ทว่าเงื่อนไขนั้นออกจะพิสดารสักหน่อย นั่นก็คือวิญญาณตนนั้นจะไม่ได้ความทรงจำในอดีตติดตัวกลับไปด้วย เพราะทรงไม่อยากจะให้ดวงจิตที่ได้รับพร กลับไปแก้แค้น สร้างกรรมชั่วต่อ…”

หานเฉียงเว่ยนึกหวนไปยังตอนที่ยายเมิ่งประกาศเรื่องนี้ให้แก่ดวงจิตในปรโลกฟัง

พรวิเศษเช่นนี้ดวงจิตทุกตนย่อมจะสนใจกันทั่วหน้า แต่เพราะเงื่อนไขที่พิลึกพลั่น ให้ย้อนกลับมาแต่กลับไม่ให้จดจำเรื่องราวที่ผิดพลาดได้ จึงทำให้ไม่มีใครกล้าจะเสนอตัวว่า ด้วยเพราะคิดว่าเช่นนี้ก็อาจจะต้องกลับมาทนทุกข์เช่นเดิมเลยทำให้ไม่มีใครกล้าพอที่อยากจะได้รับพร

…นอกเสียจากนางเพียงคนเดียว

หานเฉียงเว่ยจำความเจ็บช้ำในอดีต ความรู้สึกร้าวรานในใจจนต้องพรากลมหายใจของตนเองได้ ทว่ากลับจดจำไม่ได้เลยว่าความรู้สึกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรและเป็นเพราะใคร แต่ที่ยังอยากจะย้อนกลับมาก็เพราะว่านางไม่เคยที่จะได้สัมผัสกับความสุขเลยสักครั้ง

ความสุขนั้นทำให้รู้สึกอย่างไรหนอ

นางอยากจะสัมผัสมันจริงๆ

ดังนั้นเมื่อขอรับพรมา ความทรงจำของหานเฉียงเว่ยที่มีในตอนนี้จึงหยุดลงแค่เพียงถึงตอนที่ตนเองหวนกลับคืนสู่ตระกูลหานมาหนึ่งปีแล้วเท่านั้น

“คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ เช่นนั้นก็ลุกขึ้นมาดื่มยาหน่อยเถิด”

เป็นเสียงของไฉ่หง สาวใช้คนสนิทของหานเฉียงเว่ยดังเข้ามาในห้องพร้อมากับถือถาดยาในมือ ทำให้หานเฉียงเว่ยหยุดชะงักการทบทวนความทรงจำในหัวแล้วหันไปมองที่นางแทน

“อืม ข้าหลับไปนานแล้วกระมัง” หานเฉียงเว่ยตอบรับเสียงเบา

สาวใช้คนสนิทวาถาดยาลงข้างเตียงแล้วเข้าไปประคองร่างของหานเฉียงเว่ยให้ลุกขึ้น ตอบคำเจ้านายเสียงเรียบๆ มีสีหน้าประหนึ่งกำลังทำงานที่หนักและน่าอัดใจเป็นอย่างมากอยู่ก็ไม่ปาน

“ไม่นานเจ้าค่ะ แต่เพราะว่าท่านป่วย วันนี้นายหญิงจึงสั่งให้ท่านอาจารย์หยุดสอนไปด้วย”

ไฉ่หงก็ยังเช่นเดิม หน้าตาสะสวย มีมารยาทสมกับเป็นบ่าวในตระกูลใหญ่ แต่แม้นางจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสาวใช้คนสนิทของหานเฉียงเว่ย ทว่ากลับไม่ได้สนิทสนมกับผู้เป็นนายเลยสักนิด

หนึ่งปีที่ผ่านมาถึงจะรับใช้อยู่ข้างกาย แต่นางกลับไม่เคยเอาใจเข้าใกล้หานเฉียงเว่ยเยี่ยงสาวใช้คนสนิทของคุณหนูคนอื่นๆ เลย

หญิงสาวพอจะจดจำเรื่องนี้ได้จึงไม่ได้คิดอะไรมาก นางรับถ้วยยามาดื่มพลางทบทวนความทรงจำที่มีเหลืออยู่ในสมองไปด้วย

“อาเว่ย เจ้าตื่นแล้วหรือ”

ครั้นยังไม่ทันที่จะระลึกถึงความทรงจำอื่นใด

เสียงเล็กๆ ของหญิงสาวหน้าตางดงามอีกคนดังก็เข้ามาในห้องพร้อมกับร่างกายอันแสนบอบบางน่าทะนุถนอมของนาง เสียงออดอ้อนที่ส่งเข้ามาก่อนตัวนั้น ราวกับว่ากำลังรอให้หานเฉียงเว่ยลืมตาขึ้นมาอยู่ทุกชั่วขณะ

หานเฉียงเว่ยเงยหน้าจากถ้วยยาขึ้นมามองคนที่มาใหม่ ที่แท้ก็เป็นหานอี้ซี บุตรของฟางซื่อที่ถูกสลับตัวกับนางไปเมื่อตอนยังแบเบาะนั่นเอง

หานอี้ซีในวัยเยาว์มีใบหน้าคล้ายคลึงกับบิดาอยู่บ้างจึงไม่มีใครนึกสงสัยว่าบุตรสาวถูกสลับตัว ทว่าเมื่อนางเติบโตขี้นมา หานอี้ซีกลับมีรูปโฉมเปลี่ยนไปคล้ายกับฟางซื่อ มารดาบังเกิดเกล้าของนาง แทนที่มีส่วนจะคล้ายกับเฉียวซื่อ ฮูหยินเอก

แม่ทัพหานจึงเกิดความสงสัยและได้แอบสืบค้นความจริงอยู่เงียบๆ แต่เมื่อพบความจริงแล้วกลับไม่ได้ขับไล่หานอี้ซีออกไป ด้วยอย่างไรนางก็มีสายเลือดของเขาครึ่งหนึ่งและทั้งตระกูลก็ยังผูกพันกับนางอยู่มากจึงเลี้ยงนางในฐานะคุณหนูใหญ่ต่อไป

“พี่สาว? ท่านมีอะไรหรือ แต่ว่าท่านอย่าเข้ามาหาข้าเลย ประเดี๋ยวจะติดไข้เอา” หานเฉียงเว่ยยิ้มพร้อมกับเตือนอีกฝ่าย

หานอี้ซีไม่สนใจ นิสัยของนางนั้นดื้อซนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอเห็นว่าหานเฉียงเว่ยตื่น นางก็วิ่งถลาเข้ามาหาที่เตียงนอนทันที

“ข้าไม่กลัวเป็นไข้หรอก จะกลัวก็แต่จางหมัวมัว [1] จะตีมือเสียมากกว่า! อาเว่ย ไม่รู้ว่าผ้าปักที่ข้าขอให้เจ้าช่วยทำเสร็จหรือยัง พรุ่งนี้เป็นชั้นเรียนเย็บปักแล้วนะ หากไม่มีส่งล่ะก็ ข้าตายแน่”

[1] หมัวมัว เป็นสรรพนามที่ใช้เรียกหญิงรับใช้อาวุโสเชิงยกย่อง ไปถึงย่า ยาย ในที่นี้ใช้เรียกนางข้าหลวงอาวุโส

1/2 บุตรสสาวที่ถูกสลับตัว

หานอี้ซีเล่าถึงจุดประสงค์ที่มาหาพร้อมกับทำหน้ามุ่ยไปด้วย

อากัปกิริยาที่เสมือนเด็กซนๆ ของหานอี้ซีทำให้คนรู้สึกเอ็นดูได้อย่างง่ายดาย แม้กระทั่งไฉหงก็ยังลอบอมยิ้มไปด้วย

“เรื่องนี้นี่เอง เสร็จแล้วล่ะ ประเดี๋ยวข้าจะให้ไฉหงไปหยิบมาให้”

“ดีจริง! อาเว่ย เจ้าดีต่อข้าที่สุด!” หานอี้ซีดีใจเป็นอย่างมาก นางรีบเข้ามากอดหญิงสาวบนเตียงทันใด

“หืม…. ที่แท้เจ้าก็อยู่ที่นี่เอง แม่ก็ให้คนตามหาเจ้าเสียทั่ว”

เฉียวซื่อ มารดาของหานเฉียงเว่ยเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับส่ายหน้าอย่างจนใจเมื่อเห็นว่าบุตรสาวทั้งสองกำลังหยอกล้อกันอยู่บนเตียง

หากนอี้ซีเห็นมารดาเข้ามาก็กระเด้งตัวลุกออกจากเตียงของหานเฉียงเว่ยวิ่งเข้าไปกอดแขนมารดาทันใด นางพูดพร้อมกับเอาหน้าถูไถต้นแขนของเฉียงซื่อออดอ้อนเยี่ยงลูกแมวน้อย

“ข้าก็แค่ห่วงอาเว่ยเท่านั้นเองเจ้าค่ะท่านแม่ พอนางป่วย ข้าก็ไม่มีคนพูดคุยด้วย ช่างเหงานัก!”

“แต่การที่เจ้ามากวนน้องพักผ่อนเช่นนี้ อาเว่ยก็คงจะหายจากอาการไข้ช้ากันพอดี เจ้าน่ะรีบกลับไปที่เรือนหลักได้แล้ว” เฉียวซื่อยกมือขึ้นมาหยิกปลายจมูกของหานอี้ซีด้วยความเอ็นดู

“จะให้ข้าไปนั่งจับเจ่าทำไมกัน น่าเบื่อจะตาย สู้ข้ามาดูอาเว่ยดีกว่า” หานอี้ซีทำปากยื่นอย่างเอาแต่ใจ

“ก็รีบไปหาพี่ชายเจ้าอย่างไรเล่า วันนี้เขากลับมาจากวังหลวงแล้วนะ” เฉียวซื่อตอบพร้อมรอยยิ้ม

“จริงหรือ! งั้นข้าไปหาพี่ชายก่อนนะเจ้าคะ!”

หานอี้ซีโห่ร้องดีใจเมื่อได้ยินว่าหานอี้เฉินกลับมาที่จวนแล้ว

คุณชายใหญ่ตระกูลหานคนนี้อายุยี่สิบปี บัดนี้ทำหน้าที่เป็นองครักษ์อยู่ที่วังหลวง เดิมมักจะยุ่งกับการเข้าเวรในวัง หนึ่งอาทิตย์จึงจะกลับจวนสักหนเพราะเช่นนี้หานอี้ซีจึงได้ดีใจนัก

หลังจากมองแผ่นหลังของหานอี้ซีวิ่งออกไปจากห้องพลางยิ้มบางด้วยความเอ็นดูแล้ว เฉียวซื่อก็หันมายิ้มให้กับหานเฉียงเว่ยบ้าง

“อาเว่ยเจ้ารู้สึกดีขึ้นบ้างหรือยัง ป่วยคราวนี้เจ้าก็ไข้ไม่ได้สติเสียตั้งสองวัน ทำเอาแม่ตกอกตกใจหมด”

“ดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ ลูกคิดว่าพรุ่งนี้ก็คงจะหายดีแล้ว” หานเฉียงเว่ยตอบกลับอย่างนอบน้อม

“อืม ดีแล้วล่ะ งั้นก็พักผ่อนให้มากๆ แล้วกัน แม่ขอไปดูพี่ชายของเจ้าก่อน เขาเพิ่งกลับมา ท่าทางเหน็ดเหนื่อยนัก”

เฉียวซื่อกำชับบุตรสาวจากนั้นก็หันหลังเดินออกไปจากห้องนอน ราวกับว่าการมาที่นี่ก็เพื่อมาตามหานอี้ซีเพียงเท่านั้น

หญิงสาวมองมารดาที่ไล่ตามหลังหานอี้ซีออกไปด้วยความรู้สึกขมปร่าในอก นางจำได้ว่าตอนที่อยู่กับฟางซื่อ อีกฝ่ายยังห่วงใยนางมากกว่านี้เสียอีก ทั้งยังเข้ามาลูบเนื้อตัวและโอบกอด ไม่เหมือนกับมารดาบังเกิดเกล้าที่เพียงแต่ยืนมองดูนางเฉยๆ เช่นนี้เลย

“คุณหนูรอง แล้วเรื่องผ้าปักทำให้คุณหนูใหญ่เล่าเจ้าคะ?”

ไฉหงเห็นทุกคนออกไปจากห้องแล้วจึงได้เอ่ยถามขึ้นมา

“เจ้าเอาไปฝากไว้กับบ่าวของนางที่เรือนเถอะ แล้วเจ้าเองก็ไปพักผ่อนเถิด ข้าอยากจะนอนพักสักหน่อย” หานเฉียงเว่ยสั่งการเสียงเบาด้วยความอ่อนแรงเพราะพิษไข้

“เจ้าค่ะ”

ไฉหงลอบโล่งใจที่ไม่จำเป็นต้องอยู่รับใช้ต่อ นางรีบหยิบผ้าปักลายนกกระเรียนวิ่งออกไปจากห้องของหานเฉียงเว่ยเยี่ยงคนอื่นๆ ทันที

ก็ที่ด้านนอกนั้นครื้นเครงกว่าห้องนอนอันแสนโศกเศร้าของคุณหนูหานเฉียงเว่ยเป็นไหนๆ นางยังเป็นสาวน้อยอยู่ย่อมจะไม่ชอบความอึมครึมในห้องนี้สักเท่าไหร่

เมื่อเหลือตัวคนเดียวในห้อง

หานเฉียงเว่ยก็ล้มตัวลงมานอนบนเตียงอย่างหมดแรง เหม่อมองไปยังคานห้องเหมือนกับเมื่อตอนที่นางได้ย้อนเวลากลับมาเมื่อครู่นี้และเหมือนกับทุกๆ วัน ในปีหนึ่งปีที่ผ่านมาตั้งแต่คืนฐานะกลับมาสู่ตระกูลหาน

แม้เรือนพักของหานเฉียงเว่ยจะอยู่ห่างจากเรือนหลัก แต่เสียงหัวเราะของหานอี้ซีก็ยังแว่วมาตามลม

หญิงสาวจินตนาการได้ว่าหานอี้เฉินคงจะกำลังหยอกอะไรหานอี้ซี้อยู่เป็นแน่ นางจึงได้หัวเราะเสียงใสแบบนี้

หนึ่งปีที่ผ่านมาแม้จะได้กลับคืนสู่ฐานะที่แท้จริง ทว่าหานเฉียงเว่ยกลับไม่ได้สัมผัสถึงความอบอุ่นของครอบครัวแม้แต่น้อย

ทุกคนดีใจที่ได้นางกลับมา แต่ก็เพราะความเหินห่างกันถึงสิบห้าปี ทำให้ทุกคนไม่ค่อยสนิทใจกับนาง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หานเฉียงเว่ยก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

ต่างจากหานอี้ซีที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยจึงรู้สึกผูกพันมากกว่า กระทั่งในบันทึกของตระกูลก็ยังไม่ยอมถอดรายชื่อของหานอี้ซีออกจากบุตรของแม่ทัพหานกับเฉียวซื่อ เพียงแต่เติมชื่อของหานเฉียงเว่ยต่อท้ายเข้าไปเท่านั้น

หญิงสาวหลับตาลง ฟังเสียงหัวเราะของหานอี้ซีพลางทบทวนเรื่องราวในใจ

ยากจะบอกว่านางไม่รู้สึกน้อยใจกับเรื่องเหล่านี้ ครอบครัวที่แท้จริงทำกับนางเสมือนคนนอก คำพูดคำจาและกระการกระทำก็ปฏิบัติต่อนางเหมือนแขกคนหนึ่งในจวน

แต่ว่านางควรจะทำเช่นไรดีนะ

อุตส่าห์ได้มีโอกาสย้อนกลับมาแบบนี้ก็น่าจะแย่งทุกสิ่งที่อย่างที่สมควรจะเป็นของนางกลับมาดีไหมเล่า

หานเฉียงเว่ยยกมุมปากยิ้มเยาะตนเอง

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...