ฉันคือคนดวงดีจนกระทั่งมาเจอเขา
ข้อมูลเบื้องต้น
ชีวิตก่อนตาย เธอกับแม่ถูกผู้เป็นพ่อขับไล่ออกจากบ้าน จากนั้นก็มาตายด้วยโรคร้าย ส่วนผู้เป็นพ่อก็ตายไปพร้อมกับผู้หญิงคนใหม่ของเขา ทว่าโชคดีที่คุณแม่ของเธอมีคนดูแลคนใหม่แล้ว ชีวิตหลังหย่าจึงไม่ใช่เรื่องเลวร้าย
ชีวิตที่สอง เมื่อตายไปแล้วกลับได้มาเกิดใหม่ในร่างของเด็กสาววัยสิบห้าปี ที่มีชื่อและแซ่เดียวกัน อีกทั้งชะตาชีวิตก็ไม่ต่างกันมากนัก เพราะคุณแม่กำลังจะถูกคุณพ่อขอหย่า แต่หญิงสาวที่ฝันเห็นอนาคตข้างหน้าว่าตระกูลจะล่มสลาย ก็รีบยุยงให้คุณแม่หย่าทันที แล้วก็ออกไปสร้างเนื้อสร้างตัวกันสองคน
เธอทำได้และทุกอย่างก็เป็นไปได้ด้วยดี ในร่างใหม่นี้เหมือนพกดวงดีติดตัวมาด้วย ทว่าดวงดีของเธอจะเปลี่ยนเป็นดวงซวยทันทีที่เจอเขา
เรื่องเลวร้ายในตระกูลมู่
คนรับใช้ในบ้านตระกูลมู่มารวมตัวกันที่หน้าห้องครัว ต่างก็กังวลกับเสียงทะเลาะวิวาทที่เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ตามมาด้วยเสียงขว้างปาข้าวของจากชั้นสองของบ้าน พวกเธอไม่รู้จะทำอย่างไรและก็ไม่กล้าหลบไปอยู่ที่อื่นเพราะกลัวผู้เป็นนายจะเรียกหา แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้มากกว่านี้ ด้วยไม่รู้ว่าตัวเองจะไปทำให้เจ้านายโมโหมากกว่าเดิมหรือไม่ แล้วจะพานให้ไม่มีงานทำเอาได้
เสียงทะเลาะของชายหญิงที่อยู่ในห้องทำงานบนชั้นสองของบ้าน หากผู้อื่นมาได้ยินคงคิดว่าเป็นการทะเลาะกันของคู่สามีภรรยา แต่ความจริงแล้วกลับเป็นเจ้านายกับเลขาสาว ซึ่งไม่รู้ว่าอะไรทำให้เลขากล้าที่จะเถียงอย่างไม่ยอมแพ้กับเจ้านายแบบนั้น คงต้องพกความกล้าอย่างมากที่จะทำเช่นนั้นได้
“เพราะเธอ ฉันไม่น่าเชื่อเธอเลย” มู่ห่าวอู๋ชี้นิ้วไปยังจางซูเม่ยเลขาสาวสวย พ่วงด้วยตำแหน่งผู้หญิงอีกคนของเขา นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเธอถึงกล้าเถียงกับเจ้านายของตัวเอง เพราะเธอไม่ได้คิดแค่ว่าตัวเองเป็นเลขาแต่คิดว่าเป็นภรรยาคนหนึ่งของเขา
เดิมทั้งสองเป็นเพียงเจ้านายกับเลขาเท่านั้น แต่ไม่ถึงหนึ่งปีหลังจากนั้นความสัมพันธ์ก็เปลี่ยนไป เมื่อได้ทำงานใกล้ชิดกัน ความเอาใจใส่ของจางซูเม่ยทำให้มู่ห่าวอู๋เกิดความรู้สึกเอนเอียง เขาจึงเริ่มปันใจให้เธอ หลงเสน่ห์ของจางซูเม่ยที่ทั้งสวยและน่ารัก ทั้งการทำงานที่ต้องเดินทางไปต่างเมืองด้วยกันบ่อยครั้ง แล้วในคืนหนึ่งความสัมพันธ์ของทั้งสองก็เลยเถิด
มู่ห่าวอู๋หลงรักจางซูเม่ยมากขึ้นเพราะเธอทั้งน่ารักและอ่อนหวานช่างเอาใจ ทำให้เขาละเลยภรรยาและลูกสาวคนเดียวของตัวเองไป แล้วก็หันไปเอาใจจางซูเม่ยแทน หญิงสาวผู้นั้นเริ่มชักชวนให้มู่ห่าวอู๋ลงทุนกับธุรกิจตัวอื่น ไปจนถึงทำให้เขาหันเข้าหาการพนัน
แรกเริ่มเพื่อความสนุกสนาน ตอนแรกก็ได้เงินเป็นกอบเป็นกำจนมู่ห่าวอู๋ติดใจ การลงทุนทำธุรกิจก็ร่วมกับคนที่รู้จักกันในกาสิโน อีกทั้งจางซูเม่ยก็บอกว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นนักธุรกิจใหญ่ที่เชื่อถือได้
มู่ห่าวอู๋ไม่ได้เชื่อทุกอย่างในทันที เขาสืบประวัติคนเหล่านั้นมาแล้ว จึงรู้ว่าบุคคลที่ชวนให้เขาร่วมลงทุนด้วย มีธุรกิจหลายอย่างและเป็นนักลงทุนที่เชื่อถือได้ เขาจึงใช้เงินที่ได้จากการพนันลงทุนไปกับคนเหล่านั้น และในตอนหลังก็ใช้เงินของตัวเองมาร่วมลงทุนเพิ่มอีกด้วย
เมื่อเล่นพนันจนถลำลึกจากที่ได้ก็กลายเป็นเสีย มู่ห่าวอู๋เล่นหนักมากขึ้นเพื่อหวังแก้มือและได้เงินคืนกลับมา จนยอมเอาบริษัทของตัวเองไปค้ำประกันกู้เงินกับคนพวกนั้นมา เพราะเห็นว่าเป็นคนกันเอง ร่วมลงทุนด้วยกัน จึงเชื่อใจพวกเขา
กว่าจะรู้ว่าถูกหลอกก็ตอนที่เขาแทบไม่เหลืออะไรแล้ว จางซูเม่ยก็ตีตัวออกหาก ตอนหลังถึงสืบรู้ว่าผู้หญิงคนนี้แท้ที่จริงแล้วทำงานให้กับคนเหล่านั้น ที่โกงเงินและหลอกเอาบริษัทของเขาไป พวกมันรวมหัวกันหลอกเขา
มู่ห่าวอู๋เก็บความแค้นเอาไว้แล้วก็หลอกให้จางซูเม่ยมาเจอกันที่บ้าน โดยบอกกับเธอว่าเขาหาเงินลงทุนมาเพิ่มได้แล้ว หญิงสาวก็เชื่อจึงได้มาพบเขา จากนั้นทั้งสองก็ทะเลาะกันใหญ่โต เมื่อมู่ห่าวอู๋ไม่ได้ต้องการจะพูดเรื่องธุรกิจแต่เรียกจางซูเม่ยมาต่อว่า
เสียงทะเลาะกันดังขึ้นอีกพักใหญ่ ก่อนที่จะมีเสียงปืนดังตามมา
ปัง! ปัง!
เสียงปืนดังขึ้นสองนัดเสียงทะเลาะกันก็เงียบลง คนรับใช้ในบ้านต่างก็ยกมือขึ้นมาปิดปากตัวเอง เสียงนั้นพวกเธอย่อมรู้ว่าเป็นเสียงปืนแต่ก็ไม่มีใครกล้าขึ้นไปดู เพราะกลัวว่าเสียงปืนนัดต่อไปลูกกระสุนจะมาอยู่ที่ตัวเอง เมื่อได้สติพวกเธอก็รีบเดินหนีออกไปทางหลังบ้าน
ปัง!
ก่อนจะมีเสียงปืนนัดที่สามดังตามมา จากนั้นพวกเธอก็วิ่งหนีกันอย่างไม่คิดชีวิต
รถตำรวจเข้ามาจอดในบ้านตระกูลมู่หลายคัน เจ้าหน้าที่กำลังเข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุหลังมีคนโทรไปแจ้งว่ามีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดภายในบ้าน
หลิวซูเซียวภรรยาตามกฎหมายของมู่ห่าวอู๋ เมื่อแม่บ้านโทรไปแจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านกับเธอ พร้อมทั้งบอกว่ามีเสียงปืนดังขึ้นด้วย หลิวซูเซียวจึงได้รีบกลับมาที่บ้านหลังนี้ บ้านที่ครั้งหนึ่งเธอเคยอาศัยอยู่กับสามีและลูก แต่พอเขามีผู้หญิงอีกคนและจะให้ผู้หญิงคนนั้นเข้ามาอยู่ในบ้านด้วย เธอรับไม่ได้จึงได้พาลูกสาวย้ายออกไปอยู่ที่อื่น
ทั้งสองกำลังเจรจาหาข้อตกลงที่จะหย่า แต่ยังไม่ทันได้หย่าก็เกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน
หลิวซูเซียวยืนให้ปากคำกับตำรวจอยู่ในบ้าน เธอยังไม่ได้ขึ้นไปดูที่เกิดเหตุ ข้างบนนั้นตำรวจกั้นเอาไว้ไม่ให้ผู้ใดขึ้นไป เธอจึงยังไม่เห็นสภาพของสามีแต่ได้ยินว่าทั้งสามีและจางซูเม่ยเสียชีวิตแล้ว
จากนั้นไม่นานเจ้าหน้าที่ก็ย้ายศพของทั้งสองลงมา แล้วก็นำขึ้นรถเพื่อไปตรวจพิสูจน์ที่โรงพยาบาลอีกที จนถึงตอนนี้หลิวซูเซียวก็ยังไม่ได้เห็นหน้าสามีของเธอ
ตระกูลมู่ตอนนี้มีผู้นำเป็นมู่ห่าวอู๋ ส่วนนายท่านมู่และภรรยาได้เสียชีวิตไปแล้ว ญาติพี่น้องคนอื่นหลังรู้ว่ามู่ห่าวอู๋เหลือเพียงแต่ตัว พวกเขาก็ไม่นับเป็นญาติอีก ครั้นมู่ห่าวอู๋เสียชีวิตไปทายาทจึงเหลือเพียงมู่จินเยว่ลูกสาวเพียงคนเดียวของเขา
ตำรวจสรุปคดีนี้ได้ว่ามู่ห่าวอู๋เป็นผู้ลงมือลั่นไกยิงจางซูเม่ยก่อน แล้วจึงยิงตัวเองตายตามไป คดีจึงจบไปเพียงเท่านั้น หลิวซูเซียวก็ไม่ติดใจอะไรอีก ญาติของจางซูเม่ยก็ไม่ติดใจอะไรเช่นกันเพราะทั้งสองได้ตายตามกันไปแล้ว
ในวันที่ไปรับศพของมู่ห่าวอู๋มาทำพิธี หลิวซูเซียวได้เจอกับมารดาของจางซูเม่ย ญาติของหญิงสาวคนนั้นมีเพียงแค่มารดาของเธอ ไม่มีคนอื่นอีก ไม่รู้ว่ามารดาของจางซูเม่ยรู้ถึงพฤติกรรมของลูกสาวหรือไม่ จึงไม่เรียกร้องอะไรจากเธอหรือครอบครัวของผู้ลงมือปลิดชีวิตลูกสาวตัวเอง หรืออาจเพราะคิดว่าตัวคนเดียวจึงไม่อยากจะต่อสู้เรียกร้องอะไรอีก
ทั้งสองไม่ได้พูดคุยกัน เมื่อทำเอกสารเสร็จก็รับศพคนตายกลับไปทำพิธี
พิธีการผ่านไปอย่างเรียบง่ายมีคนมาร่วมในงานเพียงไม่กี่คน เป็นคนที่สนิทสนมกันจริง ๆ เท่านั้น ญาติของมู่ห่าวอู๋ไม่มีใครมาร่วมพิธีเลย หลิวซูเซียวหันมองลูกสาวของเธออยู่บ่อยครั้ง ไม่รู้ว่าลูกคิดอะไรอยู่แต่เธอไม่ได้เห็นน้ำตาของลูกสาวเลย ตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องจนถึงวันนี้ แม้คนที่จากไปจะเป็นคุณพ่อของเธอก็ตาม
“หนูไม่เสียใจเหรอ” หลิวซูเซียวถามกับลูกสาว
“เสียใจค่ะ” มู่จินเยว่ตอบคุณแม่ของเธอ “แต่ก็ต้องทำใจไม่ใช่เหรอคะ ยังไงคนก็จากไปแล้ว”
“ใช่” หลิวซูเซียวพยักหน้าเห็นด้วยกับลูกสาว ก็ดีแล้วที่ลูกของเธอทำใจได้ หรือไม่ก็เพราะมู่จินเยว่รู้สึกผิดหวังกับคุณพ่อของเธออย่างมาก หญิงสาวจึงไม่ได้อาลัยอาวรณ์การจากไปของคุณพ่อมากนัก เพราะที่ผ่านมาชีวิตของเธอมีแค่คุณแม่เพียงคนเดียว
จากลา
โชคดีที่เมื่อเริ่มระแคะระคายเรื่องของสามีกับเลขา หลิวซูเซียวจึงให้นักสืบตามสืบเรื่องของทั้งสอง และก็ได้รู้ว่าทั้งสองคนแอบมีอะไรกันลับหลังเธอจริง ๆ
คุณนายมู่ก็เริ่มโยกย้ายเงินสดและทรัพย์สินบางส่วนที่เธอดูแลอยู่ ให้มาเป็นชื่อของเธอกับลูกสาว ครั้นรู้ว่าสามีติดการพนันเธอจึงไปคุยกับเขาและขอแบ่งสมบัติส่วนหนึ่งมา การพูดคุยในวันนั้นทำให้ทั้งสองทะเลาะกันใหญ่โต จนหลิวซูเซียวเก็บของและพาลูกสาวออกจากบ้านหลังนั้นไป
สามีที่ต้องการจะหย่าอยู่แล้ว เมื่อคิดได้ว่าไม่อยากให้เกิดปัญญายืดเยื้อ จึงยอมยกทรัพย์สินจำนวนหนึ่งให้กับภรรยาและลูก โดยมีข้อแม้คือหลิวซูเซียวจะต้องยอมหย่าแต่โดยดี ไม่มีการฟ้องร้องอีก ซึ่งหลิวซูเซียวก็ยอมตกลง แต่จะหย่าหลังเขาโอนทรัพย์สินเหล่านั้นมาเป็นชื่อของเธอแล้ว
หลิวซูเซียวได้ทรัพย์สินและเงินจากสามีมาไม่มาก เธอรู้อยู่แล้วว่าเขาเอาบริษัทและที่ดินจำนวนหนึ่งไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ ซึ่งตอนนี้เขาแทบไม่มีอะไรจะให้เธอแล้ว หลิวซูเซียวจึงยอมรับทรัพย์สินเล็กน้อยที่ได้ ยังดีว่าก่อนหน้านั้นเธอได้โยกย้ายบางส่วนมาเป็นของตัวเองแล้ว ซึ่งเป็นส่วนที่มู่ห่าวอู๋อาจลืมไปแล้วว่าเขาเคยมีอยู่ จึงไม่ได้ใส่ใจของพวกนั้นมากนัก
เงินที่ได้มาหลังจากมู่ห่าวอู๋โอนมาให้และที่โยกย้ายมาก่อนหน้านั้นอาจไม่มากมายนัก แต่ก็พอให้หลิวซูเซียวและลูกสาวใช้ชีวิตได้อย่างไม่ลำบาก ทั้งเธอยังได้ร้านอาหารของตัวเองมาด้วย ถึงจะหย่ากันแล้วก็ยังมีลู่ทางทำมาหากินได้ เธอคิดว่าจะสามารถดูแลตัวเองและหาเลี้ยงลูกสาวได้อย่างสบาย ทว่าจัดการเรื่องโอนย้ายทรัพย์สินเสร็จสิ้น ยังไม่ทันได้หย่ากันมู่ห่าวอู๋ก็มาจบชีวิตไปเสียก่อน
หลังมู่ห่าวอู๋เสียชีวิตไปก็มีทนายมาพบกับหลิวซูเซียวกับมู่จินเยว่ พร้อมทั้งแจ้งเรื่องพินัยกรรมที่เขาได้ทำไว้ให้กับลูกสาว สองแม่ลูกจึงได้รู้ว่ามู่ห่าวอู๋ได้ยกบ้านหลังหนึ่งให้เป็นชื่อของลูกสาว และยังมีเงินสดอีกจำนวนหนึ่งที่เขาฝากเอาไว้ในบัญชีของมู่จินเยว่ ผู้ชายคนนั้นคงวางแผนจะก่อเหตุมาแล้ว เขาจึงเตรียมการทุกอย่างไว้เป็นอย่างดี
แต่อย่างน้อยในท้ายที่สุดแล้ว ผู้ชายคนนั้นก็ยังมีความเป็นพ่อเหลืออยู่ เขาไม่ได้ให้อะไรกับหลิวซูเซียวอีก แต่เขาเหลือเงินจำนวนหนึ่งกับบ้านไว้ให้ลูกสาว ส่วนบริษัทที่บรรพบุรุษสร้างมาก็ถูกผู้อื่นยึดไป หลิวซูเซียวไม่ได้สนใจบริษัทนั้น เมื่อเสียไปแล้วก็เสียไป
สองแม่ลูกใช้ชีวิตอย่างไม่ลำบาก มีความสุขดีตามสมควร จนมู่จินเยว่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ คุณแม่ก็มีความสุขมาก
ทว่าความสุขของหลิวซูเซียวก็อยู่ได้ไม่นาน สองปีต่อมาคุณหมอตรวจพบว่ามู่จินเยว่เป็นมะเร็งสมอง เมื่อทราบผลก็ทำการรักษาโดยการผ่าตัดและฉายแสงต่อ แต่เซลล์มะเร็งก็ยังคงลุกลาม คุณหมอรักษาเต็มที่แล้ว ทำทุกอย่างแล้ว เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ได้บอกให้คนไข้กับญาติทำใจเผื่อไว้บ้าง และแจ้งกับญาติไว้ว่าคนไข้อาจจะอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งปี
มู่จินเยว่ต้องลาออกจากมหาวิทยาลัยมาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน เธอพยายามสู้กับโรคร้ายเพราะไม่อยากให้คุณแม่เป็นห่วงมาก หญิงสาวไม่ยอมนอนติดเตียงให้คุณแม่เป็นกังวล ทว่าถึงใจของเธอจะสู้แต่นานวันเข้าร่างกายกลับสู้ต่อไม่ไหว สุดท้ายก็ได้แต่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อีก
หนึ่งปีให้หลังมู่จินเยว่ก็จากไป
แต่ก่อนที่เธอจะจากไปก็รู้สึกหมดห่วง เมื่อเห็นว่าคุณแม่ของเธอมีคนดูแลแล้ว ผู้ชายคนนั้นเป็นนายทหารที่มักจะแวะมาทานอาหารที่ร้านเป็นประจำ จนทั้งสองได้เริ่มพูดคุยกันและเขาก็ไม่รังเกียจแม่ม่ายอย่างหลิวซูเซียว
มู่จินเยว่เห็นด้วยที่คุณแม่จะคบหากับตู้เฟยอวี่ เธอสัมผัสได้ว่าเขาเป็นคนดี ทั้งยังดีกับเธอด้วย ในยามที่เธอป่วยเขาก็ใส่ใจช่วยดูแล
ก่อนที่มู่จินเยว่จะจากไปได้ขอให้ทั้งสองแต่งงานกัน เพื่อที่เธอจะได้จากไปอย่างหมดห่วง ตู้เฟยอวี่ที่หลงรักหลิวซูเซียวตั้งแต่แรกพบ ครั้นรู้ว่าเธอเป็นม่ายเขาก็ไม่นึกรังเกียจ เขาเห็นด้วยกับความคิดของมู่จินเยว่
วันนั้นเขาจึงได้คุกเข่าขอหลิวซูเซียวแต่งงาน เพื่อความสุขของลูกสาว คุณแม่จึงยอมตอบรับตู้เฟยอวี่ และอีกอย่างเธอก็เริ่มชอบเขาบ้างแล้ว
งานแต่งไม่ได้จัดพิธีใหญ่โตเพียงเชิญพี่น้องมานั่งทานข้าวด้วยกันที่บ้าน แล้วทั้งสองก็ไปจดทะเบียนสมรสกันเท่านั้น
ครั้นมู่จินเยว่สบายใจที่คุณแม่ของเธอมีคนดูแลแล้ว จากนั้นไม่ถึงเดือนหญิงสาวก็จากไปอย่างสงบ
หลิวซูเซียวแม้จะเสียใจที่ลูกสาวจากไปก่อนวัยอันควร แต่เธอก็ทำใจไว้บ้างแล้ว และคิดว่าการที่ลูกจากไปอาจจะดีกว่าทนเจ็บปวดทรมานอยู่แบบนี้ การจากไปของมู่จินเยว่ก็เพื่อปลดปล่อยเธอจากความเจ็บปวดทั้งปวง
โลกใบใหม่กับผู้หญิงในความฝัน
กลิ่นของโรงพยาบาลซึ่งเป็นกลิ่นที่มู่จินเยว่คุ้นเคยเป็นอย่างดี เธอเข้าออกโรงพยาบาลนานกว่าหนึ่งปีจึงจำกลิ่นที่เธอไม่ชอบนี้ได้ แต่เธอตายไปแล้วทำไมถึงยังได้กลิ่นนี้อยู่อีก
เปลือกตาของหญิงสาวกะพริบก่อนจะลืมขึ้นมา แล้วเธอก็ต้องแปลกใจที่เห็นว่าตัวเองอยู่ในโรงพยาบาลจริง ๆ แต่เธอตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ จำได้ว่ายังอยู่ในงานศพของตัวเองจนแล้วเสร็จ เธอยังยิ้มให้คุณแม่และเอ่ยขอบคุณตู้เฟยอวี่ที่อยู่เคียงข้างคุณแม่ของเธอตลอด แม้ทั้งสองคนจะไม่เห็นเธอก็ตาม
ในวันที่พิธีศพของเธอเสร็จสิ้น มู่จินเยว่คิดว่าจากนี้จะเป็นยังไงต่อ แล้วหลังจากนั้นเธอก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย เธอจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น จนลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็เห็นว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลแล้ว
“ตื่นแล้วเหรอ” เสียงเอ่ยถามด้วยความดีใจเรียกสายตาของมู่จินเยว่ให้หันไปมอง แล้วก็ต้องตกใจที่เห็นหน้าผู้หญิงคนนั้น ตลอดเวลาที่เธอป่วยมู่จินเยว่มักจะฝันเห็นผู้หญิงคนนี้ ฝันเห็นลูกสาวของอีกฝ่าย ฝันเห็นสถานที่แปลกใหม่ ไม่ได้ย้อนยุคหรือก้าวไปไกลกว่าโลกที่เธออยู่ แต่ก็ไม่ใช่สถานที่ที่เธอคุ้นเคยหรือเคยพบเห็นมาก่อน
มู่จินเยว่ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงฝันเห็นครอบครัวนี้ซ้ำ ๆ ทั้งยังแปลกใจที่ลูกสาวของผู้หญิงตรงหน้านี้ก็มีชื่อแซ่เดียวกับเธอ
หญิงสาวหันมองไปรอบห้อง ที่นี่เป็นโรงพยาบาลแต่ไม่ใช่โรงพยาบาลเดียวกับที่เธอเคยรักษาตัว จนถึงตอนนี้มู่จินเยว่ก็ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ
“เป็นอะไรหรือเปล่า” ลู่ม่านหลิวถามกับลูกสาวด้วยความเป็นห่วง เพราะเห็นว่ามู่จินเยว่เอาแต่มองไปรอบห้อง แล้วก็ไม่พูดอะไร “เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
ว่าแล้วลู่ม่านหลิวก็กดปุ่มเรียกพยาบาล ไม่นานคุณหมอและคุณพยาบาลก็เข้ามาในห้อง จากนั้นก็เริ่มซักถามอาการของคนป่วย มู่จินเยว่ก็ตอบไปตามความจริง
มู่จินเยว่มักฝันถึงลู่ม่านหลิวและลูกสาวของเธอที่มีชื่อว่ามู่จินเยว่เหมือนกัน จึงได้เห็นว่าทั้งสองคนมีชีวิตไม่ต่างจากเธอและคุณแม่ของเธอ คือสามีมีผู้หญิงคนอื่นอีกและก็พาเข้ามาในบ้าน ทว่าลู่ม่านหลิวและหลิวซูเซียวกลับมีนิสัยที่แตกต่างกันมาก
ลู่ม่านหลิวไม่สู้คนเอาแต่ร้องไห้เมื่อสามีพาผู้หญิงอีกคนเข้ามาในบ้าน และไม่ยินยอมที่จะหย่า ด้วยเหตุผลว่ายังรักสามีและไม่อยากให้ลูกสาวกลายเป็นเด็กไม่มีพ่อ อีกทั้งก็กลัวว่าหากหย่าไปแล้วตัวเองจะเป็นที่นินทาของผู้อื่น กลัวจะไม่สามารถมองหน้าใครได้อีกแม้แต่ครอบครัวของเธอ
แต่หลิวซูเซียวนั้นต่างออกไป เมื่อรู้ว่าสามีนอกใจแผนการมากมายก็ผุดขึ้นมาในหัว ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถจัดการโยกย้ายเงินและทรัพย์สินบางส่วนมาเป็นของเธอได้
ทว่าเหตุการณ์ที่ลูกสาวเจ็บตัวครั้งนี้ทำให้ลู่ม่านหลิวเริ่มคิดได้ ลูกสาวของเธอถูกหลานสาวของเผิงซูลี่ ผู้หญิงคนใหม่ของสามีผลักตกบันได แต่สามีของเธอกลับไม่เข้าข้างลูกสาว ไม่ปกป้องมู่จินเยว่ และไปเห็นดีเห็นงามกับเมียน้อย ไม่ว่ากล่าวหรือลงโทษเผิงเจียลี่ที่เป็นคนผลักมู่จินเยว่ตกบันได แต่กลับบอกว่ามู่จินเยว่ตกลงมาเอง ทั้งที่คนรับใช้ในบ้านต่างก็ยืนยันว่าเผิงเจียลี่เป็นคนผลักมู่จินเยว่
คนเป็นแม่เจ็บปวดที่สามีทำกับลูกสาวของเธอแบบนี้ อาจเพราะมู่จินเยว่เป็นผู้หญิง มู่อู๋ซวนจึงไม่ไยดีลูกสาว ผู้หญิงคนนั้นมีลูกชายให้เขา ทำให้มู่อู๋ซวนเอาใจไปเข้าข้างเผิงซูลี่มากกว่า
ตลอดเวลาที่ผ่านมาลู่ม่านหลิวไม่เคยรู้ว่าสามีแอบไปมีผู้หญิงอีกคน และก็มีลูกชายด้วยกันจนอายุสิบสี่ปีแล้ว ซึ่งห่างจากมู่จินเยว่เพียงแค่ปีเดียว
มู่อู๋ซวนอยากจะรับลูกชายเข้ามาอยู่ในบ้าน จึงทำทุกอย่างให้ลู่ม่านหลิวยอมหย่า และออกไปจากตระกูลมู่ เพื่อที่เขาจะได้เชิดชูหญิงคนรักให้มีหน้ามีตาในสังคม ชดเชยช่วงเวลาที่ต้องแอบซ่อนเธอเอาไว้ ลู่ม่านหลิวถูกชี้หน้าด่าทอว่าทุกอย่างเป็นความผิดของเธอ เพราะเธอไม่มีลูกชายให้เขา ไม่มีคนสืบสกุลให้เขา มู่อู๋ซวนจึงต้องทำเช่นนี้
ทั้งที่ความจริงแล้วเผิงซูลี่เป็นคนรักของมู่อู๋ซวน เขาไม่เคยลืมเธอ ลู่ม่านหลิวคิดว่าสามีลืมผู้หญิงคนนี้ไปแล้ว ตั้งแต่วันที่เขาเลือกที่จะแต่งงานกับเธอ เธอเพิ่งได้รู้เมื่อไม่กี่วันก่อนว่าเขาไม่เคยลืมคนรักของตัวเอง และที่แต่งงานกับเธอก็เพราะผลประโยชน์เท่านั้น
ตอนนี้ตระกูลมู่เข้มแข็งแล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งความช่วยเหลือจากตระกูลลู่อีก มู่อู๋ซวนจึงไม่จำเป็นต้องให้ลู่ม่านหลิวมาอยู่ข้างกายของเขา
ช่วงเวลาที่ลูกสาวรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล คนเป็นพ่อไม่เคยมาเยี่ยมสักครั้ง ลู่ม่านหลิวมองลูกสาวที่หลับไปอีกครั้งด้วยความสงสาร เธอจึงตัดสินใจได้ในตอนนั้นว่าจะพาลูกออกมาจากบ้านหลังนั้น ในเมื่อพวกเขาไม่ต้องการเธอกับลูกแล้ว ลู่ม่านหลิวก็ไม่คิดจะอยู่ต่อ ส่วนหนึ่งก็เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับลูกสาวของเธออีก และอีกอย่างเธอก็ทนเห็นสามีอยู่กับผู้หญิงคนนั้นไม่ได้แล้ว เขารักและดูแลเผิงซูลี่เป็นอย่างดี ผิดกับที่เคยปฏิบัติต่อเธอ ทำให้รู้ว่าที่ผ่านมาเขาไม่เคยรักเธอเลย
ขณะที่มู่จินเยว่หลับไปอีกครั้ง ระหว่างนั้นเธอได้ฝันเห็นเรื่องราวของคนตระกูลมู่ในโลกใบนี้ ในฝันเธอเห็นความย่อยยับพังพินาศของตระกูลนี้ ฝันเห็นลู่ม่านหลิวจะต้องตายจากการวางยาของสามี ฝันเห็นกิจการของตระกูลมู่กลายเป็นของคนอื่น ฝันเห็นมู่อู๋ซวนที่ต้องตายอย่างเดียวดาย
ในระหว่างนั้นความทรงจำต่าง ๆ ของคนที่มีชื่อแซ่เดียวกันกับเธอ ก็หลั่งไหลเข้ามาในหัว และได้รู้ว่าเธอมาอยู่ในร่างของมู่จินเยว่คนใหม่ ส่วนวิญญาณของร่างนี้ได้จากไปแล้ว หญิงสาวคนนั้นมาลาเธอและฝากดูแลแม่ผู้น่าสงสารด้วย ครั้นมู่จินเยว่อีกคนมาลา มู่จินเยว่ในร่างใหม่ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา
เมื่อตื่นแล้วก็เห็นท้องฟ้าด้านนอกเริ่มสว่าง และเห็นลู่ม่านหลิวยังนั่งอยู่ที่โซฟา แล้วเหม่อมองผ่านหน้าต่างกระจกออกไปข้างนอก เหมือนว่าเธอจะยังไม่ได้นอน
“นอนไม่หลับเหรอคะ” เมื่อได้รับรู้เรื่องราวทุกอย่างชัดเจนขึ้นจากความทรงจำของร่างเดิม ไม่ได้ผ่านความฝันเช่นที่ผ่านมา มู่จินเยว่ก็รู้สึกสงสารลู่ม่านหลิวแม่ของเธอในชีวิตใหม่นี้
“จินเยว่ แม่หย่ากับคุณพ่อดีไหม ลูกจะอายเพื่อนหรือเปล่า” ลู่ม่านหลิวถามกับลูกสาววัยสิบห้าปีของเธอ ซึ่งพอจะรับรู้และเข้าใจเรื่องต่าง ๆ แล้ว แต่ลู่ม่านหลิวก็ยังมีความกังวล ว่าจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่
“ถ้าทนไม่ไหวแล้วก็หย่าเถอะค่ะ ไม่ต้องกลัวว่าหนูจะอายเพื่อนหรือจะถูกเพื่อนล้อ บางทีการออกไปอยู่กันสองคน อาจจะทำให้เราแม่ลูกมีความสุขมากกว่าก็ได้นะคะ”
ที่ผ่านมาลู่ม่านหลิวไม่เคยมีความสุขเพราะสามีไม่ได้รักใคร่ใส่ใจเธอมากนัก มีแต่เธอที่รักเขา แล้วยังพาผู้หญิงอีกคนเข้ามาในบ้าน ยิ่งสร้างความเจ็บช้ำใจให้กับเธอ จากที่ไม่ค่อยสนใจลู่ม่านหลิวอยู่แล้วก็ยิ่งละเลย ทำให้เธอต้องนอนร้องไห้ทุกคืน
มู่จินเยว่ก็ไม่เคยมีความสุข ยิ่งมาเห็นว่าคุณพ่อรักลูกอีกคนมากกว่าเธอก็ยิ่งน้อยใจ เด็กสาวไม่เคยได้รับความรักจากผู้เป็นพ่อมาก่อน ครั้นเห็นคุณพ่อให้ความรักกับลูกอีกคนมากกว่า ตามใจทุกอย่าง เอาใจทุกอย่าง เธอก็ยิ่งเจ็บปวดใจ
ครั้นมู่จินเยว่คนใหม่มาอยู่ในร่างนี้ เธอเคยประสบพบเจอกับเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว ทำให้ไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องทน เธอเห็นแล้วว่าคุณแม่ของเธอที่หย่าและออกมาใช้ชีวิตของตัวเอง กลับมีความสุขมากกว่า มู่จินเยว่จึงอยากให้ลู่ม่านหลิวมีความสุขแบบนั้นเหมือนกัน
และยังมีเรื่องความฝันนั่นอีก มู่จินเยว่คิดว่าฝันนั้นเป็นลางบอกเหตุ อนาคตตระกูลมู่จะสูญสิ้นไม่เหลืออะไรอีก แล้วทำไมเธอกับแม่จะต้องทนอยู่ที่นั่นต่อไปด้วย
“แม่จะหย่ากับคุณพ่อ แม่ไม่อยากให้มีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นกับลูกอีก” ลู่ม่านหลิวกลัวว่าคนพวกนั้นจะกลั่นแกล้งลูกสาวของเธอหนักขึ้นเรื่อย ๆ ทำกับเธอยังพอทนได้แต่ทำกับลูกสาวเธอทนไม่ได้ ครั้นได้ยินลูกบอกว่าถ้าออกไปอยู่ด้วยกันสองคนอาจจะมีความสุขมากกว่า ลู่ม่านหลิวก็ตัดสินใจได้ในทันที
“อยู่ที่นั่นหนูไม่มีความสุข หนูอยากจะออกมาจากบ้านหลังนั้นค่ะ” มู่จินเยว่จำต้องพูดย้ำให้คุณแม่ของเธอตัดสินใจออกมาจากบ้านหลังนั้น
เมื่อลูกสาวบอกว่าไม่มีความสุข คนเป็นแม่ก็ปวดใจ “ได้ แม่จะหย่า เราจะออกมาจากบ้านหลังนั้น”
ลู่ม่านหลิวคิดจะออกมาจากที่นั่นให้เร็วที่สุด แม้จะต้องออกมาแต่ตัวก็ตาม ทว่ามู่จินเยว่กลับคิดต่างออกไป เธอกับคุณแม่จะต้องได้อะไรติดตัวมาบ้าง