โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จัก “ศิลาแลง” หรือแม่รัง เกี่ยวข้องอย่างไรกับ “ลูกรัง” ที่เป็นถนน!?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 07 ธ.ค. 2567 เวลา 18.27 น. • เผยแพร่ 07 ธ.ค. 2567 เวลา 18.26 น.
ศิลาแลง (ภาพจาก มติชนออนไลน์, 27 ตุลาคม 2561)

ศิลาแลงเรียกอีกชื่อคือแม่รัง เกี่ยวข้องอย่างไรกับลูกรังที่เป็นถนน!?

“ศิลาแลง” เป็นที่รู้จักในฐานะวัสดุสำคัญในการก่อสร้างเมื่อครั้งอดีต โดยมีอีกชื่อคือ “แม่รัง” ขณะที่ “ลูกรัง” ซึ่งเป็นส่วนที่เอาไปปูทำถนนก็มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันกับศิลาแลงด้วย

ศิลาแลง (Laterite) แม้จะเรียกว่า “ศิลา” (หิน) แต่สิ่งนี้ไม่ใช่หิน หากเป็นดินที่มีความแข็งแรงระดับหนึ่ง คือแข็งแรงใกล้เคียงกับหิน แต่ก็ไม่แข็งเท่าหิน โดยเกิดจากกระบวนการผุพังของหินมีเนื้อเป็นดิน

โดยทั่วไปศิลาแลงถือเป็นดินส่วนบน คืออยู่ใต้หน้าดินเพียงเล็กน้อย ถ้าอยู่ใต้ดินจะมีสีส้มอิฐ และมีเนื้อนิ่มพอให้สามารถตัดได้ แต่เมื่อโดนอากาศ (ออกซิเจน) ความแห้ง แดด ลม ความชื้น หรือฝน สลับกันอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ศิลาแลงแข็งตัว คือแข็งแล้วแข็งเลย ไม่กลับไปอ่อนอีก ขณะเดียวกันสีก็จะค่อย ๆ เข้มขึ้นเป็นสีอิฐเผา น้ำตาล ไปจนถึงสีดำ

ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว คนโบราณจึงเรียนรู้ที่จะนำศิลาแลงมาสร้างสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่อย่างวัด เทวาลัย ปราสาท เพราะมีความคงทน แข็งแรง ทั้งพบได้ทั่วไปในเขตร้อนทั่วโลก (มีการประเมินว่า 15% ของพื้นผิวโลกเป็นศิลาแลง) รวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังพบร่องรอยโบราณสถานทั้งในไทย กัมพูชา ลาว ซึ่งมีอายุสืบย้อนไม่ต่ำกว่า 700-1,000 ปี ทำจากวัสดุอย่างศิลาแลงด้วยเช่นกัน เช่น ปราสาทสด๊กก๊อกธม, ปราสาทบายน, ปราสาทวัดพู ฯลฯ

แต่เนื่องจากภายในศิลาแลงมีแร่เหล็กผสมอยู่ ทำให้มีเนื้อไม่ละเอียด เป็นปรุ เป็นรู เหมือนไม้ที่ถูกเพรียงกิน โดยทั่วไปจึงไม่นิยมนำมาแกะสลักสำหรับอาคารเนื่องในศาสนา แต่จะทำเป็นฐานหรือโครงสร้างหลักของตัวอาคารมากกว่า

การสร้างสิ่งปลูกสร้างโดยใช้ศิลาแลงเป็นที่นิยมมากในวัฒนธรรมเขมรแห่งลุ่มน้ำโตนเลสาบ โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ศิลาแลงจำนวนมหาศาลถูกตัดมาสร้างพุทธสถานทั่วอาณาจักรของพระองค์ กอปรกับพระราชนิยมของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่ครองราชย์เมื่อมีพระชนม์มากแล้ว จึงมีพระราชประสงค์สร้างสิ่งก่อสร้างเนื่องในพระศาสนาให้มากเท่าที่จะมากได้ ทำให้ศิลาแลงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของอโรคยาศาลและธรรมศาลา เพราะหาได้ง่ายกว่าการสกัดหินทราย

อย่างไรก็ตาม ศิลาแลงถือเป็นของแปลกใหม่ของชาวตะวันตก เพราะพวกเขาอยู่ในเขตอบอุ่นและเขตหนาว จึงเพิ่งมารู้จักศิลาแลงจากอาคารในอินเดียและคาบสมุทรมลายูช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 นี่เอง และเรียกวัสดุก่อสร้างที่พวกเขาไม่คุ้นเคยนี้ว่า Brick-Red Rock หรือ “หินสีแดงอิฐ” ก่อนเป็น Laterite โดยมาจากภาษาละตินว่า “Later”ที่แปลว่า อิฐ

ใต้ชั้นดินศิลาแลง จะมีชั้นดินเหนียวสีเทา-ขาว มีจุดประสีแดง ส้ม เรียกว่า “ลูกรัง” (Laterite soil) ล้อไปกับชั้นศิลาแลงที่เรียกว่า “แม่รัง” โดยลูกรังจะมีความร่วน เป็นเม็ด ๆ คล้ายกรวด ไม่เป็นแผ่นต่อเนื่องเป็นพืด ดินลูกรังจึงเป็นผลผลิตจากบ่อดินที่มีการขุดตัดศิลาแลง และส่วนนี้เองที่ถูกนำมาใช้ทำถนน

เห็นได้ชัดว่าทุกวันนี้เรารู้จัก “ลูกรัง” มากกว่า “แม่รัง” หรือศิลาแลง เพราะ “ทางลูกรัง” ยังมีอยู่และพบได้ทั่วไป ต่อให้วันหนึ่งประเทศไทยมีรถไฟความเร็วสูง ก็ใช่ว่าถนนลูกรังจะหมดไป (ฮา)

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

http://www.silalang.com/webboard/viewtopic/1

https://www.dmr.go.th/หินศิลาแลงทำไมถึงแข็งตัว-มันทำปฏิกิริยาอย่างไร/

https://www.scimath.org/image-earthscience/item/11255-2020-01-03-01-34-26

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 มกราคม 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รู้จัก “ศิลาแลง” หรือแม่รัง เกี่ยวข้องอย่างไรกับ “ลูกรัง” ที่เป็นถนน!?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...