โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดใหม่มีสามีตาบอด (มีอีบุ๊ก)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 24 ธ.ค. 2566 เวลา 00.09 น. • เผยแพร่ 24 ธ.ค. 2566 เวลา 00.09 น. • กัญจารีย์
ย้อนเวลากลับมาอดีตก็ว่าแย่แล้ว จะมีสามีกับเขาทั้งทีกลับได้สามีตาบอด เฮ้อ! ชีวิตจะเศร้าไปไหน

ข้อมูลเบื้องต้น

เกิดใหม่มีสามีตาบอด เรื่องนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในเขตอีสานเหมือนเดิมนะคะ แต่คราวนี้ไม่มีมิติไม่มีของวิเศษใด ๆ ค่ะ ปมไม่หนักไม่มีดรามาไม่มีการแก้แค้นเอาคืน เนื้อเรื่องย่อยง่าย เป็นแนวบ้าน ๆ ตามเคย อ่านได้เรื่อย ๆ แต่ภาษาที่ใช้จะใช้เป็นภาษากลางทั้งหมดนะคะ หากใครชอบแนวนี้ฝากกดเข้าชั้นกดหัวใจให้ไรต์ด้วยน้า บางบทบางตอนในนิยายอาจไม่สมเหตุสมผล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

ลลิลสาวโสดวัยสามสิบปีต้องย้อนกลับไปในอดีต จิตสุดท้ายก่อนจากโลกปัจจุบันไปเธออยากมีสามีหล่อรวยและที่สำคัญเขาต้องรักเธอ แต่ทว่าเมื่อเธอตื่นขึ้นมาในร่างใหม่ที่ผอมแห้งแรงน้อยแถมยังขี้โรคแล้วจะมีชายใดมาเมียงมอง และที่แย่ไปกว่านั้นเธอต้องแต่งงานกับชายตาบอดแทนพี่สาวฝาแฝดของเธออีกด้วยที่สำคัญเขาคนนั้น…ไม่ได้ต้องการเธอ

อีบุ๊กในเมพจิ้มตรงนี้

………………………….

ไพลินสวมเสื้อกันหนาวตัวหนาสีครีมเดินออกมาต้อนรับช่างแต่งหน้าที่เป็นหญิงแท้หนึ่งและร่างเป็นชายใจเป็นหญิงอีกหนึ่ง

“เชิญทางนี้เลยค่ะ” ช่างแต่งหน้าและผู้ช่วยเดินถือชุดเจ้าสาว และกระเป๋าเครื่องสำอางใบใหญ่ตามหลังไพลินขึ้นไปยังชั้นบนของบ้าน

ไพลินอดแปลกใจไม่ได้ เหตุใดพี่สาวของเธอถึงยังไม่ลุกขึ้นมาอาบน้ำเตรียมตัวสักที มือเล็กเคาะประตูหน้าห้องอยู่สักพัก พอไม่มีใครมาเปิดประตูไพลินจึงเปิดเข้าไปอย่างถือวิสาสะ เพียงตาอาจจะนอนขี้เซาเพราะคงเหนื่อยจากการเตรียมงานก็เป็นได้

ร่างบอบบางก้าวเท้าพ้นประตูเข้ามาในห้องก็ต้องตกใจเมื่อพบแค่ความว่างเปล่า ผ้าปูที่นอนยังคงเรียบตึงราวกับว่าพี่สาวของเธอยังไม่ได้นอน สายตาเหลือบมองไปเห็นกระดาษแผ่นเล็กวางอยู่บนเตียงนอนมีปากกาด้ามหนึ่งวางทับอยู่ ไพลินไม่รอช้ารีบสาวเท้าเข้าไปหยิบมาอ่านทันที เธอรู้สึกหน้าชาวาบเมื่อเห็นข้อความในกระดาษ

ทำไมพี่สาวเธอถึงเป็นคนแบบนี้ไปได้ เธอทำราวกับว่าการแต่งงานคือการเล่นขายของอย่างไรอย่างนั้น ไม่แปลกใจสักนิดว่าทำไมวันที่ไปลองชุดเจ้าสาวเพียงตาถึงได้ใจดีกับเธอนัก

“มีอะไรเหรอคะ” หัวหน้าช่างแต่งหน้าที่มีร่างเป็นชายใจเป็นหญิงเอ่ยถามขึ้น

ไพลินยังไม่ได้ตอบคำถามประตูห้องก็เปิดออกอีกครั้ง

“แม่คะ ตาหนีไปแล้วค่ะ” ไพลินบอกแม่หน้าตาตื่นพร้อมกับยื่นกระดาษในมือให้

“ฮะ! หนีไปไหน” พาขวัญพูดด้วยน้ำเสียงตกใจแล้วหยิบกระดาษจากมือลูกมาอ่าน

‘แม่คะ พ่อคะ ตาต้องขอโทษด้วยจริง ๆ นะคะที่ตาต้องเลือกทำแบบนี้ พ่อกับแม่อย่าบังคับตาเลยค่ะ ตาไม่อาจแต่งงานกับคนที่ตาไม่ได้รัก งานแต่งงานครั้งนี้ตายกให้เป็นหน้าที่ของลินก็แล้วกันค่ะ ที่จริงลินคือพี่สาวของตาต่างหากล่ะคะเพราะยังไงลินก็เกิดก่อนตา เขาทั้งสองคนเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก เจ้าบ่าวตาบอดกับเจ้าสาวความจำเสื่อม ส่วนตาขอไปสานฝันตัวเองก่อนนะคะ อนาคตของตายังมีอะไรให้เรียนรู้อีกมาก ตาไม่มีวันเอาชีวิตไปทิ้งไว้กับคนตาบอดหรอกค่ะ พ่อกับแม่ไม่ต้องตามหาตานะคะ กว่าพ่อกับแม่จะเห็นจดหมายฉบับนี้ตาคงเกือบจะถึงกรุงเทพฯแล้ว เงินค่าสินสอดสองหมื่นตาขอยืมไปตั้งตัวก่อนนะคะ ถ้าตาได้งานทำแล้วตาจะคืนให้ค่ะ’

รักพ่อกับแม่นะคะ

ตา

ตามความเชื่อลูกฝาแฝดคนที่คลอดทีหลังจะเป็นแฝดพี่เพราะพี่จะเสียสละให้น้องคลอดก่อน แต่เพียงตาไม่คิดแบบนั้นเธอคลอดทีหลังเธอก็ต้องเป็นน้อง

เมื่ออ่านข้อความในกระดาษจบพาขวัญก็แทบลมจับ ร่างเธอเซไปสองสามก้าว เนื้อตัวสั่นเทาเหมือนจะหายใจไม่ทั่วท้อง

“แม่!” ไพลินถลาเข้าไปประคองแม่ไว้ทัน แล้วพาแม่ไปนั่งที่เตียงนอน

“เกิดอะไรขึ้นเหรอคะคุณแม่” หัวหน้าช่างแต่งหน้าถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง เห็นแม่เจ้าสาวใบหน้าเผือดสีก็พลอยไม่สบายใจไปด้วย

“ยายตาหนีเข้ากรุงเทพฯแล้วค่ะ” พาขวัญเอ่ยขึ้นเสียงเบา เธอกำลังช็อกไม่คิดว่าเพียงตาจะทำได้ลงคอ ไม่คิดว่าตลอดเวลาหลายวันที่ผ่านมาลูกสาวได้วางแผนไว้หมดทุกอย่างแล้ว ไม่แปลกใจว่าทำไมลูกตอบตกลงแต่งงานง่ายดายนัก

ตอนที่ 1 คำอธิษฐาน

รถกระบะสี่ประตูถูกขับเคลื่อนไปบนถนนมิตรภาพมุ่งหน้าสู่ภาคอีสานด้วยความเร็วไม่เกินหนึ่งร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง ทุก ๆ ปีหลังจบเทศกาลปีใหม่ลลิลจะต้องกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดของตัวเอง หรืออย่างน้อยก็ปีละครั้ง เธอจอดรถพักสามสี่ครั้งกว่าจะเดินทางถึงบ้านที่มีระยะทางห่างจากเมืองหลวงมากกว่าห้าร้อยกิโลเมตร

ลลิลเลือกกลับบ้านในช่วงวันปกติเพราะถ้าเป็นช่วงเทศกาลรถจะติดมาก บางครั้งขับรถนานเป็นวันก็ยังไม่ถึงบ้านเหยียบเบรกเหยียบคลัตช์จนขาแข็งไปหมด และก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงชอบรถเกียร์กระปุกทั้งที่เป็นคนตัวเล็กและเหมาะกับรถคันเล็กเกียร์ออโต้มากกว่า ด้วยความที่เธอต้องเดินทางเพียงลำพังทุกครั้งตั้งแต่เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ และเลือกที่จะทำงานต่อที่นั่นเธอก็เดินทางคนเดียวมาตลอด ถึงการเป็นโสดจะทำให้ลลิลมีความสุขดี แต่บางครั้งก็อดน้อยใจในโชคชะตาไม่ได้ว่าทำไมเธอถึงไม่มีแฟนสักทีทั้งที่หน้าตาก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไร

หลายครั้งได้แต่ภาวนาในใจว่าหากชาตินี้เธอมีคู่ก็ขอให้ได้คู่ที่มีศีลเสมอกัน ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใจดีก็ขอคนรวย ๆ หน่อยเถอะ เธอจะได้ไม่ต้องทำงานหนักเหมือนถวายชีวิตให้กับบริษัทเอกชนเหมือนทุกวันนี้ ความหล่อก็ขอคนที่รูปร่างสูงใหญ่เหมือนฮยอนบิน ดวงตาและคิ้วเข้มเหมือนหวังอี้ป๋อ จมูกและปากเหมือนลีมินโฮ ผิวสวยเหมือนยองแจ แค่นี้เธอก็พอใจแล้ว ไม่รู้ว่าเทวดาและนางฟ้าจะได้ยินคำขอของเธอบ้างหรือไม่ อีกไม่กี่วันเธอก็จะอายุครบสามสิบปีแล้ว ยิ่งอายุมากขึ้นเธอก็จะหาแฟนยากมากขึ้นเท่านั้น หรือเป็นเพราะเธอเลือกมากเอง

ขับรถไปเปิดเพลงคลอไปและคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย

เกือบหกโมงรถรถกระบะสี่ประตูคันสีขาวเลี้ยวเข้ามาจอดหน้าบ้านชั้นเดียวหลังใหญ่ทรงโมเดิร์น ภายนอกถูกฉาบด้วยสีเงินและสีเทาไว้อย่างเรียบง่าย มองแล้วรู้สึกเย็นสบายตา ลลิลรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้กลับมาเยี่ยมบ้าน คิดไว้ในใจว่าอีกสิบปีถ้าเธอเก็บเงินได้สักก้อนแล้วจะกลับมาทำเกษตรที่บ้านกับน้องชายและน้องสะใภ้ แต่เธอไม่เคยได้ลงมือทำสักครั้งหรอกนะ แค่คิดว่าอยากทำเท่านั้น

ลลิลปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วหยิบของฝากที่ซื้อมาจากกรุงเทพฯเพื่อนำมาให้หลานทั้งสองที่เกิดจากน้องชายของเธอ

พอเปิดประตูรถก้าวขาออกมาร่างกายก็ปะทะเข้ากับลมหนาว พอถึงฤดูหนาวอีสานมักจะหนาวและอากาศแห้งกว่าภาคอื่น ๆ

“ป้าลิลมาแล้ว” หลานชายคนโตพูดขึ้นอย่างดีใจเมื่อเห็นหน้าผู้เป็นป้า

“คุณพ่อคุณแม่สวัสดีค่ะ” ลลิลพนมมือไหว้พ่อกับแม่ที่กำลังนั่งรอเธออยู่กับหลานทั้งสอง

“ป้าลิลมีขนมมาฝากลูกตาลไหมคะ” หลานสาวคนเล็กถามขึ้นดวงตาทอประกายพราวระยับ

“มีสิจ๊ะ นี่ไง” ลลิลยกขนมในมือขึ้นโชว์หลานทั้งสองแล้ววางไว้บนโต๊ะใต้โทรทัศน์จอแบนขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่บนผนังบ้าน

“กินข้าวก่อนค่อยกินขนมนะเด็ก ๆ” เสียงย่าบอกกับหลานทั้งสอง คนโตอายุสิบขวบส่วนคนเล็กอายุแปดขวบ

“ครับ/ค่ะ” ลูกตาลกับนนทพัทธ์รับคำอย่างว่าง่าย เพราะทั้งสองเคยกินขนมแล้วไม่ได้กินข้าวจนทำให้ปวดท้องพวกเขาจึงไม่กล้าที่จะกินมันอีก

“แล้วพลกับหน่อยยังไม่กลับจากนาเหรอคะ” ลลิลถามหาน้องชายและน้องสะใภ้ที่ออกไปนาเพื่อปลูกมันสำปะหลัง

“ใกล้มาถึงแล้วแหละแม่เพิ่งโทร. ไปตามเมื่อกี้”

“งั้นลิลขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะคะ” ลลิลเข้าไปหอมแก้มพ่อกับแม่แล้วก็เดินเข้าห้องตัวเองที่แม่ทำความสะอาดไว้ให้เป็นอย่างดี มุมปากคลี่ยิ้มออกมาด้วยแววตาอ่อนโยน เธอคิดถึงเตียงนอนในห้องนี้เหลือเกิน คิดแล้วก็อยากกลับมาอยู่บ้านในเร็ววัน ทุกวันนี้ทำงานวันหยุดเหมือนไม่ได้หยุด ต้องคอยรับโทรศัพท์ลูกน้องราวกับว่าเป็นเจ้าของบริษัทเสียเอง จะทำอย่างไรได้ถ้ายังทำงานอยู่ตรงนั้นก็ต้องมีความรับผิดชอบ

มื้อค่ำวันนั้นทุกคนในครอบครัวรับประทานอาหารด้วยกันอย่างมีความสุข พรุ่งนี้ลลิลคิดไว้ว่าจะไปเยี่ยมยายที่อาศัยอยู่กับป้าผู้เป็นพี่สาวของแม่

สิบโมงของวันใหม่ลลิลขับรถมาหายายพร้อมกับของฝากที่ซื้อมาจากกรุงเทพฯ ก้าวขาลงจากรถแล้วก็ต้องแปลกใจ เพราะไม่มีใครอยู่บ้านเลยสักคน ก่อนมาเธอไม่ได้โทร.บอกใครเพราะอยากมาเซอร์ไพรส์ ลลิลกวาดสายตามองไปโดยรอบ นึกขึ้นได้ว่าบ้านป้ามีสวนหลังบ้านและยายของเธอชอบไปขลุกอยู่ในสวนเป็นเวลานานลลิลจึงตัดสินใจเดินไปตามยายที่หลังบ้าน

พอก้าวขาออกไปแค่ก้าวแรกตาข้างขวาก็กระตุกแรงสามครั้ง

ลลิลยกมือขวาขึ้นตีตาข้างที่มันกระตุกเบา ๆ สามที

“จะกระตุกอะไรนักหนาเนี่ย” ลลิลบ่นพึมพำเพราะถึงแม้เธอจะใช้มือตีตาข้างขวาแล้วแต่มันก็ยังกระตุกอีกหลายที ตัวเธอเองเป็นคนมีเซ้นส์แรงและเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น ตากระตุกข้างขวาก็เหมือนเป็นลางบอกเหตุไม่ดีบางอย่าง

แต่ก็ช่างเถอะมันคงไม่มีอะไร ลลิลได้แต่ปลอบตัวเองอยู่ในใจ

หลังบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้และผักหลายชนิดเพราะยายเป็นคนชอบปลูกทุกสิ่งอย่างที่กินได้ เช่น ขนุน มะม่วงทั้งเปรี้ยวทั้งมัน นอกจากนั้นยังมี ข่า มะรุม ผักหนาม ไผ่ ผักติ้ว และอีกหลายอย่างจนมันดูเกือบจะรก ดีที่ยายยังมีลูกเขยคอยตัดแต่งกิ่งและดายหญ้าให้อยู่เป็นนิจ

ลลิลหยุดเดินแล้วไล่สายตามองไปโดยรอบ

“ยายจันทร์จ๋า” ลลิลตะโกนเรียกยายเสียงดัง ยายอาจจะอยู่ข้างกอไผ่สักกอ เธอร้องเรียกอีกครั้งเมื่อไม่มีใครขานรับ “ยายจ๋า”

ลลิลยืนอยู่เกือบสองนาทีเมื่อไม่มีเสียงตอบรับเธอจึงคิดจะกลับไปบ้านก่อนตอนเย็นค่อยมาใหม่ เท้าขวาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่ทันระวังขาจึงสะดุดเข้ากับบ่อน้ำที่ใช้ท่อปูนเรียงซ้อนกันขึ้นมาสูงแค่หน้าแข้ง รอบ ๆ มีผักหนามขึ้นเต็มขอบบ่อเพราะผักหนามชอบความชื้นยายจึงปลูกไว้ใกล้น้ำ

“ว้าย!” ลลิลกรีดร้องขึ้นสุดเสียงด้วยความตกใจเมื่อร่างเธอหงายท้องล้มทับไม้กระดานอันผุพังที่วางปิดปากบ่อไว้สองแผ่น

ตู้ม!

ร่างของคนตัวเล็กตกลงไปในบ่อน้ำอย่างรวดเร็วทั้งกลัวทั้งตกใจลลิลพยายามตะเกียกตะกายอยู่ครู่ใหญ่ แต่น้ำในบ่อนั้นลึกมากจนทำให้เธอหมดแรงและไม่มีที่ยึดเกาะ ไม้กระดานที่หักลงไปด้วยก็ไม่สามารถรับน้ำหนักของเธอได้ ร่างของเธอค่อย ๆ จมดิ่งลงไป จิตสุดท้ายของเธอภาวนาแค่ว่าขอให้มีคนพบศพเธอโดยเร็ววัน และสิ่งที่เธออ้อนวอนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เรื่องคู่ครองเธอก็ยังยืนยันคำเดิม

หากชาติหน้ามีจริงขอให้เธอมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ ขอให้เธอมีโอกาสได้รักกับใครสักคนและเขาก็รักเธอด้วย

ไม่นานจิตของเธอก็สงบลงพร้อมกับร่างที่จมอยู่ก้นบ่อ

ตอนที่ 2 คำสัญญา

ภายในบ้านสองชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ สามพ่อแม่ลูกกำลังถกเถียงกันถึงเรื่องงานแต่งงานที่จะถูกจัดขึ้นในอีกสองสัปดาห์ที่จะมาถึงนี้ เพราะเพียงตาเลื่อนแล้วเลื่อนอีกจนฝ่ายชายยื่นคำขาดมาแล้ว ฤกษ์งามยามดีตามวันเดือนปีเกิดของทั้งคู่ที่หาไว้ในปีนี้ก็ไม่มีอีกแล้วหากว่าเธอจะเลื่อนออกไปอีกฝ่ายชายก็คงไม่ยอม

“ตาไม่แต่งนะคะแม่” เพียงตาลูกสาวคนโตทำเสียงกระเง้ากระงอดหันไปทำสายตาอ้อนวอนใส่ผู้เป็นแม่ เหมือนกำลังบอกกลาย ๆ ว่าอยากให้แม่ช่วยเกลี้ยกล่อมพ่อให้ที

“ไม่แต่งไม่ได้นะลูก ทุกอย่างจัดเตรียมไว้หมดแล้ว แขกเหรื่อเราก็เชิญหมดแล้ว อีกอย่างเงินค่าสินสอดเขาก็จ่ายเรามาครึ่งนึงแล้ว” พาขวัญชี้แจงลูกสาวอย่างใจเย็น เงินที่ฝ่ายชายจ่ายมาแล้วห้าหมื่นบาทเธอก็ใช้เพื่อเตรียมงานแต่งงานไปบ้างแล้ว ตอนนี้ก็เหลือเพียงสองหมื่นห้าพันบาทเท่านั้น ลำพังเงินเดือนข้าราชการครูของเธอกับสามีคงเก็บไม่ได้เร็วขนาดนั้น

ได้ยินดังนั้นเพียงตาก็เม้มปากเข้าหากันแน่น

“จะไม่แต่งได้ยังไง ถ้าตาทำแบบนั้นพ่อก็เสียสัจจะน่ะสิ ต่อไปพ่อจะมองหน้าเพื่อนพ่อยังไง” ผู้เป็นพ่อทำเสียงขุ่น หนักใจกับลูกคนนี้เหลือเกิน หากล้มเลิกงานแต่งงานครั้งนี้เขากับธนาก็ต้องบาดหมางใจกัน

“พ่อก็แต่งเองสิคะ ยายลินก็มาชิ่งนอนเป็นง่อยไปซะก่อน เรื่องแย่ ๆ ก็เลยมาตกอยู่ที่ตาทั้งหมด” เพียงตาพูดอย่างไม่สบอารมณ์ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นเธอที่ต้องเป็นคนรับผิดชอบคำสัญญาระหว่างพ่อกับเพื่อนพ่อ

“แต่เรื่องนี้มันเป็นความรับผิดชอบของตานะ จะไปโทษน้องอย่างนั้นก็ไม่ถูก อีกอย่างน้องก็ไม่ได้อยากเป็นอย่างนั้นสักหน่อย เราเองไม่ใช่เหรอที่ใช้ให้น้องปีนไปเก็บมะม่วงให้จนน้องต้องตกลงมานอนหมดสติอยู่แบบนี้” นพพลเตือนสติลูกสาวที่ชอบโยนความผิดไปให้น้องสาวฝาแฝด ตอนนี้ลูกสาวคนเล็กยังนอนสลบไสลอยู่ที่โรงพยาบาลในตัวอำเภอ เพราะเธอตกจากต้นไม้ทำให้ศีรษะกระแทกกับพื้นดินอย่างแรง ตอนนี้เธอเป็นตายร้ายดีเท่า ๆ กัน

“พ่อรักลูกไม่เท่ากัน” เพียงตาหันมาแว้ดใส่ผู้เป็นพ่อ

นพพลถอนหายใจออกมาแรง ๆ ไม่รู้ว่าเมื่อไรเพียงตาจะเข้าใจ และเลิกเปรียบเทียบตัวเองกับน้องสักที ทั้งที่ตัวเพียงตาเองนั่นแหละที่พ่อกับแม่ตามใจมาตลอด นพพลกล่อมมาหลายปีแล้วแต่ก็ยังไม่สำเร็จ คงถึงเวลาที่เขาต้องใช้ไม้แข็งบ้างแล้ว

“ยังไงตาก็ไม่แต่งเด็ดขาด มีพ่อแม่ที่ไหนอยากให้ลูกตัวเองแต่งงานกับคนตาบอดคะ พ่อกับแม่คิดอะไรอยู่ ทำไมต้องเอาคำสัญญาของตัวเองมาบังคับตาด้วย” เพียงตาพูดพลางเบ้ปากเหมือนจะร้องไห้ ไม่มีใครเข้าใจเธอสักคน คนไม่ได้รักกันจะแต่งงานกันได้อย่างไร เธอเกลียดการคลุมถุงชนที่สุด ถึงจะเป็นคำสัญญาของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายก็เถอะ

ผู้เป็นพ่อถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อีกหลายครั้ง

นพพลกับพาขวัญก็เห็นใจลูกสาวแต่จะให้ทำอย่างไรได้ เพราะนพพลได้ให้คำสัญญาไว้กับเพื่อนรักที่สามารถตายแทนกันได้ตั้งแต่ลูกของทั้งสองยังเด็ก นพพลกับธนาสัญญากันไว้ว่าจะให้ลูกคนโตเกี่ยวดองกันหากฝ่ายหญิงเรียนจบปริญญาตรี ทั้งสองจึงได้หมั้นหมายกันไว้ตั้งแต่เด็ก

ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดีเมื่อในวัยเด็ก ลูกของทั้งสองครอบครัวต่างเข้ากันได้ดีและไปมาหาสู่กันเป็นประจำ เพียงตาและคู่หมั้นก็ไม่ได้ว่าอะไรแม้จะรู้ทุกอย่างล่วงหน้าแล้วว่าอนาคตพวกเขาจะกลายเป็นคนที่มีคู่แล้ว แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็มาเกิดขึ้นก่อน เมื่อจู่ ๆ ไกรสรคู่หมั้นของเพียงตาปวดศีรษะอย่างรุนแรงนานเป็นเดือนรักษาเท่าไรก็ไม่หาย แพทย์หาสาเหตุของโรคที่แน่ชัดไม่ได้ และสิ่งที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือสายตาของเขาค่อย ๆ พร่ามัว และสูญเสียการมองเห็นลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดโลกทั้งใบของเขาก็มืดสนิทในวัยเพียงสิบสามขวบ ทำให้เพียงตาคิดหนักมาโดยตลอด บางครั้งเธออยากหนีไปให้ไกลที่สุด จะได้ไม่ต้องมาทำตามคำสัญญาบ้าบอของบิดาเช่นนี้

“แต่งแล้วถ้าอยู่ด้วยกันไม่ได้หากจะหย่าพ่อก็ไม่ห้าม” นพพลแนะลูกสาว หากวันข้างหน้าทั้งสองอยู่ด้วยกันไม่ได้ก็ค่อยเลิกรากันไปอย่างน้อยก็ถือว่าเขาทั้งสองได้ทำตามสัญญาแล้ว

“ไม่ค่ะ ยังไงตาก็ไม่แต่ง” ว่าจบเพียงตาก็หมุนร่างกึ่งเดินกึ่งวิ่งขึ้นไปบนห้องของตัวเอง

สองสามีภรรยาต่างคนต่างมองตากันนิ่งแล้วทอดถอนหายใจออกมายาว ๆ ไม่มีคำพูดใด ๆ หลุดออกมาจากปากท่านทั้งสอง

ตอนที่ 3 ร่างใหม่

ภายในห้องพักพิเศษสำหรับผู้ป่วย เปลือกตาสีอ่อนค่อย ๆ กะพริบถี่ เพื่อปรับรูม่านตาให้รับกับแสงไฟในห้องได้

โอย! ทำไมถึงได้รู้สึกปวดระบมไปทั้งตัวแบบนี้ อากาศก็หนาวเย็นมากกว่าเมื่อวานเสียอีก ไพลินคิดในใจ ทำไมที่อีสานถึงได้หนาวนัก

ดวงตากลมกลอกมองไปทั่วห้องเล็ก ๆ แล้วเกิดคำถามขึ้นในใจ

ที่นี่ที่ไหน?

มีเครื่องปรับอากาศแต่ไม่ได้เปิดใช้งาน มีเพียงพัดลมที่ส่ายหน้าไปมา คงเพราะอากาศเย็นกระมัง

ดวงตาดำขลับเหลือบมองขวดน้ำเกลือที่แขวนอยู่บนเสาน้ำเกลือ

อือ! มันคือโรงพยาบาล ถูกต้องแล้วเธอตกบ่อน้ำในสวนหลังบ้านยาย เธอก็ต้องอยู่โรงพยาบาล แต่โรงพยาบาลที่ไหนกันทำไมห้องถึงได้ดูโทรมนัก ทว่าอำเภอที่เธออยู่ก็เจริญมากแล้วไม่น่าจะมีห้องพักผู้ป่วยที่เก่าและโทรมแบบนี้ แล้วญาติพี่น้องของเธอหายไปไหนกันหมด

ลลิลไล่สายตาตามสายน้ำเกลือที่ห้อยระยางลงมายังแขนเรียวเล็กของตน ดวงตากลมเบิกโพลงด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อมองเห็นแขนของตัวเองชัด ๆ ทำไมเธอถึงได้ผอมแห้งถึงเพียงนี้ ผิวขาวซีดไม่ได้ขาวนวลผ่องเหมือนผิวเดิมของเธอเลยแม้แต่น้อย

แกรก! เสียงคนเปิดประตูเข้ามาก่อนที่เธอจะคิดอะไรต่อ

ลลิลยิ้มแล้วหันมามองคนที่เดินเข้ามาในห้อง ในวินาทีแรกเธอคิดว่าเป็นพ่อกับแม่ของเธอ แต่แล้วหัวใจก็ต้องสลดวูบลงเมื่อเห็นชายหญิงแปลกหน้าเดินเข้ามาใกล้

“ลิน! ลินฟื้นแล้วเหรอลูก” พาขวัญและสามีรีบปรี่เข้ามาหาลูกสาวด้วยความดีใจหัวใจทั้งสองเต้นรัวเร็วเพราะไม่คิดว่าลูกจะฟื้นขึ้นมาอีก ทั้งสองยืนขนาบข้างเตียงผู้ป่วยทั้งสองฝั่ง จับมือลูกสาวขึ้นมากุมไว้

คิ้วเรียวของคนที่ถูกอ้างว่าเป็นลูกขมวดมุ่นเข้าหากัน ภาษาที่พวกเขาพูดกับเธอเป็นภาษาอีสานที่เธอคุ้นเคย

ลูกอย่างนั้นหรือ? ลลิลได้แต่ครุ่นคิดในใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นสองผัวเมียนี้ถึงได้รู้จักชื่อเธอ ลลิลมองหน้าชายหญิงข้างกายสลับกันไปมา หรือว่าเธอกำลังฝันไป

“ลินลูกแม่ แม่คิดว่าจะไม่เห็นลินฟื้นขึ้นมาอีกแล้ว” พาขวัญพูดพลางน้ำตาแห่งความยินดีไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ในวันที่ลูกสาวตกต้นไม้จนสลบไปนั้นหมอบอกว่าลูกของเธออาจกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราไปตลอดชีวิต แต่นี่เธอฟื้นขึ้นมาได้ราวกับมีปาฏิหาริย์

ลลิลรู้สึกลำคอแห้งผากพยายามกลืนน้ำลายที่แทบจะไม่มีลงไปอย่างยากลำบาก “น้ำ” ลลิลบอกผู้เป็นแม่เสียงแหบแห้ง พาขวัญจึงกุลีกุจอหยิบน้ำในเหยือกพลาสติกมารินใส่แก้วให้ลูก

“นี่จ้ะ” ผู้เป็นพ่อช่วยลูกสาวพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง ยิ่งเห็นลูกอยู่ในสภาพนี้ก็ยิ่งสงสาร ปกติไพลินก็เป็นคนป่วยออด ๆ แอด ๆ อยู่แล้วพอตกต้นไม้สลบไปไม่ได้กินอะไรเลยก็ยิ่งผอมมากกว่าเดิม

เช่นนั้นแล้วเรื่องที่พ่อกับแม่จะให้เธอเรียนต่อปริญญาตรีเหมือนกับพี่สาวจึงต้องหยุดไว้กลางครัน

ลลิลพยายามรื้อฟื้นความทรงจำอีกครั้ง เธอกลับมาที่อีสานบ้านเกิด กินข้าวกับครอบครัวในตอนเย็น ตื่นเช้ามาก็ไปบ้านยายแล้วก็ตกบ่อน้ำที่สวนหลังบ้านยาย

เธอยังไม่ตายใช่หรือไม่? ลลิลคิดถึงตอนนั้นก็เอ่ยปากถาม

“ฉันอยู่ที่ไหนเหรอคะ” ลลิลเปล่งภาษาอีสานออกมาเช่นกัน ทำไมความฝันนี้ถึงได้เหมือนจริงนัก ภาพสีชัดเจนเกินกว่าจะเป็นความฝัน

“ฉัน?” พาขวัญทวนคำก่อนจะหันหน้าไปสบตากับสามี ไพลินไม่เคยแทนตัวเองว่าฉัน ถ้าไม่แทนว่าหนูก็นแทนชื่อเล่นตัวเองแค่นั้น

“ลินพูดว่าอะไรนะลูก” นพพลถามย้ำอีกครั้งเผื่อว่าเขาอาจจะหูฝาด

“ตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหนคะ บ้าน ตำบล อำเภอ หรือจังหวัดอะไร แล้วพวกคุณเป็นใครคะ” เธอต้องการความกระจ่างทั้งหมด เพื่อยืนยันว่าเธอไม่ได้ฝันไป

พาขวัญถึงกับหน้าถอดสีเมื่อคิดว่าลูกตัวเองคงความจำเสื่อม น้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วกลับไหลพรากออกมาอาบสองแก้ม

“พ่อคะลูกเรา…” พาขวัญพูดเสียงสั่น นพพลก็อยู่ในอาการช็อกเช่นกันแต่เขาไม่ได้ร้องไห้ออกมา

“ลินชื่อไพลินเป็นลูกแม่พากับพ่อนพมีพี่สาวชื่อตายังไงล่ะ ลินจำไม่ได้เหรอลูก บ้านที่เราอยู่นี่ก็คือบ้าน…” นพพลอธิบายลูกด้วยความใจเย็นแม้ในใจจะรู้สึกวูบโหวงแค่ไหนก็ตาม เหมือนมีก้อนอะไรขึ้นมาอุดหลอดลมไว้จนหายใจติดขัด ไพลินจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง

ลลิลพยักหน้าน้อย ๆ

“ฉันอยากเข้าห้องน้ำค่ะ” ในใจยังสับสนไม่มั่นใจว่านี่คือความจริงหรือความฝันกันแน่

“ลินแทนตัวเองว่าหนูหรือไม่ก็แทนว่าลินเหมือนเดิมได้ไหมลูก” พาขวัญรู้สึกใจคอไม่ดีที่ได้ยินลูกแทนตัวเองแบบนั้น

“อ้อ ค่ะ ปีนี้ลินอายุเท่าไรแล้วคะ”

“ยี่สิบสองปีจ้ะ”

“ยี่สิบสองปี?” ลลิลทวนคำผู้เป็นแม่เสียงสูง พาขวัญก็พยักหน้าให้ลูกเป็นคำตอบ

ตายแล้ว! เธออายุสามสิบแล้วนะ จู่ ๆ จะกลายเป็นเด็กอายุยี่สิบสองได้อย่างไรกัน หรือว่าวิญญาณเธอเข้ามาอาศัยอยู่ในร่างนี้

ไม่นะ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ มันคงเป็นเรื่องเหลือเชื่อมาก “ปีนี้พอศออะไรเหรอคะ” ลลิลถามแม่ขึ้นอีกครั้ง

“พอศอสองพันห้าร้อยสามสิบหกจ้ะ”

อือ ปีเดียวกันกับที่เธอเกิดเลย แต่เธอกลับมาอยู่ในสถานที่แตกต่างไปจากบ้านเดิมของเธอ

มือเล็กผลักประตูห้องน้ำเปิดออกแล้วเอ่ยขึ้น “ลิลเข้าคนเดียวก็ได้ค่ะ” ลลิลมองหน้าผู้เป็นแม่อย่างชั่งใจ

“ลินเข้าคนเดียวได้จริง ๆ เหรอลูก” พาขวัญมีสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย กลัวลูกจะเป็นลมเป็นแล้งในห้องน้ำไปอีก

“จริงค่ะ” ถึงจะยังรู้สึกปวดตามกล้ามเนื้ออยู่บ้างแต่เธอก็ยังสามารถทรงตัวอยู่ได้ เพราะเดิมทีลลิลเป็นคนที่ชอบออกกำลังกายอยู่แล้ว

ลลิลปิดประตูลงแล้วก็ส่องกระจกดูรูปร่างหน้าตาของตัวเองทันที ดวงตากลมเบิกกว้างขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นใบหน้าของเจ้าของร่างเดิมชัด ๆ แก้มสองข้างซูบตอบ ดวงตาลึกโบ๋ สภาพเหมือนตายแล้วเกิดใหม่จริง ๆ

เพื่อความมั่นใจฝ่ามือเล็กจึงตบเข้าที่แก้มตัวเองแรง ๆ

เพียะ!

“โอ้ย! เจ็บจริงนี่หว่า” ลลิลสูดปากร้องคราง

“ลินเป็นอะไรไปลูก” พาขวัญที่ยืนอยู่หน้าห้องน้ำตะโกนถามเสียงร้อนรนเกรงว่าลูกจะล้มหัวฟาดฟื้น

“ปะ เปล่าค่ะ ลิลใกล้เสร็จแล้วค่ะแม่” ลลิลพูดออกไปเพราะเผลอร้องเสียงดัง แม่เธอจึงเงียบเสียง จากนั้นก็ยืนพิศมองดวงหน้าตัวเองอีกครั้ง

อา! เธออยู่ในร่างใหม่จริง ๆ ด้วย ร่างนี้ผอมจนแทบจะเหลือแค่หนังหุ้มกระดูก ว่าไปแล้วก็ตัวใหญ่กว่าไม้เสียบลูกชิ้นนิดหนึ่ง ถ้าเธออ้วนขึ้นอีกสักหน่อยหน้าตาก็คงไม่ขี้เหร่เหมือนตอนนี้ อย่างน้อยร่างใหม่นี้ก็มีคิ้วเรียวสวย ริมฝีปากหยักได้รูป และจมูกรั้นนิด ๆ

“เฮ้อ!” ลลิลถอนหายใจยาว ป่านนี้ทุกคนที่บ้านคงกำลังหาร่างเธอให้ควั่ก ยังไม่ทันได้เจอหน้ายายก็ต้องมาจากไปเสียแล้ว ทำไมชะตาเธอถึงได้อายุสั้นนัก เธอยังไม่ได้ทำใจเลยด้วยซ้ำ นี่แหละหนาพระท่านถึงได้บอกเสมอว่าความตายอยู่กับเราทุกฝีก้าว

หมดกันกับความหวังจะได้สามีหล่อรวยเหมือนหนุ่มเกาหลีผสมกับเมืองจีน แค่เห็นรูปร่างตัวเองตอนนี้ก็คงไม่มีผู้ชายคนไหนมาชายตามอง ขนาดตอนอยู่ยุคปัจจุบันเธอสวยและน่ารักจะตายยังไม่มีผู้ชายคนไหนมาเหลียวแล เคยถามเพื่อน ๆ พวกเขาบอกว่าเธอสวยและเก่งกว่าผู้ชายเกินไป ผู้ชายจึงไม่กล้าจีบ เหตุผลแบบนี้ก็มีด้วย

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...