สำรวจธีมการลงทุนแห่งอนาคต เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน
#ทันหุ้น การลงทุนอย่างยั่งยืน (Sustainable Investment) คือ กลยุทธ์การลงทุนที่ไม่ได้คำนึงถึงผลกำไรของบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับธุรกิจที่คำนึงถึงประเด็นด้าน ESG ด้วย ซึ่งประกอบไปด้วย สิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และบรรษัทภิบาล (Governance)
ขณะเดียวกันก็ต้องควบคู่กับการมองหาหาธุรกิจที่มีพื้นฐานดี ฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง ในขณะเดียวกันสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตไปพร้อมกับเทรนด์แห่งอนาคตด้วย เพื่อให้ผู้ลงทุนมั่นใจได้ว่าเงินลงทุนนั้นจะสามารถสร้างผลตอบตอบแทนที่เติบโตในระยะยาว
*ธีมการลงทุนยั่งยืน ทำไมจึง “สำคัญและจำเป็น”
ผลการศึกษาต่าง ๆ พบว่าบริษัทที่ให้ความสำคัญด้านความยั่งยืน จะช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนได้ในระยะยาว ทั้งมิติทางการแข่งขัน และการถูกยอมรับจากผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) เนื่องจาก ESG เป็นกลไกที่สำคัญในการช่วยลดความเสี่ยงจากการดำเนินงานของบริษัท เช่น โอกาสถูกฟ้องร้องจากชุมชน ปัญหาคอรัปชั่น อีกทั้ง ช่วยส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตได้อย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล เป็นต้น
ดังนั้น แม้ในระยะสั้นภาวะการลงทุนจะมีความผันผวนขึ้น ๆ ลง ๆ บ้างเป็นบางช่วง ตามปัจจัยเศรษฐกิจ แต่ท้ายที่สุดแล้วในระยะยาวบริษัทเหล่านี้จะมีความผันผวนน้อยกว่าบริษัทที่ไม่คำนึงถึงเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ทำให้ธุรกิจมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว เพราะแก่นของการลงทุนอย่างยั่งยืน ไม่ใช่การมุ่งเน้นบริษัทที่จะสร้างผลกำไรเติบโตสูงในระยะสั้น แต่เป็นการให้ความสำคัญกับกลยุทธ์เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว ตลอดจนพยายามแสวงหาธุรกิจใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ และเป็นเมกะเทรนด์ของโลกอนาคต
บทความนี้จึงได้รวบรวม Sustainable Thematic Investment ทั้งหมด 7 ธีมจาก Robeco Institutional Asset Management ผู้นำระดับโลกด้านการลงทุนอย่างยั่งยืน ซึ่งใช้กระบวนการคัดกรองสินทรัพย์ตามหลักความยั่งยืน บนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals: SDGs) (ที่มา: RobecoSAM as of 2023)
*7 ธีมการลงทุนยั่งยืน ที่น่าจับตามองในอนาคต
1. Sustainable Water Equities: เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นลงทุนในบริษัทที่มีการปกป้องคุณภาพแหล่งน้ำของโลก การบำบัดน้ำเสีย และการปรับปรุงและหมุนเวียนน้ำให้สะอาดสามารถนำกลับมาใช้ใหม่
2. Sustainable Healthy Living Equities: เป็นการลงทุนในบริษัทที่นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ส่งเสริมวิถีชีวิตที่ดีในเรื่องสุขภาพเพื่ออายุที่ยืนยาวแข็งแรง เช่น ผู้ผลิตยาและวัคซีน เครื่องมือทางการแพทย์ บริการทางการแพทย์ รวมไปถึงนวัตกรรมทางชีวภาพสำหรับการตรวจวินิจฉัยโรค
3. Circular Economy Equities: ธีมการลงทุนที่ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน กระบวนการผลิตที่เน้นการนำวัตถุดิบและทรัพยากรให้หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่แบบไม่รู้จบ ตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางธุรกิจ นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มยอดขาย อัตรากำไร และความสามารถทางการแข่งขันอีกด้วย
4. Smart Materials Equities: อุตสาหกรรมการผลิตที่มุ่งเน้นการใช้วัสดุที่เป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้กระบวนการผลิตมีความสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประหยัดได้มากขึ้น
5. Smart Energy Equities: ธีมการลงทุนที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจ คาร์บอนต่ำ ด้วยการส่งเสริมการใช้พลังงานอัจฉริยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของชุมชน เช่น การผลิตพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อัจฉริยะแบบครบวงจร เป็นต้น
6. Smart Mobility Equities: การลงทุนในระบบจราจรและการขนส่งอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความสะดวก และความปลอดภัยในการเดินทางขนส่ง รวมทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับบริษัทในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ตลอดจนผู้พัฒนาระบบเครือข่ายการเดินทาง และซอฟต์แวร์ยานยนต์ไร้คนขับ เป็นต้น
7. Biodiversity Equities: เป็นธุรกิจที่ตระหนักถึงความหลากหลายทางทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศอย่างยั่งยืนโดยใช้นโยบายการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและสังคม
สุดท้ายนี้ คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าการลงทุนอย่างยั่งยืน กลายเป็นแนวคิดการลงทุนกระแสหลักของทั่วโลกไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มนักลงทุน นักวิเคราะห์ และบริษัทจดทะเบียน ที่หันมาให้ความสำคัญกับนโยบายด้านความยั่งยืนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการลงทุนกับความยั่งยืนไม่ใช่แค่เทรนด์ฉาบฉวยที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่กำลังมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ และกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ที่ทุกคนต้องคำนึงก่อนตัดสินใจลงทุน
คอลัมน์: หน้าต่างกองทุน
โดย บลจ.ยูโอบี