โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 13.15 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 13.15 น. • Jinovel
ครอบครัวเปรมปรีดิ์ ชีวีสุขขี ภาระไม่มี โอโห้เธอ โชคดีหวานเจี๊ยบ! ทว่า… ยังไม่ทันได้กำเนิดเฉิดฉาย สวรรค์กลับกลั่นแกล้งเมื่อพบว่าตนเองเป็นเพียงแค่ทารกตัวน้อย! ที่ชีวิตนี้ทำได้แค่ขายความแบ๊ว!!!

ข้อมูลเบื้องต้น

ครอบครัวเปรมปรีดิ์ ชีวีสุขขี ภาระไม่มี โอโห้เธอ โชคดีหวานเจี๊ยบ! ทว่า… ยังไม่ทันได้กำเนิดเฉิดฉาย สวรรค์กลับกลั่นแกล้งเมื่อพบว่าตนเองเป็นเพียงแค่ทารกตัวน้อย! ที่ชีวิตนี้ทำได้แค่ขายความแบ๊ว!!!

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ :BEIJING XIRON DIGITAL-PUBLISHING ALLIANCE INFORMATION TECHN

ประพันธ์โดย :曲如眉

ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย :Glory Forever Public Co.,LTD

แปลและเรียบเรียงโดย :นันท์วณิช เอื้องโชคชัย

พิสูจน์อักษร :สุคนธา สุคนธราช

บรรณาธิการ : วลีรัตน์ แทนคง

เธอเคยตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ครานี้กลับได้สัมผัสความตายอีกเป็นครั้งที่สอง!

ที่นี่ไม่ใช่ยมโลกแต่อย่างใด แต่เป็นสถานที่ประหลาดที่มีคนแต่งชุดโบราณยั้วเยี้ยไปหมด.

แต่ข้ามมิติมาก็ช่างเถิด “จางเฉียว” คิดว่าเรื่องใดก็ไม่สำคัญเท่าการที่เธอ…

ไม่ได้ย้อนเวลามาเป็นบุตรสาวชาวนา!

เซียนแพทย์ผู้เก่งกาจก็ไม่ใช่!

บุตรีฮูหยินเอกผู้ถูกลูกอนุกลั่นแกล้งก็ไปไกลๆ!

แต่เธอได้เกิดใหม่มาเป็น “ซูเฉียวเยว่” คุณหนูเจ็ดในตระกูลเก่าแก่อายุมากกว่าร้อยปี!

บ้านร่ำรวย ครอบครัวรักใคร่กลมเกลียว ไม่ต้องแบกรับภาระหาเงินใช้หนี้

ที่สำคัญบิดายังไร้อนุภรรยาด้วย

.หากนี่ยังไม่ดีสำหรับนาง แล้วอย่างไหนถึงจะเรียกว่าดีเล่า!

อ่อ มีอย่างหนึ่ง… การที่ต้องมาติดอยู่ในร่างทารกตัวน้อยนี่อย่างไรเล่า!

ภาระคืออะไรไม่รู้จัก สิ่งที่นางทำได้ตอนนี้ก็มีแค่ขายความแบ๊วนี่แหละ!


ที่ Jinovel จะมีอัพเดตตอนใหม่และตอนฟรีมากกว่า

ใครอดใจรอไม่ไหวตามไปอ่านได้เลยนะคะ
อ่านเลย >> http://jinovel.co/aa0d

.

.

ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรค์มาเพื่อคุณท่านโดยเฉพาะ
อยากอ่านเรื่องไหน จิ้มได้เลย <3

บทนำ

จางเฉียวตายแล้ว

เหนื่อยตายตอนกลางดึก

เธอไม่รู้หรอกว่า คนอื่นตายแล้วเป็นอย่างไร แต่ในขณะที่วิญญาณของเธอกลับสู่แดนประจิม เหมือนว่าจะมีวังน้ำวนขนาดใหญ่ดูดกลืนเธอเข้าไปในนั้น หนีก็ไม่พ้น ดิ้นก็ไม่หลุด

เพียงชั่วพริบตาเดียว เธอก็มาถึงสถานที่อีกแห่งหนึ่งแล้ว

ที่นี่ไม่ใช่ยมโลก แต่เป็นสถานที่ที่มีหญิงรับใช้อาวุโสและสาวใช้แต่งชุดโบราณอยู่ยั้วเยี้ยไปหมด

และมีคนกำลังจะคลอดบุตร

จางเฉียวยังเป็นนักศึกษา เธอไม่เคยพบเห็นสถานการณ์เช่นนี้กับตามาก่อน จึงรู้สึกกลัวอยู่บ้างเล็กน้อย ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าไม่มีใครสามารถมองเห็นตนเองได้ แต่เธอก็ยังคงเลือกยืนในจุดที่ไกลที่สุดของห้อง แล้วมองผู้หญิงที่นอนอยู่บนเตียงจากระยะไกล

สตรีคนนั้นอายุยังไม่มาก เรือนผมของนางยุ่งเหยิง เส้นผมชุ่มเหงื่อแนบลู่ลงมาติดกับดวงหน้า สีหน้าขาวซีดแลดูหมองคล้ำ สายตาที่เลื่อนลอยกับริมฝีปากไร้สีเลือดของนางแสดงให้เห็นว่านางอาการไม่ดีแล้ว

อุณหภูมิภายในห้องค่อนข้างสูง ไม่เพียงแต่หญิงที่ใกล้คลอด คนอื่นๆ ต่างก็เหงื่อโซมกาย จางเฉียวเห็นเลือดกะละมังแล้วกะละมังเล่า ก็คล้ายว่าได้กลิ่นคาวเลือดไปด้วย

สติสัมปชัญญะของสตรีใกล้คลอดรางเลือนไม่แจ่มชัด ร่างกายก็อ่อนแรงทรุดโทรมอย่างหนัก

หญิงรับใช้อาวุโสที่ปรนนิบัติข้างกายคอยตะโกนกรอกหูนางตลอดเวลา "ไท่ไท่สาม [1] แข็งใจไว้นะเจ้าคะ หากท่านไม่สู้ แล้วเด็กจะทำอย่างไร ท่านลืมไปแล้วหรือ ครรภ์นี้ของท่านเป็นแฝดมังกรหงส์ นี่เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากนะเจ้าคะ"

ส่วนหญิงรับใช้อาวุโสอีกคนซึ่งคอยเช็ดเหงื่อให้นางไม่ขาดกลับหวั่นวิตกยิ่งกว่า นางพูดต่อทันที "ไท่ไท่ นายท่านสามยังรออยู่ข้างนอก ท่านจะเป็นอะไรไม่ได้เป็นอันขาด นึกถึงนายท่านสาม นึกถึงคุณหนูห้าเข้าไว้นะเจ้าคะ"

หญิงรับใช้ทั้งสองต่างพะว้าพะวัง ก่อนหน้านี้สุขภาพของนายหญิงสามแข็งแรงดีมาโดยตลอด จะด้วยเหตุใดก็สุดรู้ ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์นางกลับกลายเป็นคนอ่อนแอ ไร้กำลังวังชา ซ้ำร้ายครรภ์ของนางยังเป็นครรภ์แฝด มีเด็กสองคนยิ่งคลอดลำบาก หากทารกติดอยู่ในครรภ์นานเกินไป ก็อาจขาดใจตายได้ง่ายๆ

ยิ่งไปกว่านั้น ไท่ไท่สามเองจะรอดหรือไม่ก็ยังบอกได้ยาก

"หมอหญิงหวัง ท่านคิดเห็นว่าควรจะทำอย่างไรกันดี? ไท่ไท่สามของพวกเราตอนนี้สติรางเลือน ทั่วร่างไร้กำลังวังชา ท่านคิดหาวิธีหน่อยสิเจ้าคะ" หญิงรับใช้อาวุโสมองหมอหญิงหวังอย่างกระวนกระวายใจ ต้องการให้นางคิดหาวิธี

ตอนนี้พวกนางจนปัญญา ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดีแล้ว สถานการณ์ถึงขั้นวิกฤติ ได้แต่พึ่งพาความช่วยเหลือจากหมอ

หมอหญิงหวังที่นั่งอยู่ด้านข้างเป็นสตรีวัยกลางคนอายุประมาณสามสิบถึงสี่สิบปี ในขณะที่ทุกคนต่างร้อนรนกระวนกระวายอย่างมาก นางกลับยังคงสงบนิ่ง นวดกดจุดให้หญิงที่กำลังจะคลอดเบาๆ ฝังเข็ม และเฝ้าสังเกตอย่างผิดปรกติ

นางหยุดมือแล้วมุ่นคิ้วขมวด "ตอนนี้ข้าฝังเข็มกระตุ้นให้ไท่ไท่สามแล้ว หวังว่าการคลอดจะราบรื่นขึ้น เพียงแต่จะได้ผลมากหรือน้อยนั้นยังบอกได้ยาก พวกเจ้าก็เห็น อาการของนางย่ำแย่จริงๆ"

สตรีคลอดบุตรที่ไม่มีแรงเบ่งด้วยตนเอง สิ่งที่ผู้อื่นสามารถช่วยได้ก็มีจำกัด คำพูดของหมอหญิงหวังฟังดูสมเหตุสมผล

"หมอหญิง แล้วจะทำอย่างไร แล้วจะทำอย่างไร?" หญิงรับใช้อาวุโสร่ำไห้ออกมา ร้อนใจจนไม่ไหวแล้ว

หมอหญิงหวังเองก็ดูวิตกกังวลมาก นางกล่าวอย่างจริงใจ "ข้าจะพยายามสุดความสามารถแล้วกัน เพียงแต่ไม่อาจผลีผลามเกินไป หากเด็กไม่รอด ผู้ใหญ่ก็…"

คำพูดของนางหยุดอยู่เพียงเท่านี้ แต่คนในห้องไหนเลยจะไม่เข้าใจความหมาย จึงไม่กล้าพูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว

หมอหญิงหวังก้มหน้าฝังเข็มอีกครา

แม้จางเฉียวจะไม่รู้จักกับหญิงที่กำลังจะคลอดบุตรผู้นี้ แต่ก็ปรารถนาให้ทั้งแม่และลูกปลอดภัย เธอเดินเข้าไปจนกระทั่งถึงเบื้องหน้าของหญิงที่กำลังจะคลอด แล้วกุมมือของนางเอาไว้พร้อมกับกระซิบว่า "คุณต้องเข้มแข็งนะ ออกแรงหน่อยดีไหม? ต้องออกแรงถึงจะคลอดเด็กออกมาได้ คุณกับลูกถึงจะปลอดภัย สู้ๆ! คุณจะไม่เป็นอะไรแน่นอน"

ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายสัมผัสเธอได้หรืออย่างไร จู่ๆ หญิงคลอดบุตรคนนั้นก็เงยหน้ามองมาทางเธอ จางเฉียวตกใจ รีบหลบอย่างรวดเร็ว แต่แล้วการหลบครั้งนี้กลับทำให้เธอต้องประหลาดใจ เพราะได้เห็นสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องที่วาบผ่านหน้ากากนักบุญจอมปลอมของหมอหญิงหวัง

จางเฉียวตกตะลึง

หมอหญิงหวังคนนี้มีปัญหา

จางเฉียวอยากบอกพวกนาง แต่ก็รู้ว่าคนเหล่านี้ไม่ได้ยินคำพูดของตน

"ยาล่ะ? ทำไมยังไม่ยกเข้ามาอีก หากไม่รีบเร่งตอนนี้ แล้วไท่ไท่จะทำอย่างไร?"

หมอหญิงหวังร้อนใจขึ้นหลายส่วน แต่ดูจากตอนนี้ ไม่น่าจะใช่ร้อนใจเพราะอยากช่วยคน แต่รีบเร่งอยากเอาชีวิตคนมากกว่า

พอสิ้นคำพูดของหมอหญิงหวัง ก็เห็นสาวใช้รุ่นเยาว์ยกถ้วยต้มยาร้อนๆ ก้าวเข้าประตูมาอย่างรวดเร็ว "ท่านหมอหญิง มาแล้ว มาแล้วเจ้าค่ะ"

หมอหญิงหวังแทบซ่อนเร้นความพึงพอใจของตนเองไม่มิด นางรีบเข้าไปรับถ้วยยา แล้วสั่งว่า "พวกเจ้ารีบประคองนายหญิงขึ้นมา ข้าจะป้อนยาเร่งคลอดให้ฮูหยินอีกชาม เมื่อผสานกับการฝังเข็ม จะต้องช่วยให้ไท่ไท่สามคลอดบุตรอย่างปลอดภัยได้แน่"

จางเฉียววิ่งเข้าไป แต่ร่างของเธอทะลุผ่านร่างของหมอหญิงหวัง ทำอะไรไม่ได้แม้แต่น้อย

"อย่าดื่มนะ อย่าดื่มยาของเธอ เธอจะทำร้ายคุณ" จางเฉียววิ่งเข้าไปอีกครั้ง แต่ก็ยังไร้ผลเช่นเดิม

ไท่ไท่สามนอนอยู่บนเตียงแลดูอ่อนแรงอย่างมาก เพียงแต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายได้ยินจางเฉียวหรืออย่างไร จึงกัดฟันแน่นไม่ยอมอ้าปาก หมอหญิงพยายามอยู่สองสามคราก็ไม่สามารถป้อนยาเข้าปากของนางได้

หมอหญิงพยายามซ้ำๆ กลับไปกลับมาเช่นนี้ จนยาหกไปไม่น้อย

สีหน้าของหมอหญิงยิ่งฉายแววร้อนใจอย่างหนัก "ไท่ไท่ไม่ดื่มไม่ได้ พวกเจ้ามากดนางไว้ ข้าจะบีบกรามของนาง พวกเจ้าก็กรอกยาเข้าไป"

หมอหญิงมุ่งมั่นที่จะจบภารกิจอย่างเร่งด่วน ดูเหมือนจะไม่สนใจแล้วว่าตนเองจะถูกสอบสวนหรือค้นพบความจริงภายหลังหรือไม่

หมอตำแยท่าทางลังเลใจ เอ่ยขึ้นว่า "ไท่ไท่ดื่มยาเร่งคลอดไปชามหนึ่งแล้ว หากกรอกชามนี้ไม่ลงจริงๆ พวกเราก็ไม่จำเป็น…"

หมอหญิงหวังหัวเราะเยาะ "หมอตำแยอย่างเจ้าจะรู้ดีกว่าข้าหรือ? ข้าว่า…เจ้าคงไม่อยากให้ไท่ไท่คลอดบุตรได้อย่างปลอดภัยมากกว่า พูดมา มีแผนร้ายอะไรในใจ เจ้าจะปล่อยให้ไท่ไท่เจ็บปวดทรมานอยู่เช่นนี้หรือ?"

แม้ในใจหมอตำแยจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่กล้าโต้เถียงหมอหญิงที่ในวังส่งมา ดังนั้นจึงไม่พูดอะไรอีก

จางเฉียวเห็นนางดึงดันจนได้ ก็วิตกจนเหงื่อท่วมศีรษะ เธอรู้สึกว่าหญิงที่กำลังจะคลอดคนนี้สามารถได้ยินเสียงของเธอ จึงตะโกนต่อไปไม่หยุด "เธอจะฆ่าคุณ เธอจะฆ่าคุณ หากไม่แข็งใจสู้ คุณกับลูกจะต้องตายกันหมด คุณเองก็ต้องตาย"

ไท่ไท่สามฉีอิ่งซินมักจะมีอาการวิงเวียนศีรษะสมองตื้ออยู่เสมอ แต่นางรู้ว่าตนเองกำลังจะคลอดบุตร จึงพยายามดึงสติของตนเองตลอดเวลา ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด ทั่วทั้งร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้ากลับไม่สามารถออกแรงได้แม้แต่น้อย ราวกับว่า… ราวกับว่ากินของประเภทผงกระดูกอ่อนเข้าไป

"เธอจะฆ่าคุณ…"

เสียงกรีดร้องของสตรีที่เต็มไปด้วยความกระวนกระวายดังมาระลอกหนึ่ง

ไท่ไท่สามไม่เคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน นางลืมตาขึ้นอย่างงุนงง

ไม่มีสตรีที่เธอไม่รู้จัก มีแต่หมอหญิงหวัง…

นางนึกว่าตนเองตาฝาด แม้ว่าสีหน้าของหมอหญิงจะดูเหมือนเป็นห่วงเป็นใย แต่ดวงตากลับฉายแววมาดร้าย

มือหนึ่งถือถ้วยยา อีกมือบีบกรามของนาง คิดจะกรอกยาเข้าไป ไท่ไท่สามกลืนเข้าไปอึกหนึ่ง แต่ก็ได้ยินเสียงร้องเตือนดังขึ้นอีกหน "เธอจะฆ่าคุณ"

น้ำเสียงร้อนรนเต็มไปด้วยความห่วงใย ทำให้ไท่ไท่สามอยากจะลองเชื่อดู เชื่อโดยไม่มีเหตุผล

"ไสหัวไป…" จู่ๆ ไท่ไท่สามก็ออกแรงสุดตัว ปัดถ้วยยาจนคว่ำไป

หมอหญิงหวังอึ้งงัน

ดูเหมือนว่าเสียงร้องตะโกนของจางเฉียวจะได้ผล เธอพรูลมหายใจออกมา แล้วหันไปมองไท่ไท่สามอีกครั้ง

อีกฝ่ายคล้ายจะมองไม่เห็นเธอ

แต่เหมือนจะได้ยินสิ่งที่เธอพูด

"ให้นาง… อะ… ออกไป"

หมอหญิงหวังตะลึงพรึงเพริด ไม่รู้ว่าตนเองเผยพิรุธออกไปตอนไหน "ไท่ไท่ ตอนนี้เป็นเวลาสำคัญ ท่านจะเอาแต่ใจไม่ได้เป็นอันขาด ท่านทำเช่นนี้…"

ไม่รอให้พูดจบ นางก็ล้วงเอาเข็มออกมาอีกหน "ข้าจะช่วยท่าน ไท่ไท่สาม…"

เมื่อเห็นว่ากำลังจะมีการฝังเข็มไท่ไท่สามอีกหน ครานี้หญิงรับใช้อาวุโสคนสนิทก็รู้สึกถึงความผิดปรกติได้ในที่สุด  

นางผลักหมอหญิงออกไปอย่างแรงด้วยความโมโห "เจ้าจะทำอะไร!"

"อ๊า…."

ไท่ไท่สามกรีดร้องสุดเสียง นางสั่นสะท้านไปทั้งร่าง สองมือจิกกำผ้าห่มจนเส้นเลือดเขียวปูดโปนออกมา "บุตร… บุตรของข้า…"

หมอหญิงหวังเห็นไท่ไท่สามไม่เชื่อถือนางอีกต่อไป ก็รู้ว่าภารกิจของตนเองไม่อาจสำเร็จได้แล้ว จึงไม่คิดอย่างอื่น คลำหามีดแล้ววิ่งเข้าไปอาละวาด "นางแพศยาชั้นต่ำ ข้าจะส่งเจ้าลงนรกไปซะ"

จางเฉียวไม่มีเวลาไตร่ตรองใดๆ ทั้งสิ้น วิ่งผลุนผลันเข้าไปด้วยสัญชาตญาณ แต่ก็ไร้ผล หมอหญิงทะลุผ่านร่างของเธอไป จางเฉียงเอี้ยวศีรษะกลับไปมอง เห็นหญิงรับใช้ของไท่ไท่สามพุ่งเข้าใส่หมอหญิงหวังอย่างแรง มีดเล่มนั้นจึงเสียบเข้าร่างของนาง แล้วนางก็ล้มลง

ยามนี้หมอหญิงหวังฟั่นเฟือนไปแล้ว เมื่อเห็นทุกคนที่ตกตะลึงกันเมื่อครู่เริ่มกรีดร้อง ก็ไม่รู้ว่าเอาแรงฮึดมาจากไหน ดึงมีดออกจากร่างของหญิงรับใช้อย่างแรง นัยน์ตาทั้งคู่แดงก่ำ เงื้อมีดวิ่งเข้าไปอีกหน

จางเฉียวคิดจะเอาร่างโปร่งแสงของตนเองกำบังหญิงที่กำลังจะคลอดบุตรเอาไว้ โอ๊ะ แต่คราวนี้มีดกลับเสียบเข้าร่างของเธอ จางเฉียวค่อยๆ ก้มลงมองอย่างไม่อยากเชื่อ สัมผัสเย็นวาบเข้ามาที่ท้องน้อยของเธอ หลังจากนั้นความเจ็บปวดก็เริ่มแผ่กระจายออกไปช้าๆ นี่คือสิ่งที่จริงแท้ ความรู้สึกเป็นแบบนี้จริงๆ

เธอ… คนที่ตายแล้วครั้งหนึ่ง ได้สัมผัสกับความตายอีกเป็นครั้งที่สอง

จางเฉียวเบิกตามองร่างกายของตนเองที่ค่อยๆ เลือนหายไปทีละน้อยๆ

มีดของหมอหญิงตกลงพื้นทั้งแบบนั้น ซูซานหลาง [2] ซึ่งบุกเข้าประตูมา ถีบนางกระเด็นออกไป หลังจากนั้นก็วิ่งไปที่เตียง "อาอิ่ง"

"น้ำคร่ำแตกแล้วเจ้าค่ะ ฮูหยิน หัวเด็กโผล่ออกมาแล้ว ออกแรงอีกนิดนะเจ้าคะ คุณชายน้อยจะต้องปลอดภัยแน่นอน" หมอตำแยคนนั้นตะโกนขึ้นมา

บุตร… บุตรของนาง

ไท่ไท่สามไม่รู้สักนิดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่จู่ๆ พละกำลังส่วนหนึ่งก็พลุ่งพล่านออกมา

นางข่มความเจ็บปวด กัดริมฝีปากจนเลือดซึม แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ ก็ยังคงออกแรงอย่างสุดชีวิต อยากให้บุตรของตนเองคลอดออกมาอย่างปลอดภัย บุตรของนาง นี่คือบุตรของนาง…

"อ๊าาาาา" ไท่ไท่สามกรีดร้องอีกครา

"ฮูหยิน ออกแรง ออกแรงอีกเจ้าค่ะ คุณชายน้อยหัวโผล่ออกมาแล้ว ฮูหยิน…" หมอตำแยไม่เคยพบเคยเจอสถานการณ์เช่นนี้ระหว่างทำคลอดมาก่อน แต่ก็รู้ดีว่า หากไท่ไท่สามเป็นอะไรไป ชีวิตของพวกนางก็คงไม่รอดเช่นกัน

บัดนี้หมอหญิงหวังถูกควบคุมตัวไปแล้ว รายละเอียดเป็นเช่นไร ก็ไม่อาจรู้ได้ พวกนางกลัวว่าจะถูกดึงเข้าไปพัวพัน จึงยิ่งพยายามนวดกระตุ้นไท่ไท่สามไม่หยุดหย่อน "ไท่ไท่ ออกแรงเบ่งอีก เบ่งอีกเจ้าค่ะ"

ด้วยเกรงว่าไท่ไท่จะถูกกระตุ้นจนกัดปากตนเองบาดเจ็บ จึงยัดผ้าเข้าไปในปากของนาง

ไท่ไท่สามรู้สึกเหมือนว่าตนเองเป็นปลาที่ถูกช้อนขึ้นจากน้ำ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น นางกลับพบว่าตนเองมีพละกำลังขึ้นมาจริงๆ

"ฮึ้บ…"

ทันใดนั้นไท่ไท่สามก็รู้สึกปลอดโปร่งเบาสบายไปทั้งตัว

"คลอดแล้ว คลอดแล้ว คลอดแล้ว เป็นคุณหนูเจ้าค่ะ" น้ำเสียงตื่นเต้นยินดีของหมอตำแยผ่านเข้ามาในหูของไท่ไท่สาม ทว่าชั่วขณะนั้นนางยังคงมึนงงเหมือนตกอยู่ในภวังค์

"ไท่ไท่ ยังหลับไม่ได้ ยังหลับไม่ได้นะเจ้าคะ ท่านยังมีบุตรอีกคน ยังมีคุณชายน้อยอีกคน ไท่ไท่สาม…"

พอเห็นไท่ไท่สามอาการไม่ดี หมอตำแยก็ตะโกนเรียกเสียงดัง พลางเขย่าตัวของไท่ไท่สามไปด้วย

"ไท่ไท่ ไท่ไท่…"

หลังจากหมอตำแยอีกคนใช้มีดคมตัดสายรกเรียบร้อยแล้ว ก็อุ้มเด็กขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว แล้วตีก้นน้อยๆ ของนาง

"อุแว้…" เสียงของทารกน้อยดังกังวานจนสะเทือนแก้วหู

ไท่ไท่สามได้ยินเสียงนี้แล้ว พลันฉุกคิดถึงเสียงที่ดังก้องเข้ามาในหูยามที่ตนเองยังไม่ได้สติ นั่นเป็นเสียงใสๆ ของสตรีที่ตะโกนร้องบอกไม่หยุดว่ามีคนจะฆ่าตนเอง

เป็นนาง เป็นบุตรสาวที่ช่วยชีวิตนาง?

เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ ไท่ไท่สามก็ราวกับมีกำลังวังชาขึ้นมาอย่างไร้ขีดจำกัด

นางแทบจะกัดผ้าในปากให้ขาด เค้นกำลังออกมาสุดตัว

"คลอดแล้ว ไท่ไท่คลอดอีกแล้ว เป็นคุณชายน้อย…" น้ำเสียงเปี่ยมล้นไปด้วยความยินดี

การคลอดครานี้ชวนให้อกสั่นขวัญแขวนจริงๆ

พอได้ยินเสียงร้องของบุตรชาย แม้ว่าจะอ่อนแรงเต็มทน แต่มุมปากของไท่ไท่สามยังคงโค้งขึ้น ในที่สุดบุตรของเธอก็ปลอดภัย

บุตรของเธอปลอดภัยแล้ว…

ครานี้ เธอก็สามารถหลับอย่างสบายใจได้เสียที

แฝดมังกรหงส์คือเรื่องที่น่ายินดีเป็นที่สุด

เมื่อเปรียบเทียบกับเสียงร้องไห้จ้าแสบแก้วหูของพี่สาว เสียงร้องของน้องชายจึงคล้ายกับแมวน้อยตัวหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรก็เป็นทารกที่แข็งแรงทั้งคู่

เมื่อเด็กน้อยทั้งสองถูกจับอาบน้ำจนสะอาดสะอ้าน แล้วอุ้มมาถึงหน้าซูซานหลางผู้เป็นบิดา เขาก็ลูบเจ้าตัวจ้อยสองคนเบาๆ หัวใจแทบละลาย หลังจากนั้นก็ถามว่า "ไท่ไท่หลับแล้วหรือ?"

หมอตำแยตอบทันควัน "หลับแล้ว หลับแล้ว ปลอดภัยดี นายท่านสามวางใจได้เจ้าค่ะ"

"รีบอุ้มเจ้าตัวน้อยทั้งสองไปที่เรือนหลักของท่านพ่อท่านแม่ ข้าจะไปดูอาอิ่ง" ซูซานหลางเอ่ยบอก

"เจ้าค่ะ" หมอตำแยตอบอย่างสุภาพ

อาจเป็นเพราะเหตุการณ์ลอบสังหารที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ซูซานหลางจึงส่งคนอีกสองคนติดตามไปพร้อมกัน ในใจของหมอตำแยสวดภาวนาอมิตตาพุทธๆ ไม่หยุด พระพุทธองค์คุ้มครองแท้ๆ!

จะว่าไปแล้ว แฝดมังกรหงส์คู่นี้ช่างมีบุญบารมีเหลือล้น

หากกลายเป็นหนึ่งร่างสามศพขึ้นมาจริงๆ พวกนางไหนเลยจะได้ออกไปจากที่นี่?

นางก้มมองทารกน้อย เห็นคนพี่ดวงตากลมโตใสแจ๋ว ปากร้องอ้อแอ้ๆ น่าเอ็นดูยิ่งนัก

นางก้มลงไปจุมพิตหน้าผากของทารกน้อยฟอดหนึ่ง "เด็กดี"

แต่ทารกน้อยที่ได้รับคำชมกลับมีสีหน้างุนงง เด็กดี?

ทำไมรู้สึก… ทะแม่งๆ ชอบกลนะ?

เด็กทารกคนนี้หาใช่ใครอื่น แต่เป็นจางเฉียวที่เพิ่งตายไปถึงสองหน

มีดเล่มนั้นทำให้ร่างของเธอหายวับไป รู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนถูกตีก้น

นี่เธอ… กลับชาติมาเกิดใหม่หรือข้ามเวลามาเป็นคนอื่น?

"โอ๋…"

ในห้องขังที่ทั้งหนาวเย็นและมืดมิด บรรยากาศอึมครึมน่าสะพรึงกลัว

ห้องขังแห่งนี้ล้อมด้วยกำแพงหินสี่ด้าน อาจเป็นเพราะไม่ได้เจอแสงตะวันมานาน กำแพงหินจึงมีตะไคร่น้ำเขียวครึ้ม แม้มีรูระบายอากาศเล็กๆ บนเพดานแต่แสงแดดสักเสี้ยวก็ยังส่องเข้ามาไม่ถึง

ภายในห้องขังมืดมิดไม่มีคบเพลิง มีเพียงตะเกียงน้ำมันดวงหนึ่งที่มุมห้อง แสงตะเกียงสลัวเลือนรางราวกับมาจากแดนนรก

และคนที่ถูกตรึงอยู่ในท่ายืนบนโครงเหล็กกลางห้องยามนี้หาใช่ใครอื่น แต่เป็นหมอหญิงหวัง

หมอหญิงหวังถูกพันธนาการไว้ตรงกลาง สองมือถูกมัดอย่างแน่นหนา แค่ขยับยังไม่ได้ เท้าทั้งสองห้อยสูงจากพื้นประมาณหนึ่ง บนขาเต็มไปด้วยคราบเลือดราวกับถูกทำให้พิการไปแล้ว

ร่างกายของนางเต็มไปด้วยร่องรอยของการถูกเฆี่ยน ตกอยู่ในสภาพอเนจอนาถยิ่งนัก

ด้วยเกรงว่านางจะฆ่าตัวตาย จึงยัดเศษผ้าหนาๆ เข้าไปในปาก และอาจเป็นเพราะนานเกินไป รอบปากจึงกลายเป็นสีดำแล้ว

"ครืด…" มีคนผลักประตูหินเข้ามา

เสียงฝีเท้านั้นเบามาก บุรุษสวมอาภรณ์สีขาวทั้งตัว ในมือถือโคมแดง ดวงหน้าหล่อเหลาราวกับหยกสลัก ทั้งสง่างามและดูสูงศักดิ์

คนผู้นี้หาใช่ใครอื่น เขาคือซูซานหลางนี่เอง

และด้านหลังของเขายังมีคนชุดดำติดตามมาอีกสองคน ซูซานหลางมาถึงข้างตัวนาง ใบหน้าไม่เปลี่ยนสี ยืนเอามือไพล่หลังอย่างสงบนิ่ง

เศษผ้าในปากของหมอหญิงหวังถูกดึงออกมา

เขายิ้มอย่างเย็นชา แล้วเอ่ยถามว่า "อยากพูดหรือยัง?"

ริอ่านมาทำร้ายภรรยาของเขา แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงบัณฑิตคนหนึ่ง แต่ไม่มีทางปล่อยให้เรื่องจบไปง่ายๆ แน่

หมอหญิงหวังประคับประคองร่างของตนเองฝืนเงยหน้าขึ้น "ทะ… ท่าน ข้าชื่นชมเลื่อมใสในตัวท่าน ข้าชิงชังที่นางได้ตัวท่านไป"

รอยยิ้มเหยียดผุดบนมุมปากของซูซานหลาง พวกเขาไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ใครเล่าจะสังหารผู้อื่นเพียงเพื่อคนแปลกหน้า ข้ออ้างเช่นนี้ เห็นเขาโง่เง่านักหรือไร

เขาเอ่ยเสียงเบา "ดูท่า เจ้ายังคงไม่ยอมพูด"

หมอหญิงหวังกัดฟัน "ข้าพูดไปแล้ว ข้าพูดไปแล้ว ข้าเพียงอิจฉาริษยานาง ท่านฆ่าข้าสิ ฆ่าข้าเลย ข้าไม่ถือสาสักนิด ได้ตายด้วยน้ำมือท่าน ข้าก็มีความสุขแล้ว"

ซูซานหลางหัวเราะออกมา "ข้าจำได้ว่าเจ้ามีบิดามารดาแก่ชรา อ้อ จริงสิ ยังมีบุตรชายอีกคน…"

หมอหญิงหวังพลันตื่นตระหนก "ไม่ ไม่ได้นะ…"

ซูซานหลางเอ่ยเสียงเบา "อะไรไม่ได้หรือ? เจ้าควรตรึกตรองให้ดี ใครกันแน่ที่สำคัญกว่า แทนที่จะดันทุรังกับเรื่องนี้ต่อ สู้ก้มหน้าสารภาพมาตามตรงไม่ดีกว่าหรือ บุตรชายของเจ้ากำลังน่ารักเสียด้วย"

"ไม่… อึ้ก พรวด" หมอหญิงหวังพูดไม่ทันจบ ทันใดนั้นนางก็หน้าถอดสี กระอักโลหิตพ่นออกมาจากปาก

ซูซานหลางตกตะลึง ไม่คาดคิดว่าจะเป็นเช่นนี้ "ใครก็ได้…"

ผู้ติดตามก้าวเข้าไปทันที แต่ยังไม่ทันเข้าไปใกล้ ก็เห็นนางกระอักโลหิตสีดำออกมาอีก

หมอหญิงหวังขาดใจตายไปทั้งอย่างนั้น ไม่มีเวลาแม้แต่จะดิ้นรนด้วยซ้ำ เหลือทิ้งไว้เพียงความรู้สึกคาดไม่ถึงบนใบหน้า

เร็วอย่างเหลือเชื่อ

ผู้ติดตามของซูซานหลางเข้าไปตรวจสอบทันที ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอย่างเคร่งเครียด "นายท่านสาม นางเสียชีวิตเพราะต้องพิษขอรับ"

ซูซานหลางหน้าดำทะมึน ผ่านไปครู่ใหญ่จึงถามว่า "มีใครเข้ามาที่นี่บ้าง?"

ผู้ติดตามกล่าวอย่างจริงจัง "ไม่มีคนนอก มีเพียงนายท่านสองคน แล้วก็คนสนิทไม่กี่คนในจวน ท่านมีคำสั่งห้ามคนนอกเข้าใกล้นาง พวกเราจึงเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดขอรับ"

ทั้งที่ให้คนคุ้มกันแน่นหนาแต่กลับไม่รอด ซ้ำยังมาตายต่อหน้าเขาอีก สีหน้าของซูซานหลางย่ำแย่ยิ่งนัก มือกำหมัดแน่น

"ดูท่าคงจะพุ่งเป้ามาที่พวกเราสามีภรรยา"

หลังจากนิ่งงันไปครู่ใหญ่ เขาก็เอ่ยปากอย่างจริงจัง "จำไว้ ห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปเด็ดขาด"

[1] ไท่ไท่ เป็นคำยกย่องใช้เรียกภรรยา หรือหญิงที่แต่งงานแล้ว ความหมายเหมือนกับคำว่า ฮูหยิน บ้างก็ใช้เรียกแทนกัน

[2] ซูซานหลาง หมายถึงบุตรชายคนที่สามของสกุลซู ลำดับการเรียกจะเป็น ซูต้าหลาง-บุตรชายคนโตของสกุลซู ซูเอ้อหลาง-บุตรชายคนรองของสกุลซู และซูซานหลาง-บุตรชายคนที่สามของสกุลซู

-------------------------------------

พลาดไม่ได้! อ่าน ‘เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู’
และนิยายจาก Jinovel ทั้งหมด ทุกเรื่อง ทุกตอน ไม่จำกัด
เพียง 99 บาท/ เดือน คลิกเลย >https://bit.ly/3tfMdtR

บทที่ 1 ย้อนเวลามาเป็นทารก

อากาศยามวสันตฤดู สายลมโชยเอื่อย หมู่มวลผกาประชันสีสันตระการตา

บรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยพลังความสดใสของฤดูใบไม้ผลิเช่นนี้ หากไม่ได้ออกจากบ้านไปสัมผัสก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

และขณะนี้ ซาลาเปาน้อยก็กำลังหงุดหงิดเพราะไม่สามารถออกไปนอกบ้านได้ แต่ไม่ว่านางจะขุ่นเคืองสักปานก็หามีคนสนใจไม่ กระทั่งสายตาเว้าวอนว่า "อยากออกไปข้างนอก" ก็ยังไม่มีใครเข้าใจ

หากถามว่าเพราะเหตุใด?

เหอะๆ ใครจะไปสนใจเด็กทารกอายุเพียงเจ็ดเดือนกันล่ะ?

ไม่ผิด ตอนนี้นางอายุหนึ่งขวบแล้ว (อันที่จริงเจ็ดเดือน) นอกจากจะเป็นซาลาเปาน้อยนุ่มฟูเนื้อแน่นแล้ว ยังเป็นซาลาเปาที่อุดมไปด้วยไขมันอีกด้วย

แท้จริงแล้วก็ไม่แปลกที่ซาลาเปาน้อยจะมีความคิดอ่านทำนองนี้

ใช่ ก็อย่างที่คุณคิดนั่นแหละ ช่วงเวลาที่กระแสของการย้อนเวลากำลังมาแรง อยู่ดีๆ นางก็ข้ามกาลเวลามาเหมือนกัน แน่นอนว่าจะไม่ขอลงรายละเอียดถึงสาเหตุและขั้นตอนของการย้อนเวลา เพราะพูดมากไปก็มีแต่… จะน้ำตานอง

สรุปสั้นๆ นางคือจางเฉียวอายุยี่สิบเอ็ดปีที่กลายมาเป็นทารกน้อยซูเฉียวเยว่

ต้องบอกว่าสวรรค์ยังใจดีกับนางมาก อย่างน้อยก็ไม่ได้ย้อนเวลามาเป็นบุตรสาวของตระกูลชาวนา แต่เป็นจวนซู่เฉิงโหว [1] ซึ่งเป็นตระกูลเก่าแก่อายุมากกว่าร้อยปีแห่งต้าฉี กล่าวได้ว่า ตระกูลของพวกเขามีทั้งเงิน อำนาจ และชื่อเสียง ครอบครัวเช่นนี้ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป

คุณหนูเจ็ดบุตรีภรรยาเอกของบ้านสาม ย่อมเป็นบุคคลประเภทที่สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขโดยไม่ต้องแบกรับภาระหรือหวั่นวิตกกับเรื่องราวใดๆ หากนี่ยังไม่ดีสำหรับนาง แล้วอย่างไหนถึงจะเรียกว่าดีเล่า

ถึงฟ้าจะถล่มลงมาก็ยังมีลุงใหญ่กับลุงรองคอยแบกรับอยู่ บิดาของนางก็สามารถอยู่อย่างเอ้อระเหยไม่ต้องทำอะไรเลยได้ ส่วนนางเองยิ่งดีใหญ่ เบื้องบนมีพี่สาวคนหนึ่ง เบื้องล่างมีน้องชายฝาแฝดอีกคน ช่างเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบและความสุขอย่างแท้จริง จุดที่สำคัญที่สุดก็คือ บิดาของนางไม่มีอนุภรรยา

ควรรู้ว่า เมื่อพิจารณาตามกฎเกณฑ์ของผู้หญิงที่เดินทางข้ามกาลเวลา อย่างเธอถือว่าออกแนวสดใสน่ารัก

กิจกรรมข้ามกาลเวลารุดหน้ามาจนถึงทุกวันนี้ แค่สามารถข้ามมาอยู่ในครอบครัวแบบนี้ได้ ก็ต้องจุดธูปขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วจริงๆ

ด้วยเหตุนี้ นางจึงยอมรับชะตาข้ามกาลเวลาครานี้ได้อย่างง่ายดาย

ยกเว้นแต่… ต้องมาเป็นเด็กทารกนี่แหละ

นางยังแบเบาะขนาดนี้ ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง อารมณ์จึงห่อเหี่ยวอยู่บ้าง

"ไท่ไท่สาม ท่านทราบหรือไม่ ไท่ไท่รองน่าขันสิ้นดี คิดแต่จะลอกเลียนแบบท่าน ไม่ดูบ้างว่าพื้นเพครอบครัวของตนเองเป็นแบบไหน ช่างโง่เขลาเสียนี่กระไร" คนที่พูดอยู่คือหลันหมัวมัว [2] เป็นหญิงรับใช้อาวุโสจากสกุลเดิมที่ติดตามไท่ไท่สามเข้ามาตอนแต่งงาน ในมุมมองของเสี่ยวเฉียวเยว่ นี่คือคนสนิทของมารดานาง

ไท่ไท่สามหัวเราะเสียงเบาออกมา หลังจากนั้นก็เอ่ยว่า "เมื่อพอใจก็ให้นางเลียนแบบไป ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใดเสียหน่อย"

ท่าทางไม่เก็บเอามาใส่ใจสักเท่าไร

พูดถึงเรื่องนี้ หลันหมัวมัวกลับไม่ยอม นางกล่าวว่า "ท่านน่ะ แสนดีเกินไป คนบางคนยิ่งไม่ถือสาหาความกับนาง นางกลับยิ่งรู้สึกว่าท่านรังแกง่าย"

"ไยหมัวมัวต้องโมโหถึงเพียงนี้ด้วยเล่า ข้าเคยปล่อยให้นางรังแกที่ไหน นางอยู่ในสถานะใด ข้าอยู่ในสถานะใด อีกอย่าง นายท่านสามก็ไม่ยอมให้ใครรังแกข้าอยู่แล้ว" น้ำเสียงของไท่ไท่สามยังคงเรียบเฉย

เอ่ยถึงนายท่านสาม หลันหมัวมัวก็พยักหน้า "นายท่านสามย่อมประเสริฐสุด ในสายตาของบ่าว นายท่านสามดียิ่งกว่าบรรดานายท่านทุกคน ไท่ไท่ก็มีบุญบารมีเปี่ยมล้นเช่นเดียวกัน"

หลันหมัวมัวพูดอีกว่า "นายท่านใหญ่เคร่งขรึมจริงจังเกินไป นายท่านรองเจ้าชู้เกินไป นายท่านสามของพวกเราสุภาพอ่อนโยนเปี่ยมไปด้วยความสามารถ ไม่เกลือกกลั้วสิ่งโสมม บริสุทธิ์สูงส่ง รู้จักทะนุถนอมคนรัก ไม่มีใครดีไปกว่านี้อีกแล้ว"

หลังจากนึกอยู่สักครู่ ก็พูดอีกว่า "ไท่ไท่ต้องกุมหัวใจของนายท่านสามให้มั่น อย่าให้พวกกีบเท้าเล็ก [3] เหล่านั้นสบโอกาสเข้ามาแทรกแซงได้เชียว หญิงสาวเดี๋ยวนี้มักชอบฉกฉวยโอกาส บ่าวได้ยินว่า…"

ต้องบอกว่า หมัวมัวช่างซุบซิบนินทาผู้นี้เป็นดั่งเสียงสวรรค์สำหรับซาลาเปาน้อยจริงๆ

ชีวิตที่แสนว่างจนแทบจะเพาะเห็ดได้ของนางมีความรื่นเริงบันเทิงใจมากขึ้นก็เพราะคนผู้นี้

แม้จะข้ามเวลามาได้เพียงครึ่งปีกว่า แต่นางก็รู้สถานการณ์ของครอบครัวนี้ว่าเป็นอย่างไร

จวนซู่เฉิงโหวเป็นตระกูลเก่าแก่นานนับศตวรรษ มีบุตรชายสามคน บิดาของนางเป็นคนที่สาม พี่ชายสองคนที่อยู่เหนือขึ้นไปล้วนเป็นขุนนาง

บ้านใหญ่นอกจากจะมีบุตรชายหญิงที่เกิดจากภรรยาเอกคู่หนึ่ง ยังมีบุตรสาวที่เกิดจากอนุอีกคน แต่ท่านลุงใหญ่ดูเหมือนจะไม่ใช่บุรุษมักมาก อนุภรรยาเพียงคนเดียวของเขาเป็นสาวใช้ที่แต่งเข้ามาพร้อมกับท่านป้าใหญ่ ได้ยินมาว่าท่านป้าใหญ่เป็นคนจัดแจงยกฐานะให้ขึ้นมาปรนนิบัติท่านลุงใหญ่ระหว่างที่นางตั้งครรภ์ เป็นคนซื่อสัตย์เจียมเนื้อเจียมตัวดี

พูดมาถึงตรงนี้ นางค่อนข้างจะไม่เข้าใจ นางรู้สึกว่าป้าใหญ่อาจไม่ได้ชอบพอลุงใหญ่สักเท่าไร มิเช่นนั้นจะเจ้ากี้เจ้าการยกอนุให้เขาเองทำไม นี่มันไม่สมเหตุสมผล! ไม่รู้สึกหึงหวงบ้างเลยหรือ? ต้องอย่างท่านป้ารองถึงจะเรียกว่าปรกติ

บ้านรองมีจำนวนคนในครอบครัวมากที่สุด นอกจากบุตรชายหญิงจากภรรยาเอกคู่หนึ่ง ยังมีบุตรชายจากอนุหนึ่งคน และบุตรสาวจากอนุอีกสองคน ทั้งสามล้วนไม่ได้ถือกำเนิดจากอนุภรรยาเพียงคนเดียว จึงเห็นได้ว่าท่านลุงรองเป็นคนที่ชมชอบหญิงงามมากเพียงไหน แต่เพราะชาติกำเนิดของท่านป้ารองค่อนข้างต่ำ ไม่อาจควบคุมสามีได้ จึงได้แต่มาบ่นกับสะใภ้คนอื่นทั้งวี่ทั้งวัน พานให้ไม่มีใครชอบ

ทางบิดาของนางค่อยคุยง่ายหน่อย นางมีพี่สาวหนึ่งคน เฉลียวฉลาดน่าเอ็นดูมาก ส่วนนางกับน้องชายฝาแฝดก็สมัครสมานกลมเกลียวกันดี

อาจเป็นเพราะครอบครัวของพวกนางเรียบง่ายที่สุด บิดาก็รักและทะนุถนอมภรรยามาก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ท่านป้ารองอิจฉาริษยามารดาของนาง

ท่านป้ารองมักทำเรื่องโง่งมไม่เว้นแต่ละวัน แต่ก็ไม่เคยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพียงแค่กลายเป็นที่ตลกขบขันเท่านั้น 

หลันหมัวมัวค่อนแคะถากถางได้ทั้งวัน นางก็ไม่เคยเบื่อที่จะฟัง

"เฉียวเฉียวมองอะไรหรือ?"

ไท่ไท่สามหันไปโดยมิได้ตั้งใจ เห็นก้อนแป้งน้อยของตนนั่งจ้องหลันหมัวมัวตาแป๋วอยู่ตรงนั้น ในใจรู้สึกไม่ดี รีบปรามทันที "หมัวมัวอย่าพูดอีกเลย"

ก่อนจะอุ้มเสี่ยวเฉียวเยว่ขึ้นมาในอ้อมแขน พลางเอ่ยเสียงเบา "ถึงอย่างไรก็ไม่ควรให้ชีเจี่ยเอ๋อร์ [4] ฟังเรื่องเหล่านี้"

เสี่ยวเฉียวเยว่เป็นลำดับที่เจ็ดของครอบครัว ดังนั้นจึงเรียกว่า ชีเจี่ยเอ๋อร์

หลันหมัวมัวยิ้มตอบว่า "ชีเจี่ยเอ๋อร์ยังเล็ก ฟังรู้เรื่องที่ไหนเจ้าคะ"

จากนั้นก็ดีดนิ้วต่อหน้าเสี่ยวเฉียวเยว่สองครั้ง หยอกเย้าให้นางยิ้ม

เสี่ยวเฉียวเยว่รู้สึกว่าเมื่อตนเองกลายเป็นทารกน้อยไปแล้ว ก็ไม่อาจทำตัวตัวประหลาดเกินไป นางยิ้มออกมาทันที "ต้ะ…ต้ะ…"

พร้อมกับเปล่งเสียงแปลกๆ

ทารกน้อยจ้ำม่ำยิ้มหวานราวกับนางฟ้าตัวน้อย หลันหมัวมัวตกหลุมรักจนไม่รู้จะว่าอย่างไร นางอุ้มเสี่ยวเฉียวชีขึ้นมาวางบนตักแล้วเขย่า "แม่หนูน้อย ว่านอนสอนง่าย โตเมื่อไรจะซื้อปิ่นดอกไม้มาติดให้"

หนูน้อย "ไร้ฟัน" ยังคงยิ้มร่าขายความน่ารักต่อไปเรื่อยๆ

สิ่งที่นางทำได้ตอนนี้ก็มีแต่ขายความแบ๊วนี่แหละ

ไท่ไท่สามเห็นนางยิ้มจนน้ำลายไหลยืด ก็ทนมองต่อไปไม่ได้ เอ่ยไปว่า "สุดจะทนจริงๆ อย่าเอาแต่ยิ้มปัญญาอ่อนอย่างนั้นสิ"

แม้จะกล่าวเช่นนี้ แต่มุมปากกลับโค้งขึ้นอมยิ้มน้อยๆ แล้วเช็ดมุมปากให้นางเบาๆ

เฉียวเยว่ไม่ใช่ทารกน้อยตัวจริง ไหนเลยจะมองไม่ออกว่าไท่ไท่สามชอบรอยยิ้มของตนเอง นางตบมือน้อยๆ ยิ้มเริงร่ายิ่งกว่าเดิม

"คุณหนูเจ็ดของพวกเราเฉลียวฉลาดน่าเอ็นดู อายุเพิ่งเจ็ดเดือนเท่านั้นเอง ไม่เพียงแต่นั่งได้ ยังไม่ร้องไห้งอแงอีกด้วย เฉลียวฉลาดยิ่งนัก ได้ยินว่าคุณหนูหกชอบร้องไห้ตอนกลางคืน เล่นเอาคนไม่ได้หลับได้นอน" หลันหมัวมัวรู้สึกว่าคุณหนูของตนดีไปเสียทุกเรื่อง

เสี่ยวเฉียวเยว่ค่อนแคะอยู่เงียบๆ ถึงนางจะกลายเป็นเด็กทารก แต่หากให้นางละทิ้งความเป็นตัวเองเอาแต่ร้องไห้ๆๆ ก็รู้สึกเป็นเรื่องที่น่าอับอาย

"จะว่าไปไท่ไท่รองก็ช่างน่าขัน เพียรแต่จะอุ้มคุณหนูหกกลับมาเลี้ยงเองให้ได้ เพราะกลัวว่านางจะใกล้ชิดมารดาบังเกิดเกล้าของตนเองเกินไป พอเกิดปัญหาขึ้นก็มาเสียใจภายหลัง ฮ่าๆๆ เด็กที่ไหนไม่ร้องไห้บ้าง พอเด็กร้องนางก็รำคาญ แบบนี้จะเลี้ยงเด็กได้อย่างไร น่าขันสิ้นดี"

เห็นชัดเลยว่าหลันหมัวมัวชิงชังไท่ไท่รองเอามากๆ ปรกติถ้อยคำกระทบกระเทียบของนางก็มักพุ่งเป้าไปที่ไท่ไท่รองเสมอ

แต่สำหรับเสี่ยวเฉียวเยว่แล้ว ไท่ไท่รองก็เป็นคนไม่ได้เรื่องจริงๆ ควรรู้ว่าตั้งแต่วันแรกที่นางข้ามเวลามาที่นี่ก็พบกับป้าสะใภ้ท่านนี้แล้ว ตอนนั้นนางดึงดันจะอุ้มตนเองให้ได้ ผลปรากฏว่าเกือบทำหลุดมือ

ด้วยเหตุนี้ หลันหมัวมัวจึงโกรธเคืองนางมาก ปักใจเชื่อแปดส่วนว่านางจงใจ และมีเจตนาร้ายแอบแฝง

จะจงใจหรือไม่เฉียวเยว่ก็บอกไม่ได้ แต่ดูเหมือนว่านางจะได้รับอิทธิพลมาจากหลันหมัวมัว จึงค่อนข้างจะรำคาญคนผู้นี้

"อูวา ยาย่ะ…" เฉียวเยว่ยกมือขึ้นโบก นางอยากคุยกับหลันหมัวมัวอีกสักหน่อย

หลันหมัวมัวเอ่ยว่า "ดูสิเจ้าคะ ดูสิเจ้าคะ คุณหนูเล็กของพวกเรายังรู้ว่านางไม่ใช่คนดี"

ไท่ไท่สามทนดูต่อไปไม่ไหวจริงๆ จึงพูดว่า "เอาล่ะ เอาล่ะ ไม่ต้องพูดแล้ว ข้าว่า ยายหนูเจ็ดฉลาดเกินไป อย่าให้นางฟังดีกว่า เด็กผู้หญิงพูดมากไปก็ไม่ดี"

หลันหมัวมัวรับคำ แต่เฉียวเยว่ยังคงโบกไม้โบกมือ "อี๋ยายา วา!"

นางไม่ร้องไห้ แค่เปล่งเสียงออกมา แสดงให้เห็นว่าอยากคุยมากแค่ไหน

ท่าทางเร่งร้อนสุดๆ

แต่นางไม่ร้องไห้ มิได้หมายความว่าผู้อื่นจะไม่ร้อง

"แว้… แว้ๆ" จู่ๆ เสียงร้องไห้ปานฟ้าถล่มก็ดังขึ้น

เฉียวเยว่ปวดหัวขึ้นมาทันควัน

คนที่กำลังร้องไห้หาใช่ใครอื่น เป็นฉีอัน คุณชายน้อยเพียงคนเดียวของบ้านสาม และเป็นน้องชายฝาแฝดของนางด้วย

เมื่อเปรียบเทียบกับเสี่ยวเฉียวเยว่ผู้ร่าเริงสดใสเกินเหตุ นี่ถึงจะเป็นการตอบสนองของเด็กเล็กทั่วไป คือกินแล้วนอน นอนแล้วกิน ลืมตามาก็ร้อง ร้องหมายถึงตื่นแล้ว

ไท่ไท่สามรีบเข้าไปอุ้มบุตรชายขึ้นมาปลอบประโลม "เด็กดี ไม่ร้อง ไม่ร้อง"

เสี่ยวฉีฉีดูเหมือนจะฝันร้าย ทารกน้อยร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุด แลดูน่าเวทนาสงสาร

ถึงขั้นที่เสี่ยวเฉียวเยว่เห็นแล้วยังรู้สึกปวดใจ นางยื่นมือออกไป หมายจะคว้าเด็กชายตัวอวบอ้วน

หลันหมัวมัวอุทานด้วยความประหลาดใจ "โอ้ แฝดมังกรหงส์อย่างไรก็คือแฝดมังกรหงส์ นี่แหละหนา ผู้อื่นถึงกล่าวว่าคู่แฝดมักมีจิตใจสื่อถึงกัน ดูสิ เจี๋ยเอ๋อร์ของเราเหมือนอยากเข้าไปใกล้น้องชายมากๆ เลยเจ้าค่ะ"

ไท่ไท่สามหัวเราะ จับเด็กทั้งสองมานั่งพิงกัน ซาลาเปาน้อยเสี่ยวฉีฉีทำหน้างุนงง แต่เด็กเล็กมักชอบเด็กเล็กด้วยกัน เขาเบิกตากว้าง จ้องพี่สาวตัวน้อยตาแป๋ว

เฉียวเยว่เอื้อมไปคว้ามือเล็กจ้อยของเขา แล้วยิ้มตาหยี "อู๊ย่า! "

พี่สาวน้องชายราวกับสื่อใจถึงกัน

ไท่ไท่สามพึงพอใจอย่างมาก นางออกมายิ้มเล็กน้อย "น่ารักจริงๆ"

แม้เนื้อในของเฉียวเยว่จะเป็นผู้ใหญ่ แต่หลังจากกลายมาเป็นทารกก็เริ่มจะมีความเป็นเด็กมากขึ้น ทั้งควบคุมความเป็นเด็กของตนเองไม่ได้ เปล่งเสียงร้องแปลกๆ ออกมาสองคำ ซ้ำยังจับแฝดน้องชายของตนเองไว้แน่น

อืม… หน้าตาดีมาก ริมฝีปากแดง ฟันขาว ตาโต ดวงหน้าเล็กจ้ำม่ำ

เฉียวเยว่รู้สึกว่าเมื่อเขากับนางเป็นฝาแฝดกัน นางก็ต้องหน้าตาดีอย่างนี้แน่นอน

แค่คิดก็มีความสุขแล้ว

รอนางโตขึ้น จะกลายเป็นสาวสวยโฉมสะคราญหรือเปล่านะ?

คิกคิก

[1] โหว คือบรรดาศักดิ์ของเชื้อพระวงศ์ชาย หรือได้รับแต่งตั้งจากฮ่องเต้ในฐานะผู้ทำคุณูปการให้แผ่นดิน หากเป็นโหวชั้นเอกจะสามารถสืบทอดบรรดาศักดิ์ให้กับทายาทรุ่นต่อไปได้

[2] หมัวมัว เป็นคำเรียกหญิงรับใช้สูงอายุ

[3] กีบเท้าเล็ก หมายถึงหญิงสาวที่อายุยังน้อย เป็นถ้อยคำเชิงเหยียดหยัน

[4] เจี่ยเอ๋อร์ เป็นคำเรียกของเด็กผู้หญิง วิธีการใช้คือนำหน้าด้วยลำดับ หรือชื่อเล่น เช่นเป็นลูกสาวลำดับที่เจ็ด เรียกชีเจี่ยเอ๋อร์ หากเป็นเด็กผู้ชายจะใช้คำว่าเกอเอ๋อร์

-------------------------------------

พลาดไม่ได้! อ่าน ‘เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู’
และนิยายจาก Jinovel ทั้งหมด ทุกเรื่อง ทุกตอน ไม่จำกัด
เพียง 99 บาท/ เดือน คลิกเลย >https://bit.ly/3tfMdtR

บทที่ 2 เด็กหญิงตัวน้อยผู้อมนิ้วเท้า

วันนี้เสี่ยวเฉียวเยว่ดูเซื่องซึมไม่ร่าเริงสดใส เมื่อซาลาเปาน้อยที่มักกระตือรือร้นตลอดเวลาและไม่ชอบนอนหลับเกิดสงบเสงี่ยมขึ้นมากะทันหัน ก็ทำให้คนอดเป็นกังวลไม่ได้

ไท่ไท่สามลูบหน้าผากของนาง แล้วเอ่ยว่า "ตัวก็อุ่นปรกติดี ไม่รู้ว่าเด็กไปชงกับอะไรมาหรือเปล่า"

หลันหมัวมัวกล่าวขึ้นทันที "ไท่ไท่ พวกเราไปตามหมอผีมาดีหรือไม่ เด็กเล็กมักขวัญผวาได้ง่าย"

เสี่ยวเฉียวเยว่ฟังมาถึงตรงนี้ ก็รู้สึกต่อต้านขึ้นมาทันที ในความคิดเห็นของนาง ยุคสมัยนี้อะไรก็ดีไปหมด เสียแต่เชื่อเรื่องงมงายนี่แหละ

เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองสบายดี นางก็ร้องแอ๊ะออกมาคำหนึ่ง แล้วโบกมือน้อยๆ ยิ้มยิงฟัน… อ้อ ตอนนี้ฟันยังไม่มี…

ซาลาเปาน้อยฟันยังไม่ขึ้นเมื่อฉีกยิ้ม ก็รู้สึกว่ามีแต่ลมผ่านเข้ามาเต็มปาก

แค่กๆ

หม่าม้า หม่าม้า [1] หนูสบายดี อย่าไปทำอะไรงมงาย หนูไม่ชอบ!

ในฐานะแม่ผู้ให้กำเนิด มองเพียงแวบเดียวก็เข้าใจความหมายของนาง ไท่ไท่สามอุ้มเสี่ยวเฉียวเยว่ขึ้นมาเขย่าเบาๆ แล้วเอ่ยว่า "ข้าว่าไม่จำเป็นหรอก เด็กคนนี้ยังร่าเริงสดใส เหมือนคนเสียขวัญที่ไหน"

เสี่ยวเฉียวเยว่ฉีกยิ้มอีกครั้ง ราวกับจะอวดฟันซี่เล็กๆ ซึ่งยังไม่มี เห็นแต่น้ำลายที่กำลังจะไหลออกมา ไท่ไท่สามจึงพูดว่า "เด็กคนนี้คงอยากให้ฟันขึ้นแล้วล่ะสินะ"

"เจี่ยเอ๋อร์ของพวกเราช่างดียิ่ง ดูอย่างบ้านรอง…." หลันหมัวมัวเริ่มเปิดระบบซุบซิบนินทาอีกแล้ว

เสี่ยวเฉียวเยว่เห็นทุกคนไม่เอ่ยถึงเรื่องหมอผีอีก ก็ค่อยสงบลง แล้วเข้าสู่อารมณ์ซึมเซาของตนเองต่อไป

อ้อ ใช่ว่านางไม่อยากใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ถึงก่อเรื่องเอาแต่ใจหรอกนะ

ทว่าตั้งแต่กลายเป็นเด็กทารก เสี่ยวเฉียวเยว่ก็ไม่สามารถควบคุมร่างกายของตนเองได้ อย่างเมื่อเช้านี้ นางอึใส่ผ้าห่มผืนน้อยโดยไม่รู้ตัว คนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วคนหนึ่ง จะยอมรับความจริงที่ตนเองไม่สามารถควบคุมการขับถ่าย ถึงขั้นอึใส่ผ้าห่มได้อย่างไร คนปรกติที่ไหนเขาทำกัน

นางรู้สึกเศร้าใจมาก

นั่น ดูสิ แบบนี้เลย เด็กเล็กมักไวต่ออารมณ์โศกเศร้าและหดหู่เป็นพิเศษ นางเบะปาก พยายามข่มความรู้สึกที่อยากร้องไห้โฮออกมา ทั้งที่แท้จริงแล้วไม่ได้อยากร้องสักนิด แต่ควบคุมร่างกายของตนเองไม่ได้ การตอบสนองตามสัญชาตญาณของเด็กทารกคือสิ่งยากจะฝืนจริงๆ

พูดตามตรง ตั้งแต่ข้ามเวลามา นี่เป็นครั้งแรกที่เสี่ยวเฉียวเยว่รู้สึกเสียความมั่นใจ ปรกติเมื่ออยากขับถ่าย นางจะร้องตะเบ็งเสียงดัง จนกระทั่งทุกคนรู้สึกว่าผิดปรกติ

แต่เพราะยังอายุน้อย ครั้งนี้ถึงควบคุมตนเองไม่อยู่จริงๆ น่าอึดอัดใจสุดๆ!

เสียงเท้าเดินแว่วมาจากนอกห้อง แม้เสี่ยวเฉียวเยว่จะยังเล็ก แต่กลับหูไวตาไว ทันทีที่ได้ยินเสียง นางก็เตะเท้าทันที เสียงฝีเท้านี้ คล้ายกับบิดาของนางมาก

บิดาของนางรูปงามหล่อเหลาปานหยกยอดมงกุฎ บุคลิกงามสง่า ดูราวกับเทพเซียนบนสวรรค์

ที่สำคัญนอกจากจะหน้าตาดีแล้ว ยังมีพรสวรรค์ มีความสามารถ ชาติตระกูลดีเลิศ แค่ชาติตระกูลดีก็จบแล้วหรือ? ไม่ๆๆ อุปนิสัยส่วนตัวก็ไร้ปัญหา ผู้อื่นรักใคร่ภรรยา ไม่เลี้ยงนางบำเรอ การได้แต่งงานกับคนแบบนี้ แม้อยู่ในฝันก็ยังหัวเราะอย่างมีความสุขได้จริงๆ

เฉียวเยว่รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มาเป็นบุตรสาวของสามีภรรยาที่รักใคร่กลมเกลียวกันคู่นี้

เมื่อเทียบกับใครบางคนที่ข้ามเวลาไปอยู่ในครอบครัวที่มีบิดากากๆ กับแม่เลี้ยงใจร้าย ชีวิตของนางถือว่าน่าพอใจ โลกสวย ลั้นลา ฟินสุด!

"ว้ายา ลาล่ะ" คนยังไม่ทันเดินเข้ามา แม่หนูน้อยก็ตะกายแขนป้อมๆ ไปทางประตูไม่หยุดแล้ว

ไท่ไท่สามหัวเราะขบขัน ตบบนตัวนางเบาๆ พลางกล่าวว่า "นี่เจ้าลิงน้อย รู้ว่าบิดาของเจ้ามาใช่หรือไม่"

พอสิ้นคำเท่านั้น ม่านประตูก็ถูกเลิกขึ้น ใบหน้ายิ้มแย้มของชายหนุ่มวัยยี่สิบห้ายี่สิบหกปีก็โผล่เข้ามา เรียกได้ว่าเป็นความงามที่หาได้ยากยิ่ง

เขาก้าวเข้ามาอย่างมีพลัง รับซาลาเปาน้อยจ้ำม่ำที่ชูไม้ชูมือวุ่นวายราวกับจะโบยบินมาอุ้ม

"เฉียวเฉียวคิดถึงพ่อหรือ?"

เฉียวเยว่อยากพยักหน้า แต่กลัวว่าผู้อื่นจะเห็นเป็นตัวประหลาดแล้วจะถูกจับไปเผา จึงเพียงร้องอ้อแอ้ออกมา แล้วหัวเราะร่า เพื่อแสดงความสนิทสนมมากขึ้น นางจึงใช้ดวงหน้าเล็กจ้อยถูกับคอเสื้อของบิดาอย่างแรง

ซูซานหลางผงะไปชั่วขณะ พอเห็นคราบน้ำลายเหนียวยืดบนอาภรณ์สะอาดสะอ้าน ก็ทำอะไรไม่ถูก

ไท่ไท่สามหัวเราะ แล้วกล่าวว่า "ซานหลางรักความสะอาดเป็นที่สุด ตอนนี้คงรู้ซึ้งแล้วสิ ว่าบางคราก็หลบเลี่ยงจากบุตรสาวของตนเองไม่ได้"

เฉียวเยว่มองดูน้ำลายของตนเอง ก็รู้สึกว่าไม่เห็นจะสกปรกเลยนะ

เหมือนที่นางไปดูแลเด็กอ่อนที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเหล่านั้นทุกวัน ยังไม่เคยรังเกียจเลย

ต้องเกริ่นก่อนว่าเพราะเหตุใดเฉียวเยว่ถึงรู้สึกผูกพันกับซูซานหลางและไท่ไท่สามมากเช่นนี้ แทบจะปรับตัวได้ทันทีว่าพวกเขาคือบิดามารดาของตนเอง นั่นเป็นเพราะนางขาดบิดามารดามาตั้งแต่เล็ก เป็นหญิงสาวที่เติบโตมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า

แต่แม้ว่าจะประสบชะตากรรมเช่นนี้ นางก็ยังคงมองโลกในแง่ดีและร่าเริงสดใสเสมอ

"อ๊าลาล่ะ" เสี่ยวเฉียวเยว่โบกมือน้อยๆ ไปมา

ซูซานหลางอมยิ้มกล่าวว่า "อุปนิสัยของเสี่ยวเฉียวเยว่ไม่เหมือนข้าเลยจริงๆ"

ขณะกล่าววาจาก็ชำเลืองไปที่ไท่ไท่สาม ทอยิ้มอย่างมีเลศนัยเล็กน้อย

ไท่ไท่สามประหม่าจนหน้าแดง ก่อนจะแค่นเสียงดุ "ซานหลางกล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร บุตรของท่าน ไม่เหมือนท่านแล้วจะเหมือนผู้ใดเล่า?"

ซูซานหลางรับผ้าเช็ดหน้าของนางมา แล้วเช็ดน้ำลายบนมุมปากให้เสี่ยวเฉียวเยว่เบาๆ รอยยิ้มบนใบหน้ากระจ่างพร่างพรายยิ่งกว่าเดิม "บุตรไม่ได้ถือกำเนิดจากข้าคนเดียวเสียหน่อย ร่าเริงสดใสอย่างนี้… ดูละม้ายกับใครบางคนอยู่นะ"

เหล่าสาวใช้อยู่กันครบเช่นนี้ ไท่ไท่สามก็ยิ่งขัดเขิน ก้มหน้าบ่นพึมพำ "ท่านเนี่ย ชอบพูดเหลวไหลอยู่เรื่อย"

ซานหมัวมัวรีบพาเหล่าสาวใช้ถอยออกไปจากห้องอย่างรู้กาลเทศะทันที ผู้อื่นจะเกี้ยวพาราสีกัน หากพวกนางยังอยู่ก็ไร้มารยาทแล้ว

ซูซานหลางอุ้มเสี่ยวเฉียวเยว่ไปนั่งบนเตียงเตา [2] เขามองไปทางบุตรชายของตนเอง ยามนี้เสี่ยวฉีอันยังหลับปุ๋ยอยู่ ดูว่าง่ายน่ารักยิ่ง

"บ้านอื่นบุตรชายร่าเริงซุกซน บุตรสาวเรียบร้อยอ่อนโยน แต่ของพวกเรากลับกันโดยสิ้นเชิง"

ไท่ไท่สามซบไหล่ซูซานหลาง อมยิ้มเอ่ยว่า "ไม่ว่าอย่างไร ขอเพียงเด็กๆ สุขภาพแข็งแรงคือดีที่สุด หากพวกเขาสองคนมีอนาคตสดใสเช่นเดียวกับซูซานหลาง ข้าคงจะมีความสุขมาก"

ซูซานหลางกุมมือภรรยา กล่าวว่า "ข้ากลับปรารถนาให้พวกเขาเหมือนเจ้ามากกว่า"

เสี่ยวเฉียวเยว่เริ่มมองซ้ายทีขวาที สองคนนี้บังคับป้อนอาหารสุนัข [3] ให้ผู้อื่นอีกแล้ว

ซูซานหลางบังเอิญก้มหน้าโดยไม่ได้ตั้งใจ เห็นบุตรสาวตัวน้อยของตนกำลังจ้องแป๋ว เขาทำสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ใช้นิ้วเขี่ยแขนขาวอวบราวกับหัวไชเท้าของซาลาเปาน้อยแล้วเอ่ยว่า "มองอะไร หืม?"

เสี่ยวเฉียวเยว่กลัวว่าผู้อื่นจะเห็นความผิดปรกติของตนเอง จึงเลื่อนสายตาไปทางอื่นทันควัน ก่อนยกเท้าน้อยๆ ของตนเองขึ้นมาอมเสียเลย

แม้ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ แต่นางควบคุมอากัปกิริยาเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ของตนเองไม่ได้จริงๆ ตอนทำครั้งแรกรู้สึกขัดเขินมาก พอครั้งที่สองเริ่มชิน หลายครั้งเข้าก็ไม่รู้สึกประหม่าอีกต่อไป

ต้องบอกว่าการอมนิ้วเท้าเป็นวิธีการเบี่ยงเบนความสนใจที่ยอดเยี่ยมที่สุด

ซูซานหลางหัวเราะ "ยายหนูคนนี้นี่"

ไท่ไท่สามเอ่ยว่า "ชีเจี่ยเอ๋อร์เฉลียวฉลาดหัวไวมาก"

"บุตรสาวของข้า จะเป็นคนโง่งมได้อย่างไร" ซูซานหลางพูดมาถึงตรงนี้ ก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ "วันนี้ข้าเจอพี่หมิ่นหวาย เขากลับมาเมืองหลวงแล้ว"

พอเอ่ยถึงคนผู้นี้ ไท่ไท่สามก็ตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ช้านางก็เริ่มละล้าละลัง "ทำไมถึงกลับมาแล้วล่ะ?"

ด้วยความตื่นตระหนก จึงผลุนผลันจับมือของซูซานหลางโดยไม่รู้ตัว เสี่ยวเฉียวเยว่ที่นอนอมนิ้วเท้าอยู่หูผึ่งทันใด

นับตั้งแต่นางข้ามภพมา หม่าม้าของนางผู้นี้มักวางตัวสุขุม และเก่งกาจสามารถอยู่เสมอ ท่าทางลนลานเหมือนอย่างวันนี้ นางไม่เคยเห็นมาก่อน

พี่หมิ่นหวายคนนี้ไม่รู้ว่าเป็นใคร ถึงสามารถทำให้มารดาของนางตกใจจนเป็นแบบนี้ได้

แม้ไท่ไท่สามจะร้อนรนกระวนกระวาย แต่ซูซานหลางกลับสงบนิ่ง เขาเอ่ยอย่างเยือกเย็น "ไม่ต้องกังวล สงครามชายแดนสิ้นสุดแล้ว เขาย่อมจะกลับมา อาอิ่ง เจ้าอย่าวิตกเกินไป เขากลับมาครานี้ ได้พาฮูหยินกับบุตรชายกลับมาด้วย"

ซูซานหลางปลอบโยนภรรยา และตบหลังมือของนางเบาๆ เพียงแต่การปลอบประโลมเช่นนี้ก็ไม่อาจทำให้ไท่ไท่สามใจสงบลงได้ นางยังคงนิ่วหน้า "ข้ากลัวว่า…"

ยังไม่ทันพูดจบ ก็ถูกซูซานหลางตัดบท "เจ้ารู้สึกว่าข้าปกป้องไม่ได้แม้แต่ภรรยาของตนเอง? หรือคิดว่าพี่หมิ่นหวายเป็นตัวอันตรายที่น่ากลัว?"

พูดมาถึงตรงนี้ มุมปากก็ค่อยๆ โค้งขึ้น "วันมะรืนเขาจะจัดงานเลี้ยงในจวน ส่งเทียบเชิญมาให้ครอบครัวของพวกเรา เชื้อเชิญให้ไปเยี่ยมเยือนจวนสกุลหมิ่น และข้าก็รับปากไปแล้ว"

พอได้ยินซูซานหลางเอ่ยขึ้นมาแบบนี้ ไท่ไท่สามซึ่งพยายามสงบจิตใจของตนเองอย่างมากก็กลอกตาใส่เขา พลางตัดพ้อต่อว่า "ท่านนี่น่าชังยิ่ง รู้ทั้งรู้ว่าข้ากังวลด้วยเหตุใด ยังไปรับปากผู้อื่นอีก"

แม้จะว่ากล่าวเช่นนี้ แต่หาได้มีเจตนาจะตำหนิติเตียนแต่อย่างใด

นางรู้ว่าเรื่องนี้อาศัยเพียงการตัดสินใจของสามีฝ่ายเดียวคงไม่พอ คิดว่าผู้มีอำนาจในบ้านน่าจะตัดสินใจไปแล้ว ถึงมาแจ้งพวกเขาเสียมากกว่า

"แล้วท่านคิดว่า เขาจะไม่มีเจตนาร้ายจริงหรือ? ปีนั้นข้ากับเขาเคยมีสัญญาหมั้นหมายกัน ไม่รู้ว่าจะเข้าหน้ากับภรรยาของเขาติดหรือไม่สิ" ไท่ไท่สามเอ่ย

เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ภายในใจไท่ไท่สามก็ยังเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ด้วยความวิตก

ซูซานหลางยิ้ม แล้วก้มลงไปใช้นิ้วเขี่ยพวงแก้มป่องๆ ของบุตรสาวตนเองต่อ พลางเอ่ยว่า "หากเขากล้าหาเรื่อง ข้าก็จะจับเสี่ยวเฉียวเฉียวของเราไปวางใส่ตัวเขา ให้เสี่ยวเฉียวเฉียวสั่งสอนด้วยการอึรดใส่เสียเลย ช่วยบิดามารดาระบายความแค้น ดีหรือไม่?"

เสี่ยวเฉียวเยว่พลันรู้สึกว่าตนเองหายใจติดขัด

ให้ตายเถอะ… มีใครเขาสอนบุตรสาวของตนเองอย่างนี้กันบ้าง?

เสียแรงที่อุตส่าห์ยกย่องว่าเป็นคุณชายผู้ดีงามล้ำเลิศประดุจหยกจริงๆ ฮึ!

ไท่ไท่สามหัวเราะขบขันกับถ้อยคำติดตลกของเขา ไม่ตกประหม่าเหมือนอย่างตอนแรกแล้ว "อย่าพูดเหลวไหล เฉียวเฉียวของเราแสนดีขนาดนี้ จะไปทำเรื่องพรรค์นั้นได้อย่างไร ท่านเป็นถึงบิดา จะสอนบุตรสาวส่งเดชเยี่ยงนี้มิได้ เฉียวเฉียวของเราจะต้องเป็นกุลสตรีผู้มีสติปัญญา เปรื่องปราดสามารถที่สุดของเมืองหลวง"

ซูซานหลางเชิดคางอย่างภาคภูมิใจ "บุตรสาวของข้าซูซานหลางกับเจ้าฉีอิ่งซินย่อมเป็นกุลสตรีผู้เพียบพร้อมที่สุด เป็นหญิงงามสูงศักดิ์ที่ใครๆ ล้วนอิจฉา เช่นนี้แล้ว เจ้ามีสิ่งใดจะท้วงติงหรือไม่?"

ไท่ไท่สามยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิม "ย่อมไม่มีสิ่งใดท้วงติง"

เสี่ยวเฉียวเยว่ยังคงดูดนิ้วเท้าต่อ แต่คอยเงี่ยหูเก็บข้อมูลจากบทสนทนาของพวกเขาอยู่เงียบๆ ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าสามีภรรยาคู่นี้ช่างไร้เดียงสายิ่งนัก!

นางหรือ… กุลสตรี?

เหตุไฉนแม้แต่ตนเองก็ยังไม่เชื่อเลยล่ะ!

เมื่อก่อนนางเป็นถึงจอมอหังการน้อยเชียวนะ

นี่แน่ะๆ

ไม่ ไม่ ไม่ ซูเฉียวเยว่ ชาตินี้เจ้าต้องเป็นหญิงงามผู้สูงศักดิ์ มิเช่นนั้นก็เป็นการผิดต่อชื่อเสียงเรียงนามของเจ้าหมด

Go Go Go สู้ๆ ซูเฉียวเยว่ เจ้าทำได้!

[1] หม่าม้า หมายถึงแม่ เป็นภาษาปัจจุบัน

[2] เตียงเตา หรือเตียงอุ่น คือเตียงที่ก่อจากอิฐ ข้างใต้มีลักษณะกลวงเป็นที่ส่งความร้อน ด้านบนทับด้วยหินพอกดินโคลน จากทับจึงปูทับด้วยเสื่อหรือฟูก ด้านหนึ่งเชื่อมต่อกับปล่องจากเตาไฟ ด้านหนึ่งมีช่องระบายควัน มีทั้งแบบจุดไฟในห้อง บ้างเชื่อมต่อมาจากเตาไฟในห้องครัว หรือจุดไฟใต้เตียง ความร้อนที่เกิดจากการจุดไฟจะส่งผ่านแผ่นหินขึ้นไปยังด้านบนเพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่เตียงอุ่น เมื่อไฟมอดลงแต่ความอบอุ่นยังถูกกักเก็บไว้ใต้เตียง

[3] หมายถึงชายหญิงที่แสดงความรักให้ผู้อื่นเห็น

-------------------------------------

พลาดไม่ได้! อ่าน ‘เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู’
และนิยายจาก Jinovel ทั้งหมด ทุกเรื่อง ทุกตอน ไม่จำกัด
เพียง 99 บาท/ เดือน คลิกเลย >https://bit.ly/3tfMdtR

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...