โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“แห่ดาวคริสต์มาส” ประเพณี “ชาวคริสต์ท่าแร่” แห่งสกลนคร สะท้อนอัตลักษณ์ชาวเวียดนามอพยพ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 25 ธ.ค. 2566 เวลา 12.06 น. • เผยแพร่ 25 ธ.ค. 2566 เวลา 07.13 น.
ประเพณี แห่ดาวคริสต์มาส ชาวคริสต์ท่าแร่ ตำบลท่าแร่ สกลนคร

“แห่ดาวคริสต์มาส” เป็นประเพณีที่ “ชาวคริสต์ท่าแร่” หรือชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม ที่อาศัยอยู่ในตำบลท่าแร่ จังหวัดสกลนคร จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในเทศกาลคริสต์มาส มีการตกแต่งประดับประดาไฟอย่างสวยงาม ท่ามกลางบรรยากาศความสุขที่อบอวล

นอกจาก “แห่ดาวคริสต์มาส” จะบ่งบอกความศรัทธาในศาสนาคริสต์ของชาวท่าแร่แล้ว อีกแง่หนึ่ง “ดาว” ก็ยังสามารถสะท้อนอัตลักษณ์ของชาวเวียดนามอพยพได้เช่นกัน

เวียดนามอพยพ

ทัศนพงศ์ สมศรี เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ในบทความ “ตามรอยญวนอพยพในไทย สู่การตั้งถิ่นฐานในสกลนคร และประเพณีแห่ดาวของชาวคริสต์ท่าแร่” ตอนหนึ่งว่า ที่มาของชาวเวียดนามอพยพเข้ามาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ย้อนไปได้ถึงช่วงสมัยอยุธยากลางศตวรรษที่ 17 เพื่อหลีกหนีการถูกกดดันทางศาสนา ชาวเวียดนามเหล่านี้นับถือศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิก

ช่วงสมัยกรุงธนบุรี ช่วงกลางสมัยรัตนโกสินทร์ หรือปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยนับตั้งแต่สมัยอยุธยา ได้ปรากฏชุมชนชาวเวียดนามอยู่นอกกำแพงพระนครอยู่แล้ว ต่อมาในรัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีถึงต้นรัตนโกสินทร์ ผู้นำเวียดนามบางคน ดังเช่น องเชียงซุนและองเชียงสือก็ได้หนีศึกภายในเวียดนามมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของกษัตริย์สยาม

เวียดนามรุ่นที่สอง อพยพเข้ามาในไทยช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลสืบเนื่องมาจาก “เหตุการณ์ที่ท่าแขก”หรือ “วันท่าแขกแตก” ซึ่งเป็นกลุ่มชาวเวียดนามที่ทางการไทยเรียกว่า “ญวนอพยพ”

การหนีข้ามแม่น้ำโขงจากฝั่งลาวมาฝั่งไทยครั้งนี้ เป็นการหนีการปราบปรามของกองกำลังฝรั่งเศสจากเวียงจันทน์ สะหวันเขตและท่าแขก แขวงคำม่วน มายังหนองคาย มุกดาหาร (สมัยนั้นเป็นอำเภอหนึ่งของนครพนม) ทั้งนี้เหตุการณ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ญี่ปุ่นได้ยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 และต้องถอนตัวออกจากลาวและเวียดนาม ซึ่งมีผลให้ฝรั่งเศสพยายามกลับเข้ามายึดครองเวียดนามและลาวอีกครั้ง

ทัศนพงศ์ เล่าว่า การปราบปรามนี้มุ่งไปที่การปราบปรามชาวเวียดนามในเมืองริมฝั่งแม่น้ำโขงฝั่งลาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองท่าแขก เพราะที่ท่าแขกเป็นที่รวมตัวของชุมชนชาวเวียดนามรักชาติ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวช่วยเหลือ และร่วมมือกับชาวลาวรักชาติ เพื่อต่อต้านการปกครองของฝรั่งเศส จึงก่อให้เกิดการปราบปรามและกวาดล้างชาวเวียดนามผู้ต่อต้านที่รุนแรงและโหดเหี้ยมที่สุดอย่างนึกไม่ถึง และยังคงฝังอยู่ในความทรงจำของชาวเวียดนามที่อยู่ในเหตุการณ์ในวันนั้นยังไม่ลืมเลือน

ผู้หนีตายมาจากเหตุการณ์นี้หนีมาอย่างมือเปล่า ทิ้งบ้านเรือน รวมไปถึงทรัพย์สินที่ได้สะสมไว้ข้างหลัง โดยไม่มีโอกาสได้ข้ามกลับไปอีกเลย หลายคนบ้านแตกสาแหรกขาดและต้องสูญเสียญาติพี่น้อง ซึ่ง “เหตุการณ์ที่ท่าแขก” นับเป็นการอพยพครั้งใหญ่ของชาวเวียดนามมายังไทย ชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ที่ท่าแขกได้หนีข้ามแม่น้ำโขงมายังฝั่งไทยประมาณ 50,000 คน รวมทั้งชาวลาวอีก 4,000 คน

ชาวเวียดนามเกือบทั้งหมดลี้ภัยและพำนักอาศัยอยู่ในภาคอีสานของไทยต่อมาจวบจนปัจจุบัน ซึ่งเมื่อรวมกับชาวญวนที่อาศัยอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว ส่งผลให้พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยมีชาวญวนอพยพจำนวนมาก ในขณะที่ชาวลาวจะข้ามกลับไปหลังจากเหตุการณ์สงบลง

ในช่วง พ.ศ. 2518-2519 รัฐบาลไทยและรัฐบาลเวียดนามได้พยายามดำเนินการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกันอีกครั้ง ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศเวียดนาม

ทัศนพงศ์ บอกอีกว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อชาวเวียดนามอพยพในประเทศไทย แม้ว่าทัศนคติของนักการเมือง ข้าราชการ คนท้องถิ่นบางส่วนจะยังไม่ดีขึ้น แต่ก็มิได้เข้มงวดกับกฎข้อบังคับต่าง ๆ หรือเพิ่มมาตรการกดดันชาวเวียดนามอพยพดังเช่นในอดีต

สถานการณ์แวดล้อมที่เคยกดดันชาวเวียดนามอพยพในไทยได้เริ่มผ่อนคลายลง หลังจาก พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประกาศนโยบาย 66/23 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการให้อภัยโทษแก่ผู้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่กลับมามอบตัวและร่วมพัฒนาชาติไทย ส่งผลให้ความรู้สึก ทัศนคติ ความน่ากลัวของคอมมิวนิสต์ค่อย ๆ เลือนหายไปจากสังคมไทย ซึ่งส่งผลดีต่อชาวเวียดนามอพยพที่มีภาพลักษณ์ที่ถูกผูกติดกับความเป็นคอมมิวนิสต์ตลอดมา

ต่อมาในช่วงทศวรรษ 2530 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในโอกาสทางชีวิตของชาวเวียดนามอพยพ จากการที่ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี (พ.ศ. 2531-2534) มีแนวนโยบายให้สัญชาติไทยแก่ชาวเวียดนามอพยพภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจนำการเมือง โดยนโยบายให้สัญชาติแก่บุตรหลานชาวเวียดนามอพยพประสบความสำเร็จใน พ.ศ. 2535 สมัยรัฐบาล นายอานันท์ ปันยารชุน

“แห่ดาวคริสต์มาส” จากวัฒนธรรมชายขอบสู่วัฒนธรรมศูนย์กลาง

“ช่วงกลางทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการส่งเสริมการท่องเที่ยวและเปิดประเทศค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเต็มที่ โดยมีการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐบาลไทย ซึ่งทำให้ชาวญวนอพยพได้มีโอกาสทางการค้ามากยิ่งขึ้น และยังเป็นโอกาสให้กลุ่มญวนอพยพสร้างตัวตนตามชุดความคิดแบบใหม่ที่ว่าด้วย ‘คนไทยเชื้อสายเวียดนาม’ เป็น ‘คนใน’ ที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย มิใช่ ‘คนอื่น’ อย่างเช่นในอดีตที่ถูกกดทับด้วยวาทกรรมของการเป็น ‘คนชายขอบของสังคม’” ทัศนพงศ์ ระบุ

ปัจจัยสำคัญที่เป็นแรงผลักดันให้ชุดความคิดแบบใหม่สามารถสถาปนาขึ้นมาได้ เป็นผลมาจากบริบทของโลกทุนนิยมและกระแสของการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้มหาศาลให้แก่รัฐไทย ส่งผลให้ “วัฒนธรรมแบบเวียดนาม” ซึ่งมีเพียงแห่งเดียวในไทย ได้รับความสนใจ และถูกหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐนำเสนอแก่สายตานักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เดินทางมาเที่ยวชม

วัฒนธรรมดังกล่าวได้ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย คนไทยเชื้อสายเวียดนามจึงได้รับการยอมรับในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยมากขึ้น ทำให้ทัศนคติทางลบที่มีต่อ “ความเป็นเวียดนาม” และ “คอมมิวนิสต์ญวน” ที่เคยมีมาแต่ในอดีต ลบเลือนจางหายไปตามกาลเวลา ถือเป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของชาวญวนในสังคมไทย

ประเพณี “แห่ดาวคริสต์มาส” ชาวคริสต์ท่าแร่ ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรม เพื่อใช้ในการต่อรองและสร้างพื้นที่ทางสังคม อันเป็นรูปแบบของการสร้างประเพณีประดิษฐ์เพื่อนิยาม รวมไปถึงสร้างตัวตน สร้างเกียรติภูมิ ผ่านข้อมูลทางคติชนที่บอกเล่าถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรมแบบเวียดนามที่ถูกนำมาผลิตซ้ำ

มีการใช้รูปดาวมาเป็น “สัญญะแห่งอัตลักษณ์” ที่สื่อความหมายได้สองทาง ทั้งในแง่ของความเป็นคริสต์ศาสนิกชน และความเป็นชาติเวียดนาม

ฉะนั้น “ดาว” จึงเป็นรูปสัญญะ เพื่อการสืบทอดอัตลักษณ์และตัวตนของชาวคริสต์ท่าแร่ ซึ่งจะก่อให้เกิดการผลิตซ้ำและสร้างใหม่ในชุมชนข้ามถิ่นที่ของกลุ่มผู้อพยพ ที่สามารถเชื่อมโยงกับประเทศมาตุภูมิได้ โดยไม่จำเป็นต้องยึดโยงอยู่กับเขตแดนแบบรัฐชาติดังเช่นแต่ก่อน

ทัศนพงศ์ ยังเสนออีกว่า จากลักษณะดังที่กล่าวไป ทำให้เห็นภาพของการประดิษฐ์ประเพณีขึ้นมาใหม่ ภายใต้บริบทของสถานการณ์ทางสังคมที่แปรเปลี่ยนไปจากเดิมคือ จาก “ชุมชนชายขอบ” (ท่าแร่) ไปสู่ “ชุมชนศูนย์กลาง” (สกลนคร) ซึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนจากการแห่ดาวดวงเล็กภายในชุมชนไปสู่การเคลื่อนตัวและขยับขยายด้วยอิทธิพลของระบบทุนนิยมและกระแสของการท่องเที่ยวภายในประเทศไทย ที่มีองค์กรของรัฐอย่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเป็นผู้ผลักดัน

สืบเนื่องมายังทศวรรษ 2540 นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่าง “Amazing Thailand” ได้นำเอาประเพณีแห่ดาวเข้าเป็นส่วนหนึ่งในแคมเปญ งานประเพณีต่าง ๆ ได้ถูกแปรรูปให้กลายเป็น “สินค้าทางวัฒนธรรม” ซึ่งสร้างมูลค่าและรายได้ให้แก่ชุมชนและรัฐ ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและจากทั่วทุกมุมโลกให้เดินทางเข้ามาบริโภคความสุขจากความบันเทิงในการชมศิลปวัฒนธรรม ทำให้การแห่ดาวของชาวคริสต์ท่าแร่ถูกนำมาใช้ในสถานการณ์ปัจจุบันภายใต้บริบทใหม่ อันเป็นพัฒนาเพื่อสร้าง ผลิตซ้ำ และปรับเปลี่ยนระบบคุณค่าให้สอดคล้องกับบริบทและเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

ประเพณีแห่ดาวของชาวคริสต์ท่าแร่ ในฐานะที่เป็นประเพณีประดิษฐ์ จึงมีการดัดแปลง ปรุงแต่ง และเสริมเติมสิ่งใหม่ ๆ เข้าไป เพื่อสื่อสารและบอกเล่าถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรมของชาวเวียดนามอพยพให้กลุ่มคนอื่น ๆ ในสังคมได้มองเห็นและสัมผัสผ่านประเพณีแห่ดาวได้ อีกทั้งยังมีการนำเสนอภาพความเป็นพลเมืองไทยผ่านการใช้ข้อมูลทางคติชนและวัฒนธรรม เพื่อบ่งบอกว่าสิ่งนี้ “ไม่ใช่ของแปลก” หากแต่เป็นวัฒนธรรมไทยอีกรูปแบบหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังมีการสร้างสรรค์ประเพณี แห่ดาวคริสต์มาส ให้มีความผสมผสานกลมกลืนกับความเป็นไทยที่เป็นท้องถิ่นอีสานอีกด้วย รวมทั้งยังต้องการนำเสนอภาพเพื่อให้เห็นมิติของความเป็นสากลด้วยอีกประการหนึ่งเช่นกัน

อ่านเพิ่มเติม:

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 ธันวาคม 2566

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...