แห่ฟังแน่น! เปิดเบื้องลึก 'แมนสรวง' เคยโดนถล่มยับ ทำหนัง 'ไม่แมส' สุดท้ายพุ่งไกลทะลุโลก
แฟนแห่ฟังแน่น! ‘ปอนด์’ ผู้กำกับ แทคทีม ‘นักรบ’ เปิดเบื้องหลังแมนสรวง แอบแง้มโปรเจ็กต์ ‘ชาย’ เสิร์ฟรสใหม่ที่ไม่เคยเห็น
เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ห้องนิทรรศการ มิวเซียมสยาม สำนักพิมพ์มติชน ผนึกกำลังพันธมิตร จัดงานใหญ่“Knowledge Book Fair 2024 เทศกาลอ่านเต็มอิ่ม” ครั้งที่ 2 มหกรรมความรู้ระดับประเทศ ที่รวม 7 ความเต็มอิ่มที่สุด ครบทั้งความรู้และความสนุก
ภายในงานเต็มไปด้วยคาราวานหนังสือจาก 16 สำนักพิมพ์ เวทีทอล์ก ฟังความรู้จากกว่า 40 วิทยากรชั้นแนวหน้าของไทย วอล์กทัวร์กับผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ไปจนถึงเวิร์กช็อปฮาวทูสุดสร้างสรรค์ พบกับ Book Healing ครั้งแรกของการพูดคุยเพื่อฮีลใจ พลาดไม่ได้กับคอลเล็กชั่นสุดพิเศษช่วง พ.ศ.2475 เต็มอิ่มกับ 50 ร้านอร่อย พร้อมฟังดนตรีในสวน 16-18 ก.พ.นี้ เวลา 12.00-21.00 น.
บรรยากาศ 13.50 น. ประชาชนเดินทางมาร่วมอย่างคับคั่ง โดยเริ่มกิจกรรมตั้งแต่ช่วงเช้าวันเสาร์ อาทิ กิจกรรม BookWalk นิราศวัด เดินเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมพร้อมรับเกร็ดความรู้จากวิทยากรอย่างเอ็กซ์คลูซีฟ
จากนั้นช่วงบ่าย นักอ่าน แฟนภาพยนตร์แมนสรวงและประชาชนทั่วไป ทยอยเข้ามาจับจองที่นั่งฟังกิจกรรมเสวนา เบื้องหลังความตระการตา ‘แมนสรวง’ จนแน่นเต็มห้องนิทรรศการ โดยมีน.ส.ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ร่วมรับฟังด้วย
ต่อมาเวลา 13.05 น. เริ่มกิจกรรม Man Suang Talk: เผยความลับ ณ สวรรค์จำลอง เล่าถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของภาพยนตร์แมนสรวง โดย นายกฤษดา วิทยาขจรเดช ผู้กำกับภาพยนตร์ และ นายนักรบ มูลมานัส creative art director และ assistant to executive producer ดำเนินรายการโดย นายศิโรฒน์ คล้ามไพบูลย์
นายกฤษดา หรือปอนด์ ผู้กำกับ เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์ดังกล่าว เกิดขึ้นหลังประสบความสำเร็จจาก คินน์พอร์ช เดอะซีรีส์ ด้วยสถานการณ์หลายอย่าง เป็นช่วงที่ค้นหาตัวตนของตัวเอง และอยากพิสูจน์ว่า เราเป็นค่ายที่มีคุณภาพ นำเสนอผลงานไทยไปสู่สายระดับโลกได้ โดยตอนแรกแมนสรวงจะเป็นเรื่องราวความรัก แต่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่เล่ายังไม่พอ สุดท้ายมีเรื่องราวที่น่าสนใจกว่านั้น เรื่องรักมันเข้าใจง่าย แต่เสริมเรื่องราวการต่อสู้บีบคั้นเข้าไปด้วย
“ตอนนั้นคิดว่า เอาวะ ทำก็ทำ คิดแค่นี้ เราต้องลองทำอะไรที่สัญชาตญาณเราเชื่อ แล้วพุ่งไป เลยไปหาคนเขียนบทที่เราไว้ใจที่สุด ก็เลยไปหาพี่หนิง (ผศ.ดร.พันพัสสา ธูปเทียน) กับพี่บัว (ปริดา มโนมัยพิบูลย์) ซึ่งเป็นอาจารย์ ไปหาเขาแล้วเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา” นายกฤษดากล่าว
นายกฤษดากล่าว ชื่นความความเป็นไทยอยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยเข้าใจไทยดั้งเดิมมากนัก ซึ่งพอเห็นวิดีโอโฆษณาการบินไทย ที่นักรบทำก็ประทับใจมาก จนชวนเขามาร่วมงานด้วย จากตอนแรกที่ให้เขามาเป็นที่ปรึกษา แต่มันพอทำงานมันก็ไหลไปเรื่อย
นายกฤษดากล่าวต่อไปว่า วันนั้นเราโดนถล่มเยอะมาก หลายคนบอกว่ามันเล่าเรื่องไม่แมส สุดท้ายคนจะไม่มาดูหนังเรา ซึ่งเราเข้าใจเขาในมุมความหวังดี จากคนที่มีประสบการณ์ แต่ถึงปรับแล้ว มันอาจจะขายได้กว่านี้ สุดท้ายมันจะเหมือนไม่ใช่งานของเรา
“ผมจะติดมาก เวลาที่มีคนมาบอกว่าไทยแท้ ยิ้มสยาม ไหว้เก่ง ผมกล้าบอกเลยว่าผมเป็นคนขี้เมาแต่สนุก บางครั้งจะบอกว่าคนไทยเรียบร้อย มันไม่ใช่ คนไทยสนุกสนาน เราขอเล่าแบบที่เราเชื่อได้ไหม ว่ามันไม่ได้เรียบร้อยขนาดนั้น มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับสถานบันเทิง แต่จะไม่มีแนวตบตีแย่งผัวเมีย” นายกฤษดาเผย
นายกฤษดากล่าวว่า คนดูจะมีกลุ่มของตัวเอง เขาเป็นคนที่เลือกเสพงานคุณภาพ ทั้งการแสดงและโปรดักชั่น ซึ่งมันก็เป็นการท้าทายเขาด้วย ตอนแรกที่คนดูถูกเรียกว่า ‘สาววายสมองไหล’ แต่สิ่งที่แมนสรวงพิสูจน์ คือ อย่าไปตัดสินความชอบของใคร เราทำตามความเชื่อ ตามความชอบของเรา
“จนวันนี้มันจะได้ไปอยู่ในเน็ตฟลิกซ์ โกลบอลที่จะสะท้อนออกไปสู่สายตาชาวโลก ซึ่งทุกวันนี้แม้เขาจะชอบผลงานเราขนาดไหน แต่สุดท้ายความมันเปลี่ยนไปทุกวัน เราก็ต้องผลิตแต่งานที่มีคุณภาพออกมา” นายกฤษดาเผย
นายกฤษดากล่าวว่า ตัวเนื้อเรื่องการนำเสนอไพร่ เพราะเรารู้สึกว่า เราไม่ต้องเป็นผู้ดีขนาดนั้น แต่เราเป็นคนมีมารยาทก็พอ เพราะตอนที่ตนเข้ามาอยู่ในวงการแรกๆ ตนถูกต่อว่าไม่มีมารยาท แต่ก็เราไม่เคยทำร้ายใคร
“ผมถูกกดขี่ เหยียบย่ำมา ผมเข้ามาในวงการบันเทิงในยุคที่ไม่มีโซเชียลมีเดีย ตอนนั้นเขามีคนที่มีอำนาจในวงการบันเทิง ใช้อำนาจในทางที่ผิดเยอะ โดยเฉพาะยุคนั้นไพร่ที่จะไต่ขึ้นมามันยากกว่านี้อีก มันถูกเอาเปรียบจากผู้มีอำนาจ เรื่องแบบนี้มันไม่เคยเชย” นายกฤษดาเผย
นายกฤษดากล่าวว่า วันหนึ่งที่เราสบายขึ้น เราเจอผู้ดีที่วัดจากระดับการใช้ชีวิต แต่ทุกคนมีความเป็นไพร่ในตัว ความเป็นไพร่เป็นสิ่งที่คนโหยหา เราหาจุดที่แบ่งแยกตรงนี้ไม่เจอ แม้คนที่มีเงินมาก ก็ไม่ได้หมายความว่า จะมีความสุขมากเท่าที่จำนวนเงินเขามี
“เราซ่อนอะไรหลายอย่าง โดยที่เราไม่พูดออกมา วันนั้นมันจะเข้าเน็ตฟลิกซ์แล้ว เห็นแค่ตัวอย่างเรายังตื่นเต้นเลย มันเป็นไปตามที่เราเชื่อจริงๆ ถ้าเข้าไปดูข้างใน ความเท่าเทียมอยู่ มันเป็นสิ่งที่เราไม่ได้ขยี้เลย แมนสรวงไม่เคยสอนใคร แต่มันเป็นสิ่งที่เราเชื่อ แล้วจะเห็นได้เองจากในเรื่อง” นายกฤษดาเผย
ด้าน นายนักรบ creative art director กล่าวว่า แมนสรวง เป็นชื่อเมืองจากลิลิตพระลอ ซึ่งแต่งโดยวังหน้าในรัชกาลที่ 3 หยิบเอานิยายปรัมปราภาคเหนือ มาเป็นบทที่เอามาเล่นเป็นละคร โดยบทเปิดก็เขียนไว้ว่า พระลอสถิตอยู่ที่เมืองแมนสรวง
“จากการที่คุยกับคนเขีบนบท แมนสรวง คำว่าแมน ปัจจุบันแปลว่า ผู้ชาย แต่โบราณแปลว่า เทวดา พอได้ยินชื่อนี้ครั้งแรก ก็รู้สึกว่ามีความน่าสนใจ และมีความซับซ้อนในหลากหลายมิติ” นายนักรบระบุ
นายนักรบกล่าวว่า ชื่นชมทางทีมงานมาก เพราะปกติหนังจะมีไวยากรณ์ รูปแบบวิธีการเล่าของมัน แต่เราก็พยายามแสดงให้เห็นถึงวิชวลของเรา มันเลยออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ และคนจดจำได้ถึงทุกวันนี้
“การทำงานไม่ได้ยากมาก มีหลายส่วนมาก แม้จะมีเรื่องของไพร่ ชนชั้นสูง แต่มันมีพื้นที่ตรงกลาง สำหรับไพร่ที่อยากไต่เต้า และชนชั้นสูงที่อยากมีพื้นที่แห่งนี้เพื่อแสดงตัวตน มีองค์ประกอบที่หลากหลาย เราเลยได้หยิบหลายอย่างมาผสมกัน มันเต็มไปด้วยความหลากหลายและพหุวัฒนธรรม” นายนักรบระบุ
นายนักรบกล่าวว่า ความยากในเรื่องนี้ถ้าวัดระดับจะเป็นเกรด A+++ จากที่เราเคยทำภาพนิ่ง แล้วเราต้องมาทำภาพเคลื่อนไหว แต่ถ้าย้อนกลับไปได้ก็ยังจะเลือกทำอยู่ดี
“ความยากมันเป็น 2 ระดับ 1.เราจะไปหาข้อมูลอย่างไรในสมัยรัชกาลที่ 3 รูปภาพหายาก หรือบ้านเรือน เราจะจินตนาการไม่ค่อยออกสักเท่าไหร่ เราต้องหาหลักฐาน ทั้งในและต่างประเทศ 2.เรื่องนี้มันมีสีสันและความสนุกสนานทุกมิติ มันจึงเป็นโจทย์หนึ่งที่เราต้องปรุง ตีความให้มันมีความกลมกล่อม และอินเตอร์ด้วย ผู้คนทั่วโลกดูแล้วต้องเข้าใจได้ด้วย มันจึงมีความหลากหลายมาก” นายนักรบระบุ
นายนักรบกล่าว่า การทำแมนสรวงมันเป็นแบบใหม่ที่เราเชื่อ มาจากรากฐานเดิม เราพยายามมองมันในมุมใหม่ ว่ามีอะไรที่จะหยิบเอาไปเล่น มองผ่านสายตาคนสมัยใหม่ว่าทำอย่างให้มันยังดูงาม
นายนักรบกล่าวต่อไปอีกว่า ในด้านการทำอาร์ตโปรดักชั่น มันประกอบไปด้วยหลายส่วนมาก แต่ผมดูภาพรวมทั้งหมด มันเกิดจากการคุยกัน เช่น ฉากโรงงิ้ว เราเทียบดูว่าถ้าเราดูโรงงิ้วในเมืองจีน ในเวอร์ชั่นปลายรัชกาลที่ 3 มันจะเป็นแบบไหน และถ้าเราไปดูมุมตะวันตก เขาพรรณนาภาพถึงจีนเป็นอย่างไร
“มันจะมีกลิ่นอายความเป็นจีน แต่ไม่ได้เป็นสีสันที่ดูเป็นโรงเตี๊ยมจีน สีแดงเลยทีเดียว เราก็มีการหยิบจับชุดความเป็นไทย ทำให้มันออกมามีความหลากหลาย หรือดอกไม้ในแมนสรวง มีช่างดอกไม้มาจัดดอกไม้สด ตั้งแต่ตี 5 มีการคุยกันว่าแต่ละฉากจะมีดอกไม้เปลี่ยนแปลงอย่างไร ดอกไม้นี้ ตอนนั้นเข้ามาในไทยหรือยัง เพื่อมันจะได้ไม่ผิดแผกไป” นายนักรบเผย
ขณะที่นายกฤษดาเสริมว่า เราต้องไม่ดูถูกคนดูแม้แต่นิดเดียวว่า แม้จะใกล้ชิดขนาดไหนก็ตาม แต่คนทำมันรู้อยู่แล้วไง ถ้าเสิร์ฟให้เขาเต็มที่ เขาจะรู้สึกภูมิใจไปกับเรา แม้มันจะแลกมาด้วยงบประมาณและความเหนื่อยที่เพิ่มขึ้น แต่พอสังเกตว่าฮอลลีวู้ดเขาก็คิดแบบเดียวกัน
เมื่อถามว่าภาพยนตร์เป็นภาพสะท้อนการเมืองไทย?
นายกฤษดากล่าวว่า เราอยากให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ไปสู่วงอื่น ทุกคนรู้อยู่แล้วการเมืองส่งผลต่อเราเสมอ ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ตาม ทุกคนจะบอกว่าทำทุกประเทศ วันที่เปิดตัวหนังตนเชิญตัวแทนทุกพรรคการเมือง เราไม่ได้ด่าใคร ไม่ว่าคุณเป็นใคร ช่วงนั้นเป็นช่วงฟอร์มรัฐบาล มีแค่คนเดียวที่ตอบรับมา คือ ทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
“แมนสรวงกำลังจะเข้าเน็ตฟลิกซ์แล้ว เราอยากฝากให้นักการเมืองได้ลองเปิดดู อยากจะสนับสนุนงาน อย่าไปสนับสนุนเขาตอนสำเร็จแล้ว ให้ไปดูจุดตั้งต้นที่เขาตั้งใจ ถ้ามาตอนที่เขาสนับสนุนแล้วคนก็จะด่า แล้วมันจะเขินนิดหนึ่ง” นายกฤษดาเผย
นายกฤษดากล่าวว่า ตอนนี้แมนสรวงนำพาตนไปเจอกระทรวงพาณิชย์ ทุกคนมีความตั้งใจมาก ที่อยากให้เอาของชุมชนมาขาย ทำให้เกิดขึ้น ตนอยากจะบอกว่าราชการกับนักการเมือง ไม่ได้คิดเหมือนกันเสมอไป บางทีนักการเมืองมาแล้วเขาก็ไป แต่ตอนนี้ผมทำงานกับหน่วยงานราชการอยู่ ซึ่งเขามีความตั้งใจมาก
ด้านนายนักรบกล่าวว่า แมนสรวงมันมีเรื่องของไพร่ในขุมชนเล็กๆ มันมีการเมืองหลายระดับมากๆ เราก็มาคิดกันว่า เราจะเล่าเรื่องอย่างไร ทั้งหมดมันถูกเล่าด้วยศิลปะ มันสามารถมองมันจากเลนส์การเมืองโดยตรง หรือ สิ่งที่มันเกิดขึ้นในทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่ได้เป็นเรื่องระดับประเทศก็ได้
“มันสามารถถูกมองว่าเป็นเรื่องการเมืองโดยของมันเอง ซึ่งศิลปะกับการเมือง เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก ซึ่งเราพยายามแสดงให้เห็นผ่านงานศิลปะ” นายนักรบชี้
เมื่อถามถึงการขยายความสำเร็จ จากแมนสรวง สู่ ชาย (Shine)
นายกฤษดากล่าวว่า จะเล่าแค่บางเรื่อง ชายมันจะเป็นมิติใหม่ที่เชื่อว่าหลายคนจะไม่เคยเห็น ทั้งโลกยังไม่เคยเห็น ตนยังไม่เคยเห็นเลย ทุกวันนี้ผมไล่หาทีมงานซึ่งไม่ได้หาง่ายๆ
“ผมต้องใช้เวลาพูดคุยกับเขา สิ่งที่เรากำลังพูดอยู่คือเรากำลังรวมรวมคนที่มีความเชื่อแล้วหลายคน จะเป็นทั้งคนรุ่นใหม่ และคนที่อยู่ในวงการมานานมาผสมกัน แต่มันจะเป็นอีกเวย์ ไม่ได้เหมือนแมนสรวงเลย เพียงแต่อาจจะมีรากเหง้าบางอย่างออกมาจากแมนสรวง” นายกฤษดาเผย
นายกฤษดากล่าวว่า พยายามจะทำ 12 ตอนแม้ว่าจริงๆ ทุกคนอยากให้ทำ 8 แต่รู้สึกว่าผมขอเล่ายาวอีกนิดหนึ่ง เพราะตัวละครมันเยอะ ซึ่งอีอีกไม่นานก็จะเห็นเรื่องฉาย มันจะไม่เหมือนตอนทำซีรีส์เรื่องที่ผ่านมา หรือแมนสรวง
“ทุกคนจะต้องรอดูตอนออกเลย มันจะมีอะไรหลายอย่างให้คุณได้เห็น คือทีมงานแต่ละคนมาได้ยังไง เรื่องราวเป็นไง ก็คือมันจะมีการเล่าละเอียด เพราะว่าผมภูมิใจมากที่ได้คุณ เจ มณฑล จิรา มาร่วมด้วย” นายกฤษดาเผย
ด้าน นายนักรบกล่าวว่า ตนจะมีส่วนร่วมในกับโปรเจ็กต์นี้ด้วยหรือไม่ เราปิดเป็นความลับก่อน เป็นความลับ ต้องติดตามกันต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แห่ฟังแน่น! เปิดเบื้องลึก ‘แมนสรวง’ เคยโดนถล่มยับ ทำหนัง ‘ไม่แมส’ สุดท้ายพุ่งไกลทะลุโลก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th