โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติมาเป็นฮูหยินท่านแม่ทัพลูกติด

นิยาย Dek-D

อัพเดต 08 เม.ย. 2567 เวลา 08.34 น. • เผยแพร่ 08 เม.ย. 2567 เวลา 08.34 น. • ปลายฟ้า Aoalon
อะไรกัน!! ฉันทะลุมิติมาอยู่ในนิยายที่ตัวเองแต่งเหรอเนี้ยะ แล้วฉันจะรับมือกับท่านแม่ทัพพร้อมลูกชายแสนซนของเขาอย่างไรช่างน่าปวดหัวเสียจริง เฮ้อ !!

ข้อมูลเบื้องต้น

หลี่มี่สาวน้อยนักแต่งนิยายที่ไม่ได้โด่งดัง เธอหลับระหว่างกำลังแต่งนิยายแต่ทว่าชีวิตของเธอต้องเปลี่ยนไปเมื่อเธอลืมตาขึ้นมากลับพบว่าตัวเองเข้ามาอยู่ในนิยายที่ตัวเองแต่ง แถมยังมาอยู่ในร่างของนางเอกที่ต้องตายอย่างไร้ความยุติธรรม ไม่ได้การหากเธอจะใช้ชีวิตอยู่ในร่างนี้เธอจะไม่ยอมตายง่าย ๆ และจะเปลี่ยนแปลงตอนจบของนิยายเรื่องนี้เอง แต่ที่น่าปวดหัวที่สุดก็คือท่านแม่ทัพพร้อมลูกชายของเขา เธอจะทำอย่างไรต่อไปติดตามต่อได้นะคะ

นิยายเรื่องนี้แต่งตามจินตนาการของนักเขียนเท่านั้นไม่ได้อ้างอิงตามประวัติศาสตร์หากขาดตกบกพร่องตรงไหนก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี่ด้วยนะคะ หรือนิยายเรื่องนี้อ่านแล้วเกิดติดขัดสามารถแนะนำได้นะคะ แต่ขอเป็นคำแนะนำอย่างสุภาพเพราะนักเขียนใจบางมาก ไม่อาจรับคำติชมที่แรงเกินไปได้ ขอบคุณค่ะ

ลืมตามาแต่งงาน

บทที่ 1 ลืมตามาแต่งงาน

แคว้นเฉียนเหลียง

ในฤดูใบไม้ผลิท้องถนนเต็มไปด้วยโคมไฟประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ขบวนรถม้าเจ้าสาวที่กำลังเคลื่อนขบวนไปที่เรือนของบุรุษอันเป็นที่รักเพื่อทำพิธีมงคล ผู้คนมากมายต่างพากันออกมายืนดูขบวนรถม้าอย่างตื่นตา ต่างพากันอยากยลโฉมสตรีที่อยู่ในรถม้านั้นจะงดงามเพียงใดถึงได้ครองใจท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ได้ แต่หารู้ไม่ว่าการแต่งงานในครั้งนี้มิเกิดจากความรักแต่เป็นคำขอร้องคำสุดท้ายของคนสนิทผู้มีพระคุณของท่านแม่ทัพฝากฝังบุตรสาวให้ท่านแม่ทัพช่วยดูแลก่อนที่เขาจะตายต่อหน้าต่อตาท่านแม่ทัพเนื่องจากรับดาบแทนท่านแม่ทัพก่อนจะชนะการต่อสู้ เขาจึงจำใจรับคำขอครั้งสุดท้ายและจะดูแลบุตรสาวของท่านรองแม่ทัพเป็นอย่างดี จึงเกิดงานมงคลนี้ขึ้นหลังจากที่ชนะการต่อสู้และพิธีฝังศพเสร็จสิ้น

เจี้ยวจ้าว เจี้ยวจ้าว เสียงผู้คนมากมายวุ่นวายเสียงดัง ให้ความรู้สึกรำคาญเสียงที่รบกวนการนอนของนักเขียนไร้ชื่อเสียงที่เอาแต่ทำงานจนเผลอหลับไป

“ทำไมต้องเสียงดังแต่เช้าแบบนี้ด้วยนะ ไม่รู้หรือไงว่ามันรบกวนคนอื่นนะ” แม้ว่าตายังหลับอยู่แต่ปากของเธอก็ยังต่อว่าคนอื่น แต่แล้วเธอก็นึกอะไรบ้างอย่างได้

“เอ๊ะ! เดี๋ยวสิฉันนอนอยู่ในห้องคนเดียวนี่น่าแล้วเสียงคนมากมายมาจากไหนกันนะ” หลี่มี่ลืมตาตื่นขึ้นมาดูก็พบว่าตอนนี้ตัวเองไม่ได้นอนอยู่บนที่นอนอีกต่อไป

“ที่นี่ที่ไหนทำไม ฉันมาทำอะไรอยู่ตรงนี้ เอ๊ะ! ทำไมถึงดูคุ้น ๆ เหมือนเกี้ยวในซีรีส์โบราณอย่างนี้นะ” หลี่มี่มองดูรอบ ๆ ก่อนจะสำรวจมองดูเสื้อผ้าของตัวเองก็ต้องตกใจมากกว่าเดิม เพราะชุดที่นางสวมใส่คล้ายชุดงานมงคลนี่น่า แถมใบหน้ายังถูกปกปิดด้วยผ้าคุมสีแดงกำมะหยี่อีกด้วย

“ไม่นะ! คงไม่ใช่อย่างที่ฉันคิดแน่ ๆ ฉันฝันอยู่ ฮ่าฮ่า แต่งนิยายมากจนเก็บมาฝันสินะ เอาล่ะฉันจะหลับตาพยายามตื่นเจากฝันนี่ซะ” หลี่มี่คิดว่าตัวเองฝันรีบหลับตาลงเพื่อให้ตัวเองตื่นจากฝันแต่เมื่อนางลืมตามาอีกครั้งนางก็ยังอยู่ที่เดิม เกี้ยวไม่นิ่งคลื้นเคลงไปมาทำให้นางรู้ว่าตอนนี้ตัวเองไม่ได้ฝันอย่างที่คิด

“ทำไม ฉันยังอยู่ที่เดิมกันนะ ฉันไม่ได้ฝันนี่มันไม่ใช่ความฝันแล้วฉันอยู่ที่ไหน หยุดเกี้ยวเดี๋ยวนี้” หลี่มี่ ตะโกนออกไปด้านนอกรถม้าได้หยุดอย่างที่เธอต้องการแต่ทว่าผ้าม่านของรถม้าถูกปิดเข้ามา หลี่มี่ตกใจขยับกายเข้ามาก่อนจะถามว่าเขาเป็นผู้ใด

“อย่าเข้ามานะ ที่นี่ที่ไหนแล้วเอ่อคุณเป็นใคร” บุรุษตรงหน้าเริ่มมีสีหน้าแววตาฉงนก่อนจะตอบนางอย่างอ่อนโยน

“ข้าคือสามีของเจ้าอย่างไรล่ะ รีบลงมาเถิดเดี๋ยวเวลามงคลจะเคลื่อน”

“เดี๋ยวสิ ฉันยังไม่มีแฟนเลยจะแต่งงานได้อย่างไรนี่มันรายการอะไรกันหรือว่าแอบซ่อนกล้องไว้ตรงไหน ไม่เอานะฉันไม่อยากเล่นอะไรแบบนี้” หลี่มี่มองซ้ายมองขวาหากล้องที่ซ่อนไว้ในรถม้าแต่หาอย่างไรก็ไม่พบ ในที่สุดบุรุษตรงหน้าไม่รอช้ารีบดึงมือของนางให้เดินลงมาจากรถม้าก่อนจะบอกว่าเขาเป็นใคร

“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเอ่ยอันใด และไม่เข้าใจในสิ่งที่เจ้าเอ่ยออกมาด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่เจ้าต้องทำในตอนนี้คือเข้าพิธีมงคลกับข้าเสียก่อน “หลี่มี่ถูกปิดด้วยผ้าคุมผ้ามิอาจมองเห็นใบหน้าของชายที่จับมือเธอเดินลงมา และไม่รู้เลยว่าที่นี่ที่ไหน แต่จะให้เธอแต่งกับคนไม่รู้จักได้อย่างไร เธอยืนนิ่งดึงมือตนเองให้หลุดออกจากเขาพร้อมเอ่ยถาม

“จะให้ฉันแต่งกับคนไม่รู้จักได้อย่างไร บอกมาก่อนสิว่าคุณชื่ออะไรแล้วที่นี่ที่ไหน” ชายตรงหน้าคิ้วขมวดเข้าหากันพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่

“ข้าคือแม่ทัพเทียนหลันเซ่อและที่นี่คือจวนของข้า แคว้นเฉียนเหลียง ในเมื่อเจ้ารู้แล้วจงเดินตามข้ามาและห้ามเอ่ยถามอันใดอีกข้าไม่อยากจะตอบให้ชักช้าเสียเวลาทำไมไม่ฉลาดเหมือนท่านพ่อของเจ้าสักนิด” เมื่อหลี่มี่ได้ยินในสิ่งที่เขาเอ่ยมาสติของเธอว่างเปล่าเดินตามเขาไปอย่างไร้วิญญาณ ครุ่นคิดเรื่องราวที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นชื่อท่านแม่ทัพหรือว่าจะเป็นชื่อแคว้นคล้ายกับนิยายที่เธอยังแต่งไม่จบและเผลอหลับคาโต๊ะทำงานนี่น่า

‘อย่าบอกนะว่าฉันเข้ามาในนิยายตัว คงไม่หรอกมันน่าเหลือเชื่อเกินไป ฉันต้องเล่นตามน้ำไปก่อนไม่แน่นี่อาจเป็นรายการทีวีอะไรสักอย่างก็ได้’ หลี่มี่คิดในใจเพราะไม่เชื่อในสิ่งที่ตนเองกำลังพบเจอแต่แล้วเรื่องที่เธอคิดว่าเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อกลับกลายเป็นความจริงที่เธอเข้ามาในนิยายตนเองตอนที่มีคนเรียกชื่อให้หลี่มี่คำนับฟ้าดิน

“คุณหนูเยิ่นเม่ยเม่ยคำนับฟ้าดิน”

“คุณหนูเยิ่นเม่ยเม่ยคำนับฟ้าดิน” หลี่มี่ไม่เชื่อหูตัวเองนี่มันชื่อนางเอกนิยายของเธอนี่น่าหรือนี่จะเป็นฉากแต่งงานที่เธอเคยแต่งไว้ในนิยาย หลี่มี่รีบโค้งตัวลงนั่งกับพื้นคำนับฟ้าดินเมื่อกำลังถูกสายตาทุกคนจับจ้องมองเพราะเธอถูกเรียกเป็นครั้งที่สอง

สมองของหลี่มี่กำลังทบทวนไปตนแรกของนิยาย นี่คือฉากการแต่งงานของเยิ่นเม่ยเม่ยบุตรสาวของรองแม่ทัพ แม้ว่าเรื่องนี้นางจะเป็นตัวเอกแต่นิยายเรื่องนี้หลี่มี่แต่งให้นางเอกถูกรังแกไม่ได้รับความยุติธรรมแถมยังต้องตายเพราะความเข้าใจผิด และยังแต่งเรื่องนี้ยังไม่จบด้วยซ้ำ เมื่อรู้ว่าตัวเองหลุดมาอยู่ในนิยายของตัวเองแถมยังเป็นตัวละครที่ถูกกระทำตลอดจนตาย ในเมื่อนางเข้ามาอยู่ในตัวละครนี้นางจะไม่ยอมให้ตัวเองตายเด็ดขาด

‘ฉันไม่ยอมตายง่าย ๆ หรอก ฉันจะเปลี่ยนแปลงบทนิยายและชีวิตของเยิ่นเม่ยเม่ยเอง’

เผชิญหน้า

บทที่ 2 เผชิญหน้า

พิธีการเสร็จสิ้นสาวใช้ได้พาหลี่มี่ไปที่ห้องหอส่วนท่านแม่ทัพนั้นออกตอนรับแขกที่มาร่วมงานในครั้งนี้ ประตูห้องถูกปิดจากด้านนอกหลี่มี่นั่งลงบนเตียงหนานุ่มใช้มือตบลงที่นอนอย่าน่าพอใจ เมื่อได้ยินเสียงประตูปิดลงนางได้เปิดผ้าคุมหน้ากวาดตามองไปรอบ ๆ เพื่อสำรวจดูภายในห้องที่นางต้องอยู่ต่อจากนี้

“ห้องกว้างใหญ่มากนี่น่า ในนิยายฉันจำได้ว่าฉันแต่งออกมาให้ห้องหอเป็นเพียงห้องเล็กเท่านั้น หรือนี่คือห้องที่เล็กที่สุดแล้วนะ เฮ้อ! ผ้าคุมหน้านี่ก็น่ารำคาญเสียจริง อากาศก็ออกจะร้อนขอถอดออกหน่อยละกันอย่างไรเจ้าบ่าวก็ไม่เข้ามาเปิดมันหรอก เพราะฉันจำได้ว่าคืนวันงานเขาไม่แยแสไม่สนใจปล่อยให้เยิ่นเม่ยเม่ยรอคอยจนฟ้าสว่าง ดีเลยอย่างนี้ฉันค่อยสบายใจหน่อยแต่ก็น่าแปลกฉันเข้ามาอยู่ในนิยายได้ยังไงนะ แถมยังมาอยู่ในร่างตัวเอกอีก” หลี่มี่เปิดผ้าขยับอาภรณ์ที่แน่นหนาออกให้สบายตัว พลางคิดเรื่องที่เธอมาอยู่ในนิยายช่างเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อมาก ๆ นางลุกขึ้นเดินทั่วห้องมองดูของใช้ต่าง ๆ

“ฉันว่าในห้องนี้ดีจริง ๆ มีทุกสิ่งทุกอย่างราวกับว่าจัดเตรียมไว้ต้อนรับเยิ่นเม่ยเม่ยเป็นอย่างดี แต่ยังไงฉันก็ยังไม่สบายใจหรอกนะจริงสิวันนี้ฉันยังไม่ได้เจอเจ้าซาลาเปาลูกชายของท่านแม่ทัพเลยนี่น่า ต้องทำอย่างไรดีนะที่จะถูกใจเด็กชายคนนั้น จำได้ว่าเด็กชายคนนั้นกลัวว่าเยิ่นเม่ยเม่ยจะเข้ามาแย่งความรักของท่านพ่อ จึงไม่ชอบขี้หน้านางคอยกลั่นแกล้งนางตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ ท่านแม่ทัพเองก็ไม่ได้สนใจปล่อยให้ลูกชายของเขารังแกอยู่เรื่อยมา ไม่นานเขาก็แต่งฮูหยินรองคนที่เขามีใจให้ก่อนที่จะแต่งเยิ่นเม่ยเม่ยเข้ามา และนางเองก็เป็นคนที่ทำให้เยิ่นเม่ยเม่ยตาย เฮอะ! ทำไมฉันแต่งนิยายออกมาได้โหดร้ายกับนางเอกแบบนี้นะ หรือนี่จะเป็นบทลงโทษเลยให้ฉันทะลุมิติมาอยู่ในนิยายตัวเอง อย่างนั้นฉันจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเอง จากนี้ฉันจะใช้ชีวิตเป็นเยิ่นเม่ยเม่ยที่ไม่อ่อนแอให้ใครมารังแกได้อีกและฉันจะเอาชนะใจเจ้าซาลาเปานั้นให้ได้ หากทำให้เรื่องนี้จบลงด้วยดีฉันคงได้กลับไปที่โลกของตัวเอง นิยายเรื่องนี้จะได้จบอย่างบริบูรณ์ ฉันนี่มันเก่งจริง ๆ” หลี่มี่เอ่ยชมตัวเองอย่างภาคภูมิใจ หลังจากที่ทำพิธีและทะลุมิติมานานน้ำสักหยดนางยังไม่ได้กิน นางเห็นสุราที่วางอยู่บนโต๊ะเป็นสุรามงคลที่เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวต้องดื่มก่อนจะร่วมหอเมื่อนางเห็นจึงเดินมานั่งที่โต๊ะก่อนจะรินสุราลงจอกกระดกเข้าปากอย่างกระหายน้ำ

“ฮื้ม! เหล้าที่นี่รสชาติดีจริง ๆ หิวน้ำแต่มีเหล้าแทนน้ำก็ดีสำหรับฉันจริง ๆ ”หลี่มี่รินสุราลงจอกอีกครั้งเพื่อดื่มด่ำกับรสชาติ ในโลกเดิมเธอเป็นนักดื่มตัวยง ต่อให้หมดไหนี่ก็ไม่สามารถทำให้นางเมาได้เลยแม้แต่น้อย

“อะไรกันหมดแล้วเหรอเนี้ยะ กำลังอร่อยเลย” หลี่มี่จับไหคว่ำไม่มีสุราไหลรินออกมาสักหยด เธอวางลงก่อนจะเดินไปที่เตียงเพื่อพักผ่อน

“ไม่เป็นไรฉันยังอยู่ที่นี่อีกนานค่อยกินอีกวันหลังก็ได้ ขอนอนพักสายตาสักงีบค่อยคิดหาวิธีดีกว่า” แต่แล้วเมื่อนางกำลังลุกขึ้นจากเก้าอี้เสียงประตูก็ถูกเปิดจากข้างนอก

“แอ๊ดด!!”

‘ใครมาในเวลานี่กันนะ’ หลี่มี่มองไปยังประตูเห็นบุรุษรูปงามกำลังย่างเท้ามาอย่างสง่างาม ใบหน้าเข้มขรึมหุ่นบึกบึนสมกับเป็นท่านแม่ทัพใหญ่ ทำเอานางตาค้างหยุดเคลื่อนไหว

‘ไม่คิดเลยว่าพระเอกของฉันจะหล่อขนาดนี้ เดี๋ยวสิหลี่มี่เธอต้องตั้งสติตอนนี้เธอไม่ใช่หลี่มี่แต่เธอเป็นเยิ่นเม่ยเม่ยนะเว้ย!’ หลี่มี่รีบดึงสติของตนเองเพื่อเตือนว่าตอนนี้จะมาหลงใหลในรูปร่างหน้าตาของท่านแม่ทัพใจร้ายผู้นี้ไม่ได้ สายตาคมกริมมองไปยังสุรามงคลแต่ทว่าตอนนี้ไหนอนอยู่บนโต๊ะไร้น้ำสุราเขาเดินเข้ามาใกล้นางมากกว่าเดิมจ้องมองไปยังใบหน้าที่แดงก่ำของหลี่มี่ก่อนจะขยับปากเอ่ยวาจาออกมา

“เจ้าดื่มสุรามงคลเพียงผู้เดียวได้อย่างไรเหตุใดถึงไม่รอข้า ไหนจะผ้าคุมที่ข้าต้องเป็นผู้เปิดแต่ทว่าเจ้ากลับเปิดมันเอง”

“แฮะ ๆ ตอนนี้สุราหมดแล้ว ไม่ว่าท่านดื่มหรือข้าดื่มก็คล้าย ๆ กัน เป็นอันว่าพิธีเสร็จสิ้นแล้วท่านแม่ทัพกลับไปพักผ่อนเถอะเจ้าคะ คงเหนื่อยมาทั้งวัน” หลี่มี่ยิ้มกลบเกลื่อนความกลัว ใครจะคิดว่าเขาจะเข้ามาในห้องหอทั้ง ๆ ที่นิยายเขาไม่เคยเข้ามาเหยียบห้องนี้เลยด้วยซ้ำ นางจึงรีบหาทางให้ท่านแม่ทัพออกไปจากห้องนี่โดยเร็ว แต่เหมือนคำพูดของนางมิอาจไล่เขากลับไปได้ เขาเดินเข้ามาใกล้มากกว่าเดิมหลี่มี่รีบลุกขึ้นเดินถอยหลังด้วยความกลัว

“ยังไม่เสร็จพิธีเสียหน่อยเหลืออีกหนึ่งพิธี ก็คือร่วมหอกับเจ้าอย่างไรล่ะ ดีเช่นกันในเมื่อเจ้าดื่มสุราหมดแล้วเราก็ร่วมหอกันเถอะ” ท่านแม่ทัพแสยะยิ้มมุมปากมองหลี่มี่ตั้งแต่หัวจรดเท้า สีหน้าของนางเริ่มซีดเผือก ต้องทำอย่างไรถึงจะผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ไปได้ นางหลบสายตาเขาจังหวะนั้นนางมองไปเห็นไหสุราจึงคิดบางอย่างออก รีบใช้มือดันอกแกร่งของเขาไม่ให้เข้าใกล้พร้อมยิ้มกว้าง

“จะทำอย่างนั้นได้อย่างไรเจ้าคะ เราจะต้องดื่มสุรามงคลก่อนสิเจ้าคะถึงจะทำพิธีครบทุกอย่าง”

“อะไรของเจ้า เมื่อครู่เจ้าบอกไม่ว่าข้าดื่มหรือเจ้าดื่มก็เช่นกันนี่น่า”

“โธ่! ท่านแม่ทัพอย่างไรเสียตอนนี้ข้าก็ขึ้นชื่อว่าเป็นฮูหยินของท่าน มิอาจจะหนีไปทางใดได้ เรามาร่วมดื่มสุรามงคลก่อนนะเจ้าคะ” เขาถอนหายใจก่อนจะเดินไปที่เก้าอี้นั่งลงพร้อมตะโกนออกไปด้านนอก

“ผู้ใดอยู่ข้างนอกจงไปนำเอาสุรามาให้ข้าที” หลี่มี่เบาใจเอามือทาบอกนางจะไม่ยอมร่วมหอกับชายผู้นี้เด็ดขาดต่อให้หล่อเหลาขนาดไหนก็ช่าง คืนนี้นางจะมอมสุราเขาเอง

“ขอรับท่านแม่ทัพ” เสียงของทหารที่อยู่ด้านนอกตอบกลับมา เขาหันมามองหลี่มี่พร้อมยกมือขึ้นกวักให้นางมานั่งใกล้ ๆ เขา

“เจ้ารีบมานี่สิ จะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไม่หรือเจ้าเปลี่ยนใจ ? ”

“ข้ามาแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพช่างใจร้อนเหลือเกินนะเจ้าคะ” หลี่มี่เดินมานั่งเก้าอี้ตังวข้าง ๆ ท่านแม่ทัพ นางคอยสังเกตมองเขาอยู่บ่อยครั้งกลัวว่าเขาจะทำในสิ่งที่นางไม่คาดคิด ไม่นานประตูก็ถูกเปิดจากด้านนอก ทหารได้ยกไหสุราเข้ามาให้ตามคำสั่งของท่านแม่ทัพ

“สุราที่ท่านแม่ทัพต้องการมาแล้วขอรับ”

“วางไว้ที่โต๊ะ ออกไปปิดประตูให้ข้าเช่นเดิมและห้ามมารบกวน”

“ขอรับท่านแม่ทัพ” ใจหลี่มี่สั่นสะท้านเมื่อได้ยินคำสั่งของเขา นางฝืนยิ้มยื่นมือไปหยิบไหรินน้ำสุราใส่จอกก่อนจะยกจอกสุราให้แก่เขาพร้อมยกจอกสุราของตนเองขึ้น

“สุราจอกนี้ข้าขอดื่มให้ท่านนะเจ้าคะ” เขาจ้องมองนางไม่ละสายตา ก่อนจะยกสุราที่นางรินให้หมดจอกภายในรวดเดียว

“สุราก็ได้ดื่มแล้ว เช่นนั้นตอนนี้เราไปที่เตียงกันเถอะ ” แม่ทัพวางจอกสุราลงพลางลุกขึ้นแต่ก็ต้องถูกหลี่มี่ดึงแขนของเขาให้นั่งที่เก้าอี้เช่นเดิม

“เอ่อ…ท่านแม่ทัพเจ้าคะสุราที่นี่ช่างอร่อย ข้าอยากดื่มด่ำรสชาติอีกสักหน่อยแล้วเราค่อยขึ้นเตียงกันนะเจ้าคะ” หลี่มี่เอ่ยเหงื่อเริ่มไหลอกมาตามรูขุมขนที่ละนิด หากนางยื้อเขาไม่ได้นางคงต้องตกเป็นของท่านแม่ทัพแน่ ๆ แต่ทว่าเขากลับยอมนั่งลงเช่นเดิมพร้อมรอยยิ้มที่ส่งผ่านสายตามามองหลี่มี่อย่างเร้าร้อน

เกือบไม่รอด

บทที่ 3 เกือบไม่รอด

“คิดไม่ถึงเลยว่าบุตรสาวท่านรองแม่ทัพจะดื่มสุราเก่งเพียงนี้ เอาสิหากเจ้าอยากดื่มจงดื่มให้เพียงพอจากนั้นเราจะได้ใช้ช่วงเวลาหอมหวานด้วยกัน” ดวงตาที่มองมายังนางช่างหวานเยิ้ม หลี่มี่คิดหนักทุกอย่างช่างแตกต่างในนิยายยิ่งนัก เมื่อเห็นว่าเขาตามใจนางจึงรีบรินสุรามอบให้แก่เขาอีกครั้ง

“เช่นนั้นท่านแม่ทัพมาดื่มด้วยกันนะเจ้าคะ จะให้ข้าดื่มผู้เดียวได้อย่างไร”

“ได้สิหากเจ้าป้อนข้า ข้าจะดื่มทุกจอกที่เจ้ารินให้” ความรู้สึกอึดอัดปะทะใบหน้าแต่ทำได้เพียงแสร้งยิ้มให้คนตรงหน้า

‘ตาแม่ทัพบ้าคนนี้ไม่เห็นเย็นชาแต่กลับเป็นท่านแม่ทัพจอมหื่นสินะ เฮ้อ! จะเป็นอะไรก็ช่างขอแค่คืนนี้ฉันต้องผ่านมันไปให้ได้’ หลี่มี่จำยอมยกจอกสุราป้อนไปที่ปากของเขาอย่างจำใจ เขายิ้มกริ่มออกมาอย่างพอใจดื่มสุราที่นางมอบให้จอกแล้วจอกเล่า เมื่อใกล้หมดหลี่มี่จึงตะโกนบอกทหารที่อยู่ด้านนอกไปนำสุรามาอีก ไหแล้วไหเล่าในที่สุดใบหน้าของท่านแม่ทัพเริ่มแดงระเรื่อ ดวงตาหวานเยิ้มเอ่ยวาจาเริ่มติด ๆ ขัด ๆ

“อะไรกันสุราหมดไปขนาดนี้แล้วแต่ท่านแม่ทัพยังนั่งได้อยู่ โชคดีที่เราเองคอแข็งมากพอไม่เช่นนั้นจะเป็นฉันเองที่มอมเหล้าตัวเอง "หลี่มี่คิดในใจมองไปยังท่านแม่ทัพอย่างเหนื่อยใจจู่ ๆ ท่านแม่ทัพได้ลุกขึ้นยืนดึงแขนของหลี่มี่ให้เดินตามเขาไปยังเดินเตียงนอน

“ตอนนี้ควรแก่เวลาแล้ว เรามาร่วมหอกันเถอะฮูหยินน” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยออกมาก่อนจะจับหลี่มี่นั่งที่เตียงนอนค่อย ๆ ใช้มืออีกข้างดึงผ้าคุมเตียงลง หลี่มี่ใจสั่นระรัวไม่รู้เลยว่าจะทำอย่างไรที่ไม่ต้องเข้าร่วมหอกับเขา

“ท่านทัพข้าว่าวันนี้ท่านเมาแล้วนอนพักดีมั้ยเจ้าคะ ท่านเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว “หลี่มี่รีบคิดหาทางรอดเอ่ยออกมาอย่างกระตุกกระตัก

“เจ้าลืมแล้วหรือว่าข้าเป็นใคร ข้าคือท่านแม่ทัพใหญ่เพียงเท่านี้มิอาจทำให้ข้าเหน็ดเหนื่อยได้หรอก ” เขานั่งก้มตัวมาหานางจับปลายคางเรียวเล็กให้เงยขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองเขาก่อนจะค่อย ๆ โน้มตัวมาเพื่อจุมพิต หัวใจของหลี่มี่เต้นแรงหรือนี่นางจะเสียความบริสุทธิ์ให้แก่ท่านแม่ทัพ แต่แล้วทุกอย่างก็นิ่งไปเพราะจู่ ๆ ท่านแม่ทัพกลับทิ้งตัวลงนอนทับหลี่มี่แน่นิ่งไปเพราะฤทธิ์สุรา

“ท่านแม่ทัพ ท่านแม่ทัพ” หลี่มี่ที่ถูกทับใช้มือแตะที่แขนของเขาเพื่อดูว่าเขาหลับไปแล้วจริงหรือไม่? แต่เมื่อนางเรียกหลายต่อหลายครั้งไม่มีท่าทีว่าเขาจะตื่น หลี่มี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอกก่อนจะดันตัวของเทียนหลันเซ่อให้ออกจากตัวของนาง

“เฮ้อ! คิดว่าจะเสียตัวซะแล้ว ทำไมถึงได้คอแข็งขนาดนี้นะ เล่นเอาฉันเหนื่อยเลย” หลี่มี่ลุกขึ้นจัดแจงให้ท่านแม่ทัพได้นอนอย่างสบายพลางบ่นพึมพำ นางยืนมองดูท่านแม่ทัพที่เมาหลับอยู่บนเตียงกอดอกครุ่นคิด

‘หากจะให้นอนเช่นนี้ เขาจะต้องรู้แน่ ๆ ว่าฉันมอมเหล้า เอาอย่างนี้ล่ะกัน’ หลี่มี่คิดในใจก่อนจะจัดแจงถอดเสื้อด้านนอกของเขาออก คล้ายเชือกผูกกางเกงเล็กน้อยส่วนนางเองก็ได้ไปเปลี่ยนเป็นชุดนอนแสร้งว่านางกับท่านแม่ทัพได้ผ่านคืนแรกไปด้วยกันอย่างดุเดือด ที่นอนยับข้าวของกระจัดกระจาย นางไม่ลืมที่จะทำสัญลักษณ์ว่าตนเองเสียความบริสุทธิ์ให้เขาแล้ว นางกัดปลายนิ้วของตัวเองแต้มลงบนผ้าปูที่นอนสีขาว ก่อนจะทิ้งตัวนอนอย่างสบายใจ แค่นี้เขาต้องคิดว่าได้รวมหอกับนางแล้ว

จิ๊บ จิ๊บ ๆ ..

เสียงนกน้อยพรรณนาร้องขานรับกันไปมา หลี่มี่รีบตื่นก่อนที่ท่านแม่ทัพจะรู้สึกตัวนางเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ถอดชุดที่สวมใส่ทิ้งลงตะกร้าเพื่อให้สาวใช้นำไปซัก ก่อนจะเดินออกมารับลมมองแสงตะวันที่กำลังโผล่ขึ้นบนฟากฟ้าอย่างงดงาม

“แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าช่างอบอุ่นจริง ๆ เลย เรื่องที่เกิดขึ้นราวกับความฝันแต่มันกลับเป็นความจริงซ่ะงั้น ”หลี่มี่มองถอดสายตาเฝ้าทบทวนคิดเรื่องราวของนิยายเรื่องนี้ว่านางจะต้องพบเจออะไรอีก

ฝั่งด้านเทียนหลันเซ่อ เขาลืมตาขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือปวดหัวราวกับถูกหินทับหนักอึ้ง ยันตัวลุกขึ้นนั่งพิงเตียงนอนมองดูสภาพห้องอย่างสงสัยว่าเมื่อคืนเกิดอันใดขึ้นในห้องเสมือนเกิดสงครามอย่างไรอย่างนั้น

“เกิดอะไรขึ้นกัน ! แล้วเยิ่นเม่ยเม่ยนางไปที่ใด ข้าจำได้ว่าเมื่อคืนนี้ข้าดื่มสุรากับนางเสร็จมาที่เตียงกำลังร่วมหอกับนางแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็มืดดับไป อย่าบอกนะว่าที่ห้องเละเทะขนาดนี้เกิดจากที่ข้าร่วมหอกับนาง ฮ่า ฮ่า เป็นไปไม่ได้หรอก ”เทียนหลันเซ่อเอ่ยออกมาอย่างขบขันแต่พอลุกขึ้นจากเตียงนอนผ้าห่มถูกเขาดึงมาเผยให้เห็นผ้าปูเตียงเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงฉาน ทำเอาเขาขบขันไม่ออกมองสำรวจเสื้อผ้าตนเองก่อนจะเปิดดูน้องชายของเขาอย่างไม่เชื่อสายตา

“ทำไมกัน ! ทำไมข้าไม่เห็นรู้สึกว่าข้าได้ใช้เวลาร่วมกับนางเลยล่ะ” เขานั่งลงที่เตียงเพื่อครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนที่เขาจะดมกลิ่มเลือดที่อยู่บนผ้าพร้อมแสยะยิ้ม เขาเป็นแม่ทัพใหญ่ที่ผ่านสนามรบมาย่อมรู้ดีว่ากลิ่นเลือดเช่นนี้เกิดจากสาเหตุอันใด หากเขาได้ร่วมรักกับนางจริง ๆ เขาเองก็มีความทรงจำคลับคลายคลับคลาบ้างแต่เขาคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกเสียที เมื่อจมูกดมกลิ่นที่อยู่บนเตียงนอน เขาเบิกตาโพลงโตนั่งตัวตรงแสยะยิ้มมุมปากก่อนจะพูดออกมา

“เฮอะ! ท่านแม่ทัพใหญ่อย่างข้าเสียรู้ให้สตรีบอบบางอย่างนั้นได้อย่างไรกัน เจ้าต้องการทำเช่นนี้กับข้าใช่หรือไม่? ได้ข้าเองก็จะแสดงอย่างที่เจ้าต้องการเอง” เพราะเขารู้ว่าเลือดที่อยู่บนที่นอนมิใช่เลือดที่ออกมาตัวของนางแต่เป็นเลือดที่นางจงใจแต่งแต้มขึ้นมา เรื่องเท่านี้มีหรือที่คนอย่างเขาจะไม่รู้ เขาสวมเสื้อผ้าเดินออกจากห้องเพื่อตามหาฮูหยินจอมเจ้าเล่ห์

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...