โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

เทคนิคปลูก “ดอกแกลดิโอลัส” ไม้ตัดดอกที่ตลาดต้องการ

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 27 ก.พ. 2567 เวลา 08.13 น. • เผยแพร่ 27 ก.พ. 2567 เวลา 07.35 น.

แกลดิโอลัส หรือซ่อนกลิ่นฝรั่ง เป็นไม้ตัดดอกที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่แอฟริกาใต้ ปัจจุบันมีการปลูกในเชิงธุรกิจไม่น้อยกว่า 3,000 สายพันธุ์ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์ล้วนมีสีสวยสะดุดตา ตั้งแต่สีขาว เหลือง ชมพู ส้ม แดง ไปจนถึงสีม่วง แกลดิโอลัสเป็นพืชที่มีหัวอยู่ใต้ดิน รูปร่างกลมแป้น มีกาบใบห่อหุ้มไว้และมีรากอยู่รอบหัว หน่อใหม่จะแตกออกจากหัวเดิมแล้วเจริญพัฒนาเป็นต้นใหม่ ต้นที่เกิดใหม่ก็จะสร้างหัวใหม่ขึ้นมาทดแทนหัวเก่า ส่วนที่อยู่เหนือดินคือ ใบ และก้านใบ อัดกันแน่น มีลักษณะคล้ายลำต้น ส่วนใบรูปร่างเรียวยาว คล้ายมีดดาบ เส้นใบขนานกันไปตามความยาวของใบ

แกลดิโอลัสออกดอกเป็นช่อยาว ทั้งนี้ แกลดิโอลัสถูกแบ่งออกได้ 2 ประเภท ประเภทแรก เป็นประเภทอายุเบา จะออกดอกในฤดูหนาว ประเภทที่สอง ออกดอกในฤดูร้อน แกลดิโอลัสต้องการอุณหภูมิต่ำสุด 10-13 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิสูงสุด 18-25 องศาเซลเซียส ดังนั้น แหล่งปลูกที่ได้ดอกขนาดใหญ่จึงหนีไม่พ้นจังหวัดทางภาคเหนือของไทย ดินปลูกควรเป็นดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี มีความเป็นกรดด่างอยู่ระหว่าง 5.8-6.5

พันธุ์แกลดิโอลัสที่นิยมปลูกในปัจจุบัน มีหลากสายสายพันธุ์ เช่น พันธุ์อาร์เธอร์ แรมค์ และ ดร.เพลมิง ให้ดอกสีชมพู พันธุ์โกลด์ล็อค และซัวเมอร์ จอย ให้ดอกสีส้ม แอตโลติก คริมสัน โลว์ ให้ดอกสีแดงและแดงเข้ม พันธุ์เฟอร์โนมันท์ อาโรเทีย ให้ดอกสีฟ้า และพันธุ์ลอร์ดเนลสัน และไรชิงซัน ให้ดอกสีเหลืองอ่อน และพันธุ์ฟลายอิง วิง สโนว์ ปรินเซส ให้ดอกสีขาวบริสุทธิ์

การขยายพันธุ์ ทำได้ 2 วิธี คือการใช้หัวและเมล็ด วิธีเพาะเมล็ดนิยมใช้เพื่อการปรับปรุงพันธุ์ให้ได้ลูกผสมพันธุ์ใหม่ๆ เท่านั้น หลังตัดดอก ใบที่เหลือเริ่มแห้งเหี่ยวจะเป็นระยะพักตัวของหัวที่ฝังอยู่ใต้ดิน ให้ขุดนำหัวขึ้นมาผึ่ง ใช้เวลา 2-3 เดือน จึงพ้นระยะพักตัว เมื่อนำปลูกลงแปลง จะเริ่มแตกใบและราก จากนั้นอีก 60-140 วัน แกลดิโอลัสจึงแทงช่อให้ดอกและผลิตหัวใหม่ขึ้นแล้วพัฒนาเป็นหัวที่สมบูรณ์ ส่วนหัวเดิมจะแห้งและฝ่อไปในที่สุด อีก 2 เดือน ขุดดินนำหัวใหม่ใช้สำหรับขยายพันธุ์ต่อไป โดยนำมาเก็บในร่ม หรือในโรงเรือนที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี

การเตรียมดินปลูก ควรเลือกแหล่งปลูกที่มีดินเป็นดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี ไถดะตากดินไว้ 10-14 วัน ครบกำหนดเวลาให้ไถแปรอีก 1-2 ครั้ง เก็บวัชพืชออกจากแปลงให้สะอาด ยกแปลงกว้าง 1.0-1.5 เมตร ความยาวขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพื้นที่ ใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 500-600 กิโลกรัมต่อไร่ ดินที่เป็นกรดให้ใส่ปูนขาว อัตรา 300-500 กิโลกรัมต่อไร่ คลุกเคล้าลงดินในแปลง ปรับผิวแปลงให้เรียบ ปลูกแบบ 2 แถวคู่ 2 คู่ หรือ 4 แถว ระยะห่างระหว่างแถวคู่ที่ 1 และคู่ที่ 2 15 เซนติเมตร เท่ากัน

ส่วนระยะห่างของแถวคู่ที่ 1 และคู่ที่ 2 20 เซนติเมตร และระยะห่างระหว่างต้น ใช้ระยะ 15 เซนติเมตร เปิดหลุมลึก 10-12 เซนติเมตร คัดเลือกหัวที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ตั้งแต่ 5 เซนติเมตรขึ้นไป นำหัวลงปลูก กลบดินให้ทั่ว ตั้งส่วนแหลมของหัวขึ้น คลุมแปลงด้วยฟางข้าวใหม่และสะอาดรดน้ำตาม ต้นอ่อนจะแทงยอดสูงขึ้นเหนือดิน เมื่ออายุ 2 สัปดาห์ มีความสูงประมาณ 25-30 เซนติเมตร ให้ขึงตาข่าย ทำจากเชือกไนลอน ขนาด 20×20 เซนติเมตร เพื่อประคองต้นไว้ไม่ให้ล้ม หมั่นให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ แต่ระวังอย่าให้แฉะ โดยเฉพาะระยะแทงช่อดอก อย่าให้ขาดน้ำ เพราะช่อดอกและดอกจะมีขนาดสั้นและเล็กลง การให้ปุ๋ยเคมีแบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกใช้ปุ๋ยสูตร 5-10-10 หรือ 15-15-15 สูตรใดสูตรหนึ่ง อัตรา 2 ช้อนชา แบ่งใส่สองครั้ง ครั้งแรกใส่รองก้นหลุมก่อนปลูก ครั้งที่สอง ใส่ที่โคนต้นหลังปลูกแล้ว 1 เดือน พร้อมกลบโคนและรดน้ำตามทันที การใส่ปุ๋ยช่วงที่สองใส่หลังตัดดอกแล้ว วัตถุประสงค์เพื่อบำรุงหัวพันธุ์ที่เกิดใหม่ด้วยปุ๋ยสูตรและอัตราเดียวกับการให้ปุ๋ยระยะแรก หลังจากตัดดอก และ 2 สัปดาห์ถัดไป จะได้หัวพันธุ์ที่สมบูรณ์

โรคระบาดที่สำคัญคือ โรคหัวเน่า เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่ง อาการที่พบ ขอบใบเริ่มแห้งและตายก่อนออกดอก โรคชนิดนี้เข้าทำลายที่หัวก่อน ดังนั้น วิธีป้องกันกำจัดที่ดีต้องนำหัวพันธุ์ที่ได้จากแหล่งที่ไม่มีโรคชนิดนี้ระบาดมาก่อน เพื่อความมั่นใจ จึงควรแช่หัวพันธุ์ในไลโซน อัตรา 4 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 10 ลิตร เป็นเวลา 4 ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย เมื่อพบแสดงอาการเป็นโรคแล้ว ต้องขุดทั้งต้นเผาทำลายทิ้งสถานเดียว

โรคที่พบการระบาดรุนแรงอีกชนิดหนึ่งคือ โรคใบจุด เกิดจากเชื้อราอีกชนิดหนึ่ง การระบาดระยะแรกมักพบมีจุดกลมสีน้ำตาลแดง ขอบแผลมีสีเหลือง ต่อมาแผลขยายใหญ่ขึ้นแล้วร่วงหล่น ผลตามมาจะทำให้ช่อดอกสั้นลง เชื้อโรคชนิดนี้สามารถปนเปื้อนไปกับหัวพันธุ์ ก่อนนำหัวพันธุ์ไปปลูกจึงควรแช่หัวพันธุ์ด้วยสารเคมีที่แนะนำมาแล้วข้างต้น ส่วนการระบาดเมื่อพบระยะแรกให้ฉีดพ่นด้วยไซเนบหรือมาเนบ ตามอัตราแนะนำข้างฉลาก อาการของโรคจะหมดไป

เพลี้ยไฟ เป็นแมลงที่พบการระบาดอยู่เสมอเช่นเดียวกัน เพลี้ยไฟเป็นแมลงชนิดปากดูดขนาดเล็กมาก มักเกาะดูดกินน้ำเลี้ยงอยู่ใต้ใบเป็นกลุ่ม ทำให้ใบเหี่ยวแห้ง ถ้าเข้าดูดกินที่ดอกจะทำให้ดอกช้ำสีซีดจาง ขายไม่ได้ราคา วิธีป้องกันกำจัดที่ดีจึงควรหมั่นออกตรวจในแปลง ใช้มือจุ่มน้ำและลูบบริเวณใต้ใบ เมื่อพบว่ามีแมลงขนาดเล็กสีน้ำตาลติดมือมาให้ฉีดพ่นด้วยโตกุไธออน ให้ทั่วทั้งช่อดอกและใบ ตามอัตราแนะนำ การระบาดของเพลี้ยไฟจะหมดไปในที่สุด

วิธีตัดดอกแกลดิโอลัส ให้ดอกเมื่อมีอายุ 60-140 วัน หลังปลูก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ ใช้มีดคมและสะอาดตัดตำแหน่งก้านดอกที่มีใบเหลือไว้อย่างน้อย 4-5 ใบ เพื่อให้สังเคราะห์แสงส่งอาหารไปยังหัว เพราะหากตัดออกทุกใบ จะทำให้หัวใต้ดินมีขนาดเล็ก และไม่สมบูรณ์ นำดอกทั้งช่อแช่ลงในภาชนะใส่น้ำสะอาดทันที รวบรวมปริมาณได้ตามต้องการ ให้มัดรวม มัดละ 10-12 ช่อ เก็บในห้องเย็นและคัดขนาด เตรียมส่งจำหน่ายต่อไป

การเก็บหัวพันธุ์ ระยะเก็บหัวพันธุ์ที่ดีคือ หลังจากตัดดอกแล้ว 30-45 วัน เฉลี่ยขนาดหัวที่ได้มีเส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 5 เซนติเมตร ใช้เสียมหรืออุปกรณ์อื่นขุดหัวขึ้นจากดิน หากใบยังเขียวอยู่ยิ่งดี เพราะไม่มีโรคและแมลงศัตรูเข้าอาศัย ตัดใบและรากที่เหลือออก ล้างน้ำให้สะอาด ผึ่งลมให้แห้ง และแช่ในน้ำยากันเชื้อรา เบนเลทหรือออโธไดโพลาแทนแล้วผึ่งให้แห้ง บรรจุในถุงพลาสติกใส เจาะรูให้อากาศผ่านเข้าออกได้ เก็บในห้องเย็น เตรียมจำหน่ายหรือใช้ปลูกในฤดูต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เทคนิคปลูก “ดอกแกลดิโอลัส” ไม้ตัดดอกที่ตลาดต้องการ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.technologychaoban.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...