โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คุยกับ “พี่ลาเต้ Dek-D” เหยี่ยวเฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลงในระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยตลอด 16 ปี

Dek-D.com

เผยแพร่ 15 ก.พ. 2567 เวลา 17.27 น. • DEK-D.com
“พี่ลาเต้” ฮีโร่ของเด็กไทยมานานมากว่า 1 ทศวรรษ กับอาชีพนักข่าวการศึกษา ที่เป็นมากกว่านักข่าว แต่เป็นเหมือน “พี่” ที่อยู่เคียงข้างน้อง ๆ จนไปถึงฝั่งฝัน SparkD ขอพามาพูดคุยกับพี่ผู้เป็นความหวังของเด็กไทยและเหยี่ยวที่เฝ้ามองระบบการคัดเลือกของน้อง ๆ

. . . . . . . .

“ไม่มีเด็กมหาลัยคนไหน.. ไม่รู้จักพี่ลาเต้”

ประโยคนี้ไม่เกินจริง!เพราะใครที่ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย แน่นอนว่าต้องเคยอ่านสรุปการสอบเข้าจากพี่ลาเต้ ปรึกษาพี่ลาเต้ หรือเคยเห็นพี่ลาเต้ผ่านหน้าไทม์ไลน์กันอย่างแน่นอน

พี่ลาเต้เป็นฮีโร่ของเด็กไทยมานานมากว่า 1 ทศวรรษ กับอาชีพ นักข่าวการศึกษาที่เป็นมากกว่านักข่าว แต่เป็นเหมือน “พี่” ที่อยู่เคียงข้างน้อง ๆ จนไปถึงฝั่งฝัน วันนี้เราจะมาพูดคุยกับพี่ผู้เป็นความหวังของเด็กไทยและเหยี่ยวที่เฝ้ามองระบบการคัดเลือกที่เปลี่ยนไปตลอด 16 ปีที่ผ่านมาอีกด้วย ตามไปดูกันเลย..

. . . . . . . .

พี่กล้วยหอม: น้อง ๆ คงรู้จักพี่ลาเต้ Dek-D กันอยู่แล้ว แต่อยากให้พี่ลาเต้ทักทายน้อง ๆ อีกสักรอบ และเล่าให้ฟังหน่อยค่ะว่าพี่ลาเต้ มีบทบาทอะไร หรือทำงานตำแหน่งอะไรใน Dek-D คะ

พี่ลาเต้:สวัสดีครับ พี่ลาเต้ มนัส อ่อนสังข์ นะครับ ปัจจุบันพี่เป็น Product manager ที่เว็บไซต์ Dek-D.com ที่ดูแลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และกิจกรรมต่างๆ ของเว็บไซต์ Dek-D.com ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาครับ

พี่กล้วยหอม: อะไรเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พี่ลาเต้ได้มาทำงานนี้

พี่ลาเต้:ตอนสมัยมหาวิทยาลัย พี่ก็เรียนคณะนิเทศศาสตร์ สาขาวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิตมา ตอนนั้นเรารู้แค่ว่าคนที่เรียนสายนี้ส่วนใหญ่จะไปเป็น “นักข่าว” ซึ่งเป็นอาชีพที่เราก็ชอบอยู่แล้ว ก่อนเรียนจบพี่มีโอกาสได้ไปฝึกงานที่ไอทีวีในตำแหน่งผู้สื่อข่าวสายภูมิภาค โดยได้ทำข่าวทุกประเภทเลย ทั้งอาชญากรรม ข่าวสาธารณสุข ข่าวผู้ว่าฯ ไปเปิดงานต่าง ๆ พอหลังจากฝึกงานจบก็โชคดีมาก เพราะได้รับโอกาสทำงานต่อที่ไอทีวีทันที พี่ก็ทำงานไปช่วงหนึ่งประมาณ 6 เดือน จากนั้นไอทีวีก็ปิดตัวลง

ตอนนั้นพี่ที่เป็นหัวหน้าพี่บอกว่า “เต้ ถ้าสมมุติว่าแกมีโอกาสที่ไหน แกก็ไปเลยนะ” ด้วยความที่พี่ยังเด็กพึ่งเรียนจบ เราก็เลยมองหาลู่ทางว่ามีทางไหนที่จะทำให้เราได้เรียนรู้และเติบโตได้อีกบ้าง ซึ่งก็นึกถึง Dek-D เพราะเราชอบเข้าไปดูมากในช่วงมัธยม เลยกดเข้าไปดู ปรากฏว่าขึ้นว่าเปิดรับสมัคร “นักข่าวการศึกษา”

ยอมรับตรง ๆ ว่าพี่ก็ไม่รู้นะว่าเขาจะให้เราทําอะไร แต่รู้แค่ว่าเป็น “นักข่าว” ซึ่งตอนนั้นเราเป็นนักข่าวอยู่ด้วยประจวบกับเราค่อนข้างสนใจประเด็นของการศึกษาเลย ทำให้พี่ตัดสินใจสมัครตำแหน่งนี้กับ Dek-D และทำงานมาตลอด 16 ปี จนเป็น พี่ลาเต้ Dek-D อย่างที่ทุกคนรู้จักกันครับ

พี่กล้วยหอม: พี่ลาเต้ให้คำนิยามระบบการศึกษาไทยในรอบ 10 ปีนี้ว่ายังไงคะ

พี่ลาเต้:สิ่งที่เด่นชัดที่สุดในเรื่องของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในรอบ 10 ปีนี้ก็คอนเฟิร์มไว้ว่าเป็นเรื่องของ “การเปลี่ยนแปลง” ซึ่งมีการเปลี่ยนทุกปี เปลี่ยนใหญ่บ้าง เปลี่ยนเล็กบ้าง แต่ทุกการเปลี่ยนแปลงมีผลกระทบหมด

ในปี 66 ที่ผ่านมา พี่มองว่าเป็นการเปลี่ยนที่ใจร้ายมาก ในปีนั้นเขาเปลี่ยนการใช้วิชาจาก GAT/PAT มาเป็น TGAT การเปลี่ยนครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนกะทันหันมาก เหมือนเราจะเตรียมตัวสอบเข้ามาหาวิทยาลัยแล้วเราก็ซ้อมกับวิชา GAT มา และอยู่ดี ๆ มาเปลี่ยนไปเป็น TGAT ซึ่งพาร์ทเชื่อมโยงถูกเปลี่ยนเป็นสมรรถนะการทํางาน ทำให้เด็กหลายคนไม่รู้ว่าจะไปหาแนวที่ไหน แปลว่าน้อง ๆ จะไม่สามารถเตรียมตัวเพื่อที่จะทําคะแนนอะไรได้ เป็นพี่ช็อกเลยนะ เพราะการสอบเข้ามหาลัยจะติดหรือไม่ติดมันอยู่ที่คะแนน

พี่กล้วยหอม: แล้วพี่ลาเต้มองว่า “การเปลี่ยนแปลง” ระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยยังคงสำคัญอยู่มั้ย ?

พี่ลาเต้:ยังสำคัญอยู่ครับ ถ้า 10 ปีระบบไม่เปลี่ยนเลย มันก็เป็นไปได้ยาก เพราะสิ่งที่ดีที่สุดเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ณ วันนี้มันอาจจะไม่ดีในวันนี้ก็ได้ คือทุกอย่างมันเปลี่ยน แต่พอเปลี่ยนเสร็จปุ๊บ เพื่อแก้ปัญหาที่ 1 2 3 มันแก้ปัญหาได้นะ แต่มันเกิดปัญหาที่ 4 5 6 ตามมา แล้วพอแก้ที่ 4 5 6 ก็จะส่งผลให้เกิดปัญหาที่ 7 8 9 เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ

พี่เคยสัมภาษณ์ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) นะ ทุกการเปลี่ยนแปลงของเขามีเหตุผล ไม่ใช่ว่าเขาอยากเปลี่ยนก็เปลี่ยน แต่เขาพยายามเปลี่ยนให้มันดีขึ้น แต่ด้วยความที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยในแต่ละปีมันมีเด็กที่จะต้องเข้ามหาลัยประมาณ 300,000 คน การที่ระบบหนึ่งระบบจะซัพพอร์ตเด็กทั้ง 300,000 คนให้ได้อย่างสมบูรณ์แบบเลยเป็นไปได้ยาก ดังนั้นหน้าที่ของ ทปอ. คือจะทําอย่างไรให้ระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยครอบคลุม ดูแลและสนับสนุนน้องให้เข้ามหาลัยได้อย่างปลอดภัยตลอดรอดฝั่งให้ได้มากที่สุด

พี่กล้วยหอม: เปลี่ยนมาจนถึงระบบ TCAS พี่ลาเต้มองว่าระบบนี้มีจุดเด่นยังไงคะ ?

พี่ลาเต้:TCAS มีหลายเฟส หลายรุ่น พี่ว่ารุ่นนี้ก็เป็นรุ่นที่เริ่มจะนิ่งแล้ว และน้อง ๆ เริ่มจะเข้าใจคอนเซปต์แล้ว พี่ว่าจุดเด่นของระบบ TCAS คือเป็นระบบที่อำนวยความสะดวกให้กับเด็กและมหาวิทยาลัยมากกว่าระบบก่อน ๆ

เนื่องจากในอดีตมหาวิทยาลัยจะรู้ว่าเด็กสละสิทธิ์ก็ต่อเมื่อวันรายงานตัว เช่น มหาวิทยาลัย A ประกาศรับไป 50 คน แต่มีเด็กมารายงานตัว 30 คน อีก 20 ที่นั่งก็จะกลายเป็นที่นั่งว่างไปเลย ซึ่งระบบ TCAS เนี่ยเป็นระบบที่มหาวิทยาลัยจะรู้ว่ายังมีอีก 20 ที่นั่ง ทำให้เปิดรอบต่อไปเพื่อเอา 20 ที่นั่งไปรับเด็กได้

ในขณะที่เด็กก็จะมีโอกาสได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยมากขึ้น เช่น ในอดีตบางคนไม่ได้แล้วไม่ได้เลย แต่พอมันมี TCAS กลายเป็นเขายังเปิดรับจากที่นั่งว่างอีก ทำให้เด็กมีโอกาสเข้ามหาวิทยาลัยเพิ่มมากขึ้น เป็นการลดปัญหาการกั๊กที่นั่นเอง ระบบนี้เลยทำให้มหาวิทยาลัยมีเด็กไปเรียน ส่วนเด็กก็จะได้เรียนในมหาวิทยาลัยหรือคณะที่ตัวเองอยากเรียนซึ่งมีประโยชน์กับมหาลัยแล้วก็มีประโยชน์กับเด็กไปพร้อมกัน

ถ้าถามว่าระบบนี้ดีที่สุดหรือยัง พี่ก็ตอบไม่ได้นะว่ามันดีที่สุดแล้ว…แต่ถามว่ามันเป็นระเบียบมั้ย พี่ว่ามันเป็นระเบียบกว่าเอนทรานซ์และแอดมิชชั่นในระดับนึงเลย

พี่กล้วยหอม: พี่ลาเต้มองว่าการที่ระบบมี “หลายรอบ” มีจุดด้อยอย่างไรบ้าง ?

พี่ลาเต้:ต้องเกริ่นก่อนว่าสอบหลายรอบกับระบบมีหลายรอบไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะการที่มีสอบหลายรอบ สิ่งนี้สามารถมองได้ว่าเป็นภาระและไม่เท่าเทียมได้ เนื่องจากการสอบทุกครั้งต้องเสียเงิน ถ้าเรามีเงินก้อนหนึ่งแล้วเราสามารถลงสอบได้แค่ครั้งเดียว ก็จะกลายเป็นว่าเรามีโอกาสไม่เท่าเทียมกับเพื่อน หรือรอบเดียวที่เราลงสอบ ข้อสอบยากมากขนาดในรอบต่อไปข้อสอบง่ายขึ้นมากก็เกิดความไม่เท่าเทียมกัน

ในส่วนของการที่ระบบมีหลายรอบ พี่มองว่าเป็นโอกาสที่ดีของน้อง ๆ หลุด 1 เรายังมีโอกาสที่ 2 หลุด 2 ยังมีโอกาสที่ 3 หลุด 3 ยังมีโอกาสที่ 4 นี่คือโอกาสของเรา สุดท้ายแล้ว ทั้งการสอบและระบบแต่ละรอบที่มีโอกาส ก็ย่อมมีค่าใช้จ่าย ดังนั้นถ้ามีหน่วยงานหรือรัฐมาสนับสนุนและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายตรงนี้ให้ความเหลื่อมล้ำมันลดน้อยลง พี่มองว่าโอกาสมากมายเหล่านี้ จะสามารถไปถึงน้อง ๆ ได้มากขึ้น อย่างล่าสุดที่มีข่าวดีว่าไม่เก็บค่าสอบ TCAS รอบ 3 พี่ว่าตรงนี้แหละเป็นการเพิ่มโอกาสให้น้อง ๆ ทุกคนได้ไปต่อในระดับอุดมศึกษาได้มากขึ้นจริง ๆ

พี่กล้วยหอม: เคยเกิดประเด็นถกเถียงว่า TCAS รอบ Portfolio จริง ๆ แล้วไม่สามารถคัดเด็กได้เลย มีแต่เด็กล่าค่าย ล่าเกียรติบัตรมาสมัคร หรือเป็นดาราอยู่แล้วมายื่นก็ได้ พี่ลาเต้มีความเห็นตรงนี้ว่าอย่างไรบ้าง ?

พี่ลาเต้:Portfolio เป็นรอบที่ดูเกณฑ์คะแนนยากถ้าเปรียบเทียบกับรอบแอดมิชชั่นที่วัดกันที่คะแนนสอบ เราจะรู้เป็นตัวเลขที่ชัดเจนว่าคนที่ติดคือคนที่ได้คะแนนมากสุด ในขณะที่รอบ Portfolio มันพิจารณาจากแฟ้มผลงาน ซึ่งพี่ว่ามันเหมือนอาจารย์พิจารณาว่าพอร์ตเล่มไหนเหมาะก็จะให้คะแนนเล่มนั้น การที่เห็นแฟ้มผลงานหนึ่งเล่มแล้วตีมาเป็นคะแนน แต่ละคนตีไม่เหมือนกันอยู่แล้ว สิ่งนี้จึงอาจจะกลายปัญหากับบางมหาวิทยาลัยได้เหมือนกัน

อย่างไรก็ตามแต่ละมหาวิทยาลัยเขาก็อยากได้เด็กที่มีผลงานและเด็กที่เก่งที่สุด ดังนั้นพี่ก็เลยมองว่าด้วยความที่ตัวระบบของรอบ Portfolio มันเปิดให้แต่ละมหาวิทยาลัยสามารถพิจารณาแล้วก็ตีเป็นคะแนนแยกกันเองได้ สิ่งเหล่านี้เลยตามมาว่าอาจจะมีข้อถกเถียง ว่าเป็นรอบของเด็กล่าเกียรติบัตรเกินไป ซึ่งก็อยู่ที่ว่าแต่ละมหาวิทยาลัยจะให้ความสําคัญกับอะไรมากกว่ากัน ปริมาณของเกียรติบัตรไหม ? หรือประเภทของผลงาน ?

แต่ช่วงหลัง บางมหาวิทยาลัยออกประกาศมาเลยว่าไม่เอาเกียรติบัตรที่เป็นหน่วยงานเอกชน ต้องเป็นหน่วยงานรัฐเท่านั้น และมหาวิทยาลัยเขาก็ทราบปัญหาครับ เพราะเขาพยายามปรับรอบ Portfolio ให้ตรงกับความต้องการของแต่ละมหาวิทยาลัยมากขึ้น

ยกตัวอย่างรอบ Portfolio ของ มศว นะครับ เรียกได้ว่าเป็นรอบที่ยอดนิยม แล้วเด็กหลายคนที่อยากเรียน มศว ส่วนใหญ่เขาก็จะพูดกับตัวเองว่าต้องเอารอบพอร์ตให้ได้ ทําผลงานเยอะ ๆ รอบนี้เลยเป็นรอบที่แข่งกันที่ผลงาน และด้วยความที่ มศว เด่นเรื่องนวัตกรรมสื่อสาร น้อง ๆ ศิลปินดาราให้ความสนใจเยอะ เลยกลายเป็นดราม่าว่าดาราที่ติดไป เพราะเป็นดาราหรือติดเพราะผลงาน จนกระทั่งน้องที่เป็นดาราที่เขาติดเข้าไปต้องออกมาบอกว่าผลงานเขาก็เยอะนะ น้องที่ติด มศว มาแชร์ประสบการณ์ว่าควรจะต้องเตรียมพอร์ตยังไง สามารถเห็นได้เลยว่าคนที่ติด มศว คือไม่ธรรมดาเลย รอบนี้ไม่ใช่ว่าจะโกงกันได้ ผลงานของน้อง ๆ ที่ติดก็สมราคาของเขาที่เขาติดเข้าไปครับ

พี่กล้วยหอม: พี่ลาเต้เห็นว่าควรเปลี่ยนแปลงระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยยังไงให้น้อง ๆ ได้ประโยชน์สูงสุด ?

พี่ลาเต้:น้อง ๆ เคยได้ยินไหม เวลาที่รุ่นของน้องที่จะสอบเข้ามหา’ลัยโดนเปลี่ยนระบบกะทันหัน เขาจะชอบพูดว่า “รุ่นกู รุ่นหนูทดลอง” พี่เลยมองว่า ทุกการเปลี่ยนแปลงควรจะต้องมีเวลาให้เด็กเตรียมตัว โดยให้เวลาสัก 2-3 ปี เช่น ถ้าตั้งใจจะเปลี่ยนในปี 70 บอกไว้ตั้งแต่ปีนี้เลยว่าอีก 3 ปี เดี๋ยวระบบจะเปลี่ยน เพื่อให้เด็กได้เตรียมตัวและฝึกฝนตัวเองอย่างเต็มที่

วิธีต่อมาคือ อาจจะจำลองเป็นโมเดล สมมุติว่าไปทดลองกับโรงเรียนที่มีเด็กประมาณ 2,000 คน เราให้ 2,000 คนนี้มาเลือกคณะตามระเบียบใหม่ เพื่อดูว่าจะเจอปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้าง จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น

พี่กล้วยหอม: จากประเด็นที่ข้อสอบ TPAT 1 ซึ่งเป็นข้อสอบ “ฉบับที่ 1” ในพาร์ท “เชาว์ปัญญา” โดยมีข้อสอบ 11 ข้อ จากทั้งหมด 45 ข้อ ที่มีเนื้อหาตรงกับข้อสอบเก่าของ BMAT พี่ลาเต้มีความคิดเห็นกับการแก้ไขสถานการณ์ในครั้งนี้อย่างไร

พี่ลาเต้:การตัดพาร์ตนี้ออกค่อนข้างเซอร์ไพรส์พี่เหมือนกัน เนื่องจากสาเหตุของปัญหามันเกิดจากการดําเนินการผิดมาตั้งแต่ต้นแล้ว ดังนั้นพอจะแก้ปัญหาไม่ว่าจะทางไหน ก็จะมีผลกระทบหมด สามารถโดนด่าได้ทุกทางจริง ๆ ดังนั้น ถ้าเป็นส่วนตัวพี่ เมื่อมันผิดมาแล้วมันเลี่ยงไม่ได้จะโดนตำหนิ แต่หน้าที่ของเราคือการให้ความสําคัญกับการจัดสอบอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม กฎกติกาต้องเป๊ะ ดังนั้นอะไรที่คิดว่าเป็นทางออกที่เท่าเทียบและยุติธรรมกับผู้เข้าสอบ เลยมองว่าน่าจะเป็นทางที่ดีที่สุด

อีกอย่างที่พี่แอบคิดคือ หากสอบใหม่ในช่วงเวลาที่เหลือสมมุติว่าสอบ A-Level เสร็จ สอบวิชา TPAT 1 ฉบับที่มีปัญหาต่อไปเลยดีมั้ย เพราะคนสอบ A-Level ก็คือคนเดียวกับที่สอบ TPAT 1 ใช้สนามสอบเดียวกัน ในวันเดียวกันไปเลย แต่พี่ก็เคารพการตัดสินใจของ กสพท. ในแง่ว่ามันจะสอบใหม่ไม่ได้แล้ว เพราะเวลากระชั้นชิดเกินไป แต่ละมหาวิทยาลัยต้องเอาคะแนนไปใช้แล้วความเสี่ยงนี้อาจจะทำให้เกิดผลกระทบตามมาได้

สุดท้ายปฏิเสธไม่ได้เลยนะว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นโดนเด็กเต็ม ๆ ในขณะที่ ทปอ. กับ กสพท. สามารถเลือกได้ว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร แต่เด็กไม่สามารถเลือกอะไรได้เลย

พี่กล้วยหอม: จากดราม่าที่ผ่านมา เช่น วลี “อุ๊ย 900 บาทไม่แพงเลย ถูกมากกกกกก” และการตอบคำถามของแอดมินที่อาจจะเผลอตอบไปกระทบใจหรือออกแนวประชดประชัน พี่ลาเต้คิดว่าปัญหาเหล่านี้ควรแก้ไขอย่างไร

พี่ลาเต้:พี่มองว่าเราต้องแก้ไขโดยการสื่อสารให้มี Empathy และอธิบายให้เข้าใจซึ่งกันและกัน อย่าง 900 บาทไม่แพงเลย อาจจะต้องคำนึงว่าแพงของแต่ละคนไม่เท่ากัน ถ้าอาจารย์เขาอธิบายมากกว่านี้ เช่น มีต้นทุนในการออกแบบให้รองรับคน 300,000 คน ที่เข้ามาในเวลาเดียวกัน มีค่าเซิร์ฟเวอร์ที่จะต้องดูแลซึ่งจะต้องจ่ายเป็นรายปี ต้องจ่ายค่าบุคคลากร ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ต้องรองรับเองทั้งหมดเพราะรัฐไม่ได้สนับสนุนนะ เพราะเราก็จะพยายามที่จะช่วยเซฟน้องมากที่สุด การอธิบายแบบนี้จะทำให้น้อง ๆ เข้าใจว่า “ไม่แพง” ของ ทปอ. คืออะไรได้มากขึ้น

ในส่วนของการตอบคำถามของแอดมินที่มีดราม่ามาเรื่อย ๆ บางทีเด็กถามมา 10 คน แล้วถามเหมือนกันเลย 10 คน เราก็รู้สึกแบบคําถามนี้เด็กไม่เข้าใจสักที เรื่องง่าย ๆ แบบนี้ทําไมไม่เข้าใจ ทำให้เกิดความหงุดหงิดแล้วก็กดดันกับตัวผู้ทำงานได้ แต่คนที่ทำงานแอดมินต้องเข้าใจว่า 10 คนนี้เขาไม่ใช่เรา ที่จะมีเวลาทําความเข้าใจระบบ แต่เขาเพิ่งขึ้น ม.6 มาเป็นปีแรก อ่านระเบียบแล้วก็อาจจะไม่เข้าใจ เขาก็ตัดสินใจที่จะมาขอความช่วยเหลือจากเรา

การทำงานแอดมินการมี Mindset ที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ต้องเริ่มจากการมี Mindset ว่าเราเป็นผู้ให้บริการเด็ก ไม่ใช่คนที่เด็กต้องอยู่ใต้คําสั่งของเขา รวมทั้งต้องตระหนักไว้เสมอว่าข้อความที่เราส่งตอบกลับเด็กไปทั้งหมดคือภาพลักษณ์ขององค์กร

พี่กล้วยหอม: ทำไมองค์กรเกี่ยวกับการศึกษาต้องสนใจเสียงของเด็ก

พี่ลาเต้:จริง ๆ ไม่ใช่แค่การจัดสอบ แต่ทุก ๆ อย่างที่เป็นงานหรือกิจกรรมที่มันมีคนหมู่มากมาเกี่ยวข้อง พี่ว่าการรับฟังเป็นแก่นสําคัญในการทำงานมาก ๆ โดยเฉพาะเรื่องของการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เป็นงานที่เราจะต้องดูแลน้อง ๆ ทั้ง 300,000 คนต่อรุ่น ดังนั้นเราควรจะต้องเข้าใจและก็รู้จักน้อง ๆ ว่าเขานิสัยใจคอเป็นอย่างไร แล้วมีน้อง ๆ ประเภทไหนที่เด่นเรื่องไหนด้อยเรื่องไหน หรือยังขาดแคลนตรงไหนบ้าง

เราในฐานะคนออกแบบระบบ ก็ต้องเป็นระบบที่ซัพพอร์ตเด็กให้ได้มากที่สุด ดังนั้นเรื่องของการพูดคุยก็เป็นอีกหนึ่งทางออก ถ้าไม่มีการพูดคุย ถ้าไม่มีการถาม เราก็จะไม่รู้ว่าเด็กอยากได้อะไร การออกแบบระบบจะกลายเป็นการออกแบบโดยที่เราจินตนาการไปเองว่าอันนี้มันดี แต่จริง ๆ แล้วมันอาจจะดีแค่ในมุมเรา

ยกตัวอย่างในเวลาพี่ทําบทความหรือทําข่าว พี่ก็จะคอยดูฟีดแบกเสมอว่าเวลาเราทําแบบนี้น้องเข้าใจไหม เราก็คอยฟังฟีดแบคกันและกันเพื่อปรับปรุงให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุด

พี่กล้วยหอม: อะไรที่ทำให้พี่ลาเต้ ยังเลือกที่จะเป็น “พี่ลาเต้ที่ให้คำแนะนำการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของน้อง ๆ” มาตลอดระยะเวลา 16 ปี

พี่ลาเต้:“ขอบคุณพี่ ๆ มากเลยค่ะ หนูเกือบพลาดไปแล้วถ้าหนูไม่ได้คุยกับพี่”

“ขอบคุณที่ลาเต้มากเลยค่ะ ขอบคุณที่ทําเพจดี ๆ ขึ้นมา”

คำพูดขอบคุณ Appreciate เราแบบนี้ พอเราได้ยินเยอะ ๆ ได้ยินบ่อย ๆ มันช่วยให้เรามีความสุข ถามว่าเหนื่อยไหม คือวันไหนที่ประกาศผลแอดมิชชั่น วันไหนที่ประกาศผลคะแนนสอบ เป็นวันที่เหนื่อยนะ บางทีเรานั่งหน้าจอคอมตั้งแต่ 9 โมงถึง 4 โมงเย็น แต่เรานั่งโดยที่เราไม่รู้ตัวว่าผ่านไป 6 ชั่วโมงแล้ว โดยที่เรายังไม่ได้กินข้าวเลย

การช่วยทำให้น้อง ๆ จากที่ไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิดให้เป็นเข้าใจถูก มันทําให้เรารู้สึกเรามีประโยชน์ เรามีความสุข และพอทําสิ่งเหล่านี้ทุกเดือนทุกปี มันหมุนไปเร็วมาก เขาว่ากันว่าอะไรที่มันผ่านไปเร็วนั่นก็หมายความว่าเรามีความสุขกับมัน จนแป๊บ ๆ ตอนนี้ผ่านมา 16 ปีแล้ว

พี่กล้วยหอม: สุดท้ายนี้ พี่ลาเต้มีความฝันอะไรกับระบบการศึกษาไทยมั้ย

พี่ลาเต้:พี่เคยเจอน้อง ๆ ที่ปลอมผลการสอบเข้า สิ่งที่พี่อยากรู้คือเกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนั้น ที่เขาตัดสินใจปลอม สุดท้ายในปลายทางคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องรู้อยู่ดีว่าเราไม่ได้สอบติดจริง สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เหตุการณ์นี้เกิดมาหลายปีติดแล้ว พี่ก็เลยรู้สึกว่าไส้ในของการศึกษามันยังลึกลับซับซ้อนและมันยังมีปัญหาในเชิงโครงสร้างที่ยังต้องแก้ไขอยู่เรื่อย ๆ โครงสร้างใหญ่ก็เป็นเรื่องของการศึกษา แต่มันก็ยังมีโครงสร้างย่อยลงมาในเรื่องของการเรียน เรื่องของหลักสูตร รวมถึงเรื่องของปัจเจกบุคคลที่เป็นครอบครัวด้วยครับ

พี่อยากจะถามถึงหลักสูตรของไทยว่า คุณสอนอะไรเด็ก เด็กจบมัธยม แล้วยังต้องมานั่งคิดว่าจะไปเรียนคณะไหนดี ? เราเรียนหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานมานานถึง 12 ปี แต่หลักสูตรที่เราอยู่กับมันมาขนาดนี้ยังไม่สามารถทำให้เรารู้เลยว่าเราอยากที่จะทำอะไร

ความฝันสูงสุดของพี่เลยคือ พี่อยากให้น้อง ๆ ทุกคนได้อยู่ในระบบที่ส่งเสริมให้น้อง ๆ รู้จักตัวเองว่าเราอยากทำอะไร เราเหมาะกับอะไร เพื่อให้น้อง ๆ เติบโตไปอย่างมีความสุขที่สุดครับ :)

. . . . . . . .

ถ้าน้อง ๆ คนไหนอยากขอคำแนะนำจากพี่ลาเต้ อย่าลืมกดฟอล X ของพี่ลาเต้ @lataedekdกันไว้นะ พี่ลาเต้คอยอัพเดตข้อมูลสำคัญ ๆ บนหน้าไทม์ไลน์ตลอด เพื่อให้น้อง ๆ เข้ามหาวิทยาลัยในฝันกันได้อย่างราบรื่น

สุดท้ายนี้ ถึงแม้ระบบการศึกษาจะยังไม่เอื้อให้น้อง ๆ เจอสิ่งที่ชอบหรือคณะที่ใช่ แต่พี่ลาเต้ พี่กล้วยหอม รวมถึงพี่ ๆ SparkD ขออวยพรให้น้อง ๆ หาตัวเองให้เจอและโตขึ้นในแบบที่ชอบกันนะ สำหรับวันนี้พี่กล้วยหอม SparkD และพี่ลาเต้ขอตัวก่อน เลยเจอกันใหม่ EP. หน้า สำหรับ EP. นี้ ไว้พบกันใหม่นะน้อง ๆ

. . . . . . . .

พี่กล้วยหอม SparkD เขียน/สัมภาษณ์
พี่อิ๋ว SparkD กราฟิกดีไซน์
พี่พิซซ่า SparkD ถ่ายภาพ
พี่ฟิวส์ พี่แอล SparkD บรรณาธิการ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...