โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

UHG รุกเพิ่มพอร์ตโรงแรม มั่นใจกรุงเทพฯ เมืองท่องเที่ยวโลก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 ส.ค. 2565 เวลา 13.38 น. • เผยแพร่ 22 ส.ค. 2565 เวลา 09.56 น.

คอลัมน์ : สัมภาษณ์

หลังกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ระบุว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี 2565 ความต้องการเดินทางท่องเที่ยวมีแนวโน้มสูงขึ้นในทุกภูมิภาคทั่วโลก โดยในช่วง 7 เดือนแรก (มกราคม-กรกฎาคม 2565) ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 3.15 ล้านคน

คิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ 13.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 (ก่อนโควิด-19) ผู้ประกอบการโรงแรมบางส่วนยังโอดครวญว่ายังไม่มีลูกค้า ขณะที่โรงแรมบางส่วนเริ่มรับลูกค้าชาวต่างชาติในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโรงแรมเชนขนาดใหญ่เป็นหลัก

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์ “วุฒิพล ถาวรธวัช” กรรมการผู้จัดการ เออร์เบิน ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (Urban Hospitality Group : UHG) หรือ ยูเอชจี ผู้ลงทุนและบริหารโรงแรมระดับ 4 ดาว รายใหญ่ในกรุงเทพฯ ภายใต้แบรนด์ The Quarter by UHG ถึงการปรับตัวในช่วงวิกฤตโควิด ทิศทางของธุรกิจโรงแรมและอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมถึงแผนการลงทุนรองรับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในช่วง 2-3 ปีนี้

นทท.ต่างชาติกลับมาแล้ว

“วุฒิพล” บอกว่า ปัจจุบันโรงแรม The Quarter by UHG ที่มีอยู่จำนวน 14 แห่งในกรุงเทพฯ ได้รับการตอบรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ตั้งแต่ระลอกแรกเมื่อต้นปี 2563 นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดิมเคยมีสัดส่วนประมาณ 70% หายไปหมด

แต่ ณ ปัจจุบันโรงแรมของกลุ่ม UHG ได้นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาแล้วประมาณ 40% โดยส่วนใหญ่เป็นชาวเอเชียคือ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย รองลงมาคือ ยุโรป อเมริกา ขณะที่กลุ่มคนไทยมีสัดส่วนเหลือประมาณ 60%

สำหรับกลุ่ม UHG แล้วถือว่าได้นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับคืนมาค่อนข้างเร็ว โดยเห็นตัวเลขชัดเจนตั้งแต่รัฐบาลเปิดประเทศ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 และช่วง 2 คือยกเลิก Test & Go หรือไม่ต้องตรวจ RT-PCR และ ATK เมื่อเดือนเมษายน 2565 และชัดเจนขึ้นอีกครั้งเมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมา ที่รัฐบาลประกาศยกเลิกการลงทะเบียนในระบบ Thailand Pass

ทำให้ UHG สามารถปรับขึ้นราคาห้องพักได้แล้วประมาณ 80% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 กล่าวคือ ถ้าก่อนโควิดขาย 2,000 บาทต่อห้องต่อคืน วันนี้สามารถขายได้ 1,600 บาทต่อห้องต่อคืนแล้ว เรียกว่าทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวและเรตค่าห้องพักทยอยเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

ปรับกลยุทธ์ตลอด 24 ชั่วโมง

“วุฒิพล” บอกด้วยว่า ในช่วงต้นของวิกฤตโควิด-19 นั้น ทีมบริหารโรงแรมปรับยุทธศาสตร์ (strategy) แบบปรับได้ตลอด 24 ชั่วใมง หันมาทำโฟกัสตลาดคนไทยโดยเน้นโฆษณา ประชาสัมพันธ์ และขายผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียเป็นหลัก ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ฯลฯ

พร้อมทั้งปรับราคาขายลงมาต่ำกว่า 1,000 บาทต่อห้องต่อคืน ทำให้แบรนด์โรงแรม The Quarter by UHG เข้าถึงกลุ่มคนไทยได้ในเวลาอันรวดเร็ว และได้กลุ่มลูกค้าคนไทยคิดเป็นสัดส่วนถึง 90-95%

ขณะเดียวกัน ทีมบริหารได้พยายามมองหาแนวทางปรับลดต้นทุนทุกรูปแบบที่ไม่กระทบกับด้านบริหาร เพื่อพยุงให้บริษัทมีรายได้และเหลือกำไรเพียงพอสำหรับพยุงธุรกิจให้เดินต่อได้

อาทิ ปกติเตียงคิงไซซ์ต้องวางหมอน 4 ใบ ก็เอาออก 2 ใบ เหลือ 2 ใบ เพื่อลดต้นทุนการซักปลอกหมอนห้องละ 2 ใบ เอาของใช้บางอย่างที่ไม่จำเป็นออก เช่น ชุดแปรงสีฟัน รองเท้าสลิปเปอร์ ไมโครเวฟ (บางแห่งมีบริการ) ฯลฯ เปิดแอร์ในพื้นที่ล็อบบี้เพียง 30% ในช่วงเวลา 01.00-05.00 น. เป็นต้น

รวมถึงปรับโครงสร้างการบริหารด้วยการรวมหน่วยงานบางส่วนเข้าด้วยกัน เช่น แผนก HR บัญชี-การเงิน จัดซื้อ เพื่อให้มีอีโคโนมี ออฟ สเกล สามารถต่อรองราคากับซัพพลายเออร์ได้มากขึ้น

2 ปีขาดทุนเมษาฯ’63 เดือนเดียว

“วุฒิพล” บอกอีกว่า ความสำเร็จของการปรับยุทธศาสตร์บริหารตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีโจทย์หลักคือการลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ดังกล่าวนี้ ล้วนมาจากทีมบริหาร (GM) กว่า 10 คนที่ระดมไอเดียผ่านไลน์กลุ่มจีเอ็ม อะไรที่ทำแล้วสำเร็จก็แนะนำให้เพื่อนนำไปใช้

การบริหารในรูปแบบนี้เปรียบเสมือนว่า UHG มีผู้บริหารกว่า 10 คนที่มาช่วยกันคิด ช่วยกันทำงาน ทำให้มีมุมมองและไอเดียใหม่ ๆ มีรายได้และกำไรเหลือสำหรับการจ้างงาน

นี่คือปัจจัยที่ทำให้ UHG ไม่ต้องปิดบริการเหมือนโรงแรมอื่น ๆ

“ตั้งแต่รัฐบาลประกาศล็อกดาวน์การเดินทางเมื่อเดือนเมษายน 2563 จนถึงปัจจุบัน รวมกว่า 2 ปีที่เราอยู่ในวิกฤตโควิด เมษายน 2563 เป็นเดือนเดียวที่ UHG มีผลประกอบการติดลบ”

ผุดโมเดล “เช่าบริหาร”

“วุฒิพล” ยังบอกอีกว่า การที่ UHG ยืนหยัดอยู่ได้โดยไม่ต้องปิดบริการเหมือนโรงแรมอื่น ๆ ในช่วงที่ผ่านมานี้ ทำให้เจ้าของโรงแรมจำนวนหนึ่งสนใจและติดต่อมาให้ UHG เข้าไปบริหารให้ โดยเจ้าของโรงแรมเหล่านี้ส่วนใหญ่ทำโรงแรมเป็นธุรกิจรองและจ้างเชนบริหาร

“ก่อนโควิดเจ้าของโรงแรมกลุ่มนี้ก็มีรายได้เข้ามาทุกเดือน แต่พอเจอโควิดต้องไปประคองธุรกิจหลักก่อน แต่โรงแรมก็ขาดทุนทุกวัน และยังไม่อยากขายทิ้ง จึงมาติดต่อให้เราเช่า เพราะเป็นโมเดลที่ทำให้เขามีรายได้ชัดเจนทุกเดือน ขณะที่เราก็ไม่ต้องเสียเวลาลงทุนก่อสร้างใหม่ เช่ามาบริหารต่อได้เลย เรียกว่า วิน-วิน กันทั้ง 2 ฝ่าย”

UHG จึงมีโมเดลการขยายงานในรูปแบบเช่าโรงแรมที่เปิดให้บริการอยู่แล้วมาบริหารอีก 1 รูปแบบ โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้ทำสัญญาเข้าเช่าโรงแรมมาบริหารระยะยาว 2 แห่ง ประกอบด้วย โรงแรมเดอะ ควอเตอร์ หัวลำโพง (ตรงข้ามสถานีรถไฟหัวลำโพง) จำนวน 150 ห้อง และโรงแรม Siri Sathorn Bangkok (ซอยศาลาแดง) จำนวน 167 ห้อง

จ่อเปิดโครงการใหม่ 2 แห่ง

เอ็มดีหนุ่มแห่ง UHG ให้ข้อมูลด้วยว่า ปัจจุบันกลุ่ม UHG มีโรงแรมภายใต้การบริหารทั้งหมดจำนวน 14 แห่ง รวมประมาณ 2,000 ห้อง เป็นกลุ่มที่มีจำนวนห้องมากที่สุดในกรุงเทพฯ โลเกชั่นกลางเมืองและติดรถไฟฟ้า

นอกจากนี้ ยังมีแผนเปิดให้บริการโครงการใหม่เพิ่มอีก 2 แห่ง รวมมูลค่าลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท ได้แก่ โรงแรม เดอะ ควอเตอร์ เจ้าพระยา จำนวน 250 ห้อง มีแผนเปิดให้บริการในช่วงปลายปี 2565 นี้

และโครงการสุขุมวิท ฮิลล์ สุขุมวิท 58 ประกอบด้วยโรงแรม 100 ห้อง และมีพื้นที่รีเทลและอาคารสำนักงาน ซึ่งตามแผนจะเปิดให้บริการในช่วงไตรมาส 1 ปี 2566

ถามว่าทำไม UHG ถึงกล้าลงทุนในช่วงเวลาที่คนทั่วโลกหยุดเดินทาง โรงแรมในเมืองท่องเที่ยวหลักปิดให้บริการทั้งชั่วคราวและถาวรเป็นจำนวนมาก “วุฒิพล” บอกว่า เป็นเพราะว่า UHG อยู่ในธุรกิจโรงแรมทำให้สามารถปรับตัวได้เร็ว

บวกกับจุดแข็งที่มีอยู่คือ กลยุทธ์การบริหารที่ดี ปรับตัวเร็ว และมีอีโคโนมี ออฟ สเกล ที่สำคัญเมื่อเวลาหมุนไปไวรัสโควิดก็จะหายไปด้วยเช่นกัน จึงมั่นใจว่าสามารถบริหารให้มีกำไรได้

“กรุงเทพฯ” เบอร์ 1 ของโลก

ต่อคำถามตบท้ายว่า ทำไมกลุ่ม UHG จึงเน้นลงทุนเฉพาะในกรุงเทพฯ “วุฒิพล” ตอบว่า เพราะเชื่อมั่นว่ากรุงเทพฯ คือเมืองหลวงด้านการท่องเที่ยวโลก โดยกรุงเทพฯ ติดอันดับ 1 ที่ต่างชาติเดินทางมาเยือนมากที่สุด บริการทุกอย่างมีมาตรฐานและหลากหลาย อาหารอุดมสมบูรณ์ รูปแบบการท่องเที่ยวมีความสบาย ๆ ฯลฯ ตอบโจทย์การพักผ่อนในทุก ๆ วัตถุประสงค์

นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังเป็นเมืองที่มีตลาดนักท่องเที่ยวหลากหลาย ไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง หรือหากไม่มีกลุ่มเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว ก็ยังมีกลุ่มเดินทางเพื่อธุรกิจ หรือเดินทางเพื่อมารักษาพยาบาล หรือวันใดที่ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติก็ยังมีตลาดคนไทย

ที่สำคัญ UHG ให้ความสำคัญในเรื่องของ “อีโคโนมี ออฟ สเกล” กล่าวคือ มองว่าการมีจำนวนโรงแรมที่มากพออยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกันนั้น ทำให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีกว่าด้วย

พร้อมย้ำว่า วิกฤตที่ผ่านมายิ่งทำให้เชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดกรุงเทพฯ ส่วนเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นภูเก็ต สมุย หรือพัทยา แม้ว่าจะเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง แต่ก็เป็นตลาดที่มีความเสียงสูงเช่นกัน เพราะเมื่อไหร่ที่นักท่องเที่ยวตลาดหลักได้รับผลกระทบ ตลาดก็จะหายไปทันที

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...