โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

การยึดอำนาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 31 ก.ค. 2565 เวลา 10.47 น.

ตำนานมหากาพย์ชิงอำนาจ ตอนที่ 5 การยึดอำนาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

สะท้อนตัวละครในตำนานมหากาพย์ ย้อนไปเมื่อต้นปี 2557 เป็นตำนานที่กลายมาเป็นเรื่องทอล์กออฟเดอะทาวน์ เป็นควันหลงจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บางช่วงบางตอนที่ พี่ใหญ่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ลุกขึ้นชี้มือไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก่อนจะระบุว่า เป็นคนปฎิวัติรัฐประหารเมื่อปี57 แถม พล.อ.ประยุทธ์ ยังยกมือรับลูกหน้าตาเฉย ทัวร์เลยลง สามป.อย่างต่อเนื่อง

ก่อนอื่นทวนความจำกันอีกที่ คณะรัฐประหารวันที่ 22 พ.ค. 2557 ที่ใช้ชื่อว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช.ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาผบ.ทบ.ในขณะนั้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรมว.กลาโหม พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฎิมาประกร ผบ.สส.พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัยผบ.ทร. พล.อ.อ. ประจิน จั่นตองผบ.ทอ. และพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้วผบ.ตร. มีพล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เป็นเลขาฯคสช.เพราะฉะนั้น การที่พล.อ.ประวิตร ไปโทษ พล.อ.ประยุทธ์ว่าเป็นคนทำปฎิวัติ จึงน่าจะเป็นเรื่องโจ๊กมากกว่า แต่เผอิญว่า เวลาและสถานที่ไม่เหมาะสมก็เลยทัวร์ลงอย่างที่เห็น

เรื่องที่เป็นประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่มีการปฏิวัติรัฐประหาร เป็นครั้งที่ 13 ยึดอำนาจจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในประวัติศาสตร์ชาติไทย และต่อมาพล.อ.ประยุทธ์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกฯคนที่ 29 ของประเทศไทยเป็นนายกฯคนที่5ที่มาจากการยึดอำนาจคงหาอ่านกันได้จากการบันทึกอย่างเป็นทางการมากมาย

แต่วันนี้ที่จะเล่าสู่กันฟังเป็นการบันทึกจากความทรงจำเช่นเดิม จำได้ว่า ตอนต้นปี 2557 ปกติก็ไม่ค่อยคุ้นเคยกับ พล.อ.ประวิตรมากนัก เจอกันไม่ค่อยบ่อยครั้ง เหมือนนักการเมืองคนอื่นๆ สังเกตว่า ตอนนั้น จะได้พบหน้า พล.อ.ประวิตรบ่อยขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นในวงอาหารมื้อค่ำ ความถี่ประมาณ สัปดาห์หรือสองสัปดาห์ครั้ง โดยมีคนชวนไปนั่งพูดคุยเรื่องการบ้านการเมือง แต่ก็เป็นการพูดคุยทั่วๆไป ถึงสถานการณ์บ้านเมือง ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย บนโต๊ะสนทนา แต่ละครั้ง ก็จะมีคนสำคัญทั้งข้าราชการ นายแพทย์ ทหาร ตำรวจ ซึ่งต่อมา หลายคนก็ได้รับตำแหน่งใหญ่โต ระดับประธาน อธิบดี ผช.ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร.ผบ.ตร.เป็นต้น

มีการพูดคุยถึง เรื่องของมวลชนเสื้อแดงบ้างอะไรบ้าง แต่ไม่ได้มีการพาดพิงถึงคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้ยินคำถามที่จำติดหูมาได้ อยู่จนทุกวันนี้ว่า พี่เป็นนักการเมืองได้ไหม ซึ่งก็ตอบไปว่า คนที่มีบารมีก็เป็นนักการเมืองได้ทั้งนั้น

ระยะนั้น การชุมนุมทางการเมืองไล่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ โดยกลุ่ม กปปส. สถานการณ์ ไม่ค่อยจะดีมีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แกนนำ สุเทพ เทือกสุบรรณ อ้างมวลมหาประชาชน ชัตดาวน์ กทม. ปิดสถานที่ราชการ มีคนชุมนุมกันมากมาย สุดท้ายลากเอานักการเมือง โดยเฉพาะส.ส. ประชาธิปัตย์ ขึ้นเวทีไปด้วย ซึ่งผลสุดท้ายที่นักการเมืองและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองเหล่านั้นได้รับ ก็เหมือน กรรมสนองกรรม ก็ต้องรับกรรมไปตามระเบียบแล้วแต่จะมากจะน้อย

ที่น่าสังเกตคือ หน่วยงานความมั่นคง ไม่ค่อยเอาจริงเอาจังเหมือนกับการสลายม็อบทุกครั้ง แถมม็อบยังเรียกร้องให้ ทหาร เข้ามายึดอำนาจ จนถูกนินทาว่า เป็นทฤษฎีสมคบคิด

สถานการณ์การชุมนุม จะนำไปสู่ความรุนแรงจริงหรือไม่เป็นอีกเรื่องแต่มีการอ้างข้อมูลจาก ข่าวกรองว่ามีการสะสมอาวุธเอาไว้ในวัดแห่งหนึ่งใกล้ทำเนียบรัฐบาล โดยมีการขนอาวุธมากับรถขยะบ้าง รถส่งอาหารบ้าง แล้วก็ไปโทษว่า เป็นฝีมือของ ส.ส.ภาคใต้บางคนที่ไปรวบรวมเอาหัวโจก นักเลงหัวไม้เตรียมก่อการเอาไว้แล้ว

จึงจำเป็นที่จะต้องยึดอำนาจ

ตอนนั้น คุณทักษิณ บินมาพักอยู่ที่ฮ่องกง มีคนประสานสอบถามไปว่า ถ้ามีการยึดอำนาจ เพราะรัฐบาลตอนนั้นเป็นสุญญากาศ แล้ว และเกรงว่า จะเกิดความรุนแรงขึ้น จะมีม็อบออกมาต่อต้านการยึดอำนาจครั้งนั้นหรือไม่ ก็มีคำตอบจาก คุณทักษิณ ไปว่า ไม่สามารถตอบได้เพราะม็อบเองก็มีหลายฝ่ายหลายส่วน นอกเหนือการควบคุม โดยฝ่ายยึดอำนาจส่งสัญญาณไปว่า น่าจะมีการยึดอำนาจหลังจากวันที่ 12 มกราคม หลังงานวันเด็กไปแล้วแต่ไม่รู้ว่า เป็นวันไหนแน่นอน ก็ไม่รู้ว่า เป็นเพราะสาเหตุใด ถึงได้เลื่อนมาเป็นวันที่ 22 พฤษภาคม

ในช่วงนั้นม็อบหนักมาก อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ยอมถอยอีกก้าว ลาออกให้ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกฯรักษาการ เพื่อลดความร้อนแรงของสถานการณ์แล้วก็ตาม

มามีกลิ่นไม่ค่อยดี ก็ตอนที่ กองทัพเสนอตัวเข้ามาไกล่เกลี่ย หลายครั้ง ที่เป็นทางการในสโมสรทหารบก ข้างบ้านสี่เสาเทเวศร์ แต่ที่ไม่เป็นทางการ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นผบ.ทบ.ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ค่อนข้างจะสนิทสนม ทำงานร่วมกัน ไปไหนจะไปด้วยกัน จนถูกทึกทักเอาว่า คุณยิ่งลักษณ์ เอาใจ กองทัพเป็นพิเศษ อยากได้อะไรก็ได้ ไม่นึกว่า ประวัติศาสตร์ จะมาซ้ำรอยจนได้

ครั้งแรก พล.อ.ประยุทธ์ ให้ไปรับคุณสุเทพ และคุณยิ่งลักษณ์มาพบกันในค่ายทหารเพื่อให้เจรจากันให้จบ มีผบ.เหล่าทัพ นั่งเป็นสักขีพยาน เถียงกันไปเถียงกันมาไม่มีใครยอมใคร ศิษย์พี่ศิษย์น้อง มช. ไม่มีเยื่อใยต่อกัน พูดกันเป็นชั่วโมงก็ไม่จบ จนในที่สุดต้องจับขึ้นรถไปส่งบ้านใครบ้านมัน

รอบที่สอง เปลี่ยนแผนใหม่ ให้คุณยิ่งลักษณ์ มาในค่ายทหาร ให้ คุณสุเทพ วิดีโอทางไกล เข้ามาคุยกัน ก็มีจุดจบเหมือนเดิม โดยฝ่ายคุณสุเทพ ยืนยันว่าไม่มีครั้งต่อไป เพราะกำลังจะตั้ง รัฐบาลมวลมหาประชาชน ขึ้นมา และผบ.เหล่าทัพทั้งหลาย ต้องไปรายงานตัวด้วย

ว่ากันว่ามีผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ขอให้ คุณสุเทพ ยุติการชุมนุมเพราะเหตุบ้านการเมืองขณะนั้น ไม่เอื้ออำนวย แต่คุณสุเทพ ยืนยันว่า ม็อบจำนวนมหาศาล ไม่สามารถเอาลงได้แล้ว กลายเป็น หลุมดำของคุณสุเทพมาจนถึงวันนี้

จนในที่สุดก็มีการยึดอำนาจเกิดขึ้นมาจนได้ ว่ากันว่า การตั้งรัฐบาลในขณะนั้น คุณสุเทพมีส่วนสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ของ พล.อ.ประยุทธ์ และเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบจนวันนี้ ทำไม ตำแหน่ง นายกฯในวันนั้นถึง ไม่เป็น พี่ใหญ่ บูรพาพยัคฆ์ ทั้งๆที่ปูทางมาเป็นอย่างดี และทำไม บาดแผลในใจ ระหว่าง พล.อ.ประวิตร กับ กำนันสุเทพ จึง ยังไม่หายสนิทเสียที

เรื่องที่อยากจะเล่า ก็เล่ากันไปหมดแล้ว แต่เรื่องราวของมหากาพย์ชิงอำนาจยังไม่มีท่าทีว่า จะก้าวผ่านไปได้ ตัวละคร ที่เป็น มหากาพย์ คุณทักษิณ พล.อ.ประวิตร คุณยิ่งลักษณ์ พล.อ.ประยุทธ์ คุณสุเทพ ไม่ต่างจากซีรีส์เรื่องยาว ภาคแรก ภาคสองที่ตัวละครเกี่ยวโยงกันมาอย่างต่อเนื่อง คุณสนธิ ลิ้มก็เป็นมหากาพย์ ส่วนหนึ่ง

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...