โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

4 แพลตฟอร์มยักษ์ ร่วมตั้ง 'สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย’ มีเพื่ออะไร ทำอะไรบ้าง?

Positioningmag

อัพเดต 27 ก.พ. เวลา 04.00 น. • เผยแพร่ 27 ก.พ. เวลา 03.59 น. • TopTen

กลายเป็นที่น่าจับตา เมื่อแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ 4 รายในไทยอย่าง Shopee, Lazada, Grab และ LINEMAN Wongnai ซึ่งใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าเป็น คู่แข่งตัวฉกาจ ของกันและกัน แต่กลับหันมาจับมือกันจัดตั้ง สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (Thai Digital Platform Trade Association : TDPA) อย่างเป็นทางการ โดย Positioning จะมาสรุปให้ฟังว่า TDPA จะมีบทบาทหน้าที่อย่างไรบ้าง?

จุดเริ่มต้นสมาคม

พันโทหญิง ดร. ธมกร ศุภธนรังสีนายกสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย เล่าว่า เดิมที เมื่อ ภาครัฐ ต้องการรับฟังความเห็นจากแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ในไทยมีจดทะเบียนกว่า 200 ราย แต่ละบริษัทก็ต่างไปให้ข้อมูลแยกกัน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องแบกภาระรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการทีละราย
ดังนั้น สมาคมจึงเปรียบเสมือน สะพานเชื่อมที่กลั่นกรองและนำเสนอมุมมองร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสมากขึ้น และจากการที่ภาครัฐมักเรียกทั้ง 4 บริษัทไปให้ความเห็นในเวทีเดียวกันอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เห็นโอกาสที่จะรวมตัวกันอย่างเป็นทางการ ซึ่งกระบวนการนี้ใช้เวลาพูดคุยกันนานกว่าหนึ่งปี จนนำไปสู่การก่อตั้งสมาคม

อยากเป็นคู่คิดของรัฐ

หัวใจสำคัญของการก่อตั้งสมาคมนี้คือการ พูดด้วยเสียงเดียวกันใน ประเด็นระดับนโยบายและระบบนิเวศของประเทศแบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่

  • ความเป็นกลางและการแข่งขันที่เป็นธรรม: ส่งเสริมสนามแข่งขันที่เท่าเทียม เปิดโอกาสให้ทั้งแพลตฟอร์มเกิดใหม่และผู้ประกอบการ SMEs เติบโตได้อย่างแท้จริง

  • การกำกับดูแลที่เน้นไปยังวัตถุประสงค์: ร่วมมือกับภาครัฐในการผลักดันกฎหมายและนโยบายที่ตอบโจทย์ประโยชน์สาธารณะอย่างสมดุลและมีประสิทธิภาพ

  • ความโปร่งใสและความไว้วางใจ: ยกระดับมาตรฐานด้านข้อมูล ความปลอดภัย และการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบนิเวศดิจิทัล

  • ส่งเสริมทักษะดิจิทัลและการเข้าถึงโอกาส: สนับสนุนให้ธุรกิจไทยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมส่งเสริมการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบการ

ทาง TDPA ย้ำว่าสมาคมต้องการเป็น คู่คิดที่ช่วยให้ข้อมูล แลกเปลี่ยนมุมมอง และรับฟังว่าภาครัฐต้องการให้ภาคเอกชนช่วยเหลือในด้านใดบ้าง
“กฎระเบียบด้านดิจิทัลของไทยยังเป็นงานที่ต้องพัฒนาต่อเนื่อง สิ่งที่สมาคมเป็นห่วงที่สุดคือ กรอบกฎหมายที่ออกแบบมาสำหรับเศรษฐกิจกายภาพแบบเดิม อาจไม่ตอบโจทย์ธุรกิจแพลตฟอร์มที่มีความซับซ้อนกว่า เช่น ในระบบเก่ามีแค่ผู้ซื้อ-ผู้ขาย แต่แพลตฟอร์มมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย ทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย แพลตฟอร์ม ภาครัฐ และภาคประชาสังคม ซึ่งต้องหาโมเดลการแบ่งความรับผิดชอบร่วมกันแบบใหม่ สมาคมจึงอยากเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนานั้น ไม่ใช่ผู้มีอิทธิพลต่อนโยบาย แต่เป็นผู้ให้ข้อมูลเชิงปฏิบัติจากคนที่อยู่ในธุรกิจจริง”

เน้นรับเรื่อง ไม่มีบทลงโทษ

กรณีแพลตฟอร์มสมาชิกถูกร้องเรียนจากผู้บริโภค ทาง TDPA ไม่ได้มี บทบาทในการจัดการปัญหาเชิงปฏิบัติเช่น การลงโทษ เนื่องจากแต่ละบริษัทมีนโยบายและกระบวนการจัดการของตัวเอง สมาคมไม่มีอำนาจก้าวก่าย หากมีคำร้องเรียนเข้ามา สมาคมจะส่งต่อให้บริษัทนั้นรับทราบ
นอกจากการร้องเรียนผ่านสมาคมแล้ว ผู้บริโภคก็มีช่องทางร้องเรียนกับหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบโดยตรงอยู่แล้ว ซึ่งมีกรอบกฎหมายที่ใช้กับทุกแพลตฟอร์ม เช่น การห้ามขายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

ยืนยัน ไม่ได้มีเพื่อกำหนดนโยบายเอง

ทาง TDPA ยืนยันว่า การที่สมาคมให้ข้อมูลกับภาครัฐ ไม่ใช่การสั่งการหรือกำหนดนโยบายเอง เพียงแต่ต้องการพื้นที่ในการ ให้ข้อมูลที่รอบด้าน ในฝั่งของผู้ประกอบการแพลตฟอร์มก่อนกำหนดเป็นนโยบาย
อย่างในกรณีของ ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ว่าด้วยแนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงการกระทำที่อาจเป็นการผูกขาด หรือลดหรือจำกัดการแข่งขันในธุรกิจแพลตฟอร์มหลายด้าน (Multi-sided Platform) ประเภทธุรกิจบริการดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าและบริการ (E-Commerce) ที่เลื่อนไปนั้น
ทาง สมาคม มองว่า เป็นเพราะภาครัฐจำเป็นต้องใช้เวลาพิจารณาอย่างรอบคอบและรับฟังความเห็นหลากหลายฝ่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ดีกว่าการออกกฎหมายที่รวดเร็วแต่ไม่ตอบโจทย์ความเป็นจริง
“อย่างเช่นเรื่องการขึ้นค่า GP เราได้มีการชี้แจงแล้วว่า แพลตฟอร์มไม่ได้ฮั้วกัน แต่ขึ้นสะท้อนตามต้นทุนที่เป็นจริง และเราก็ได้นำมาลงทุนเป็นโปรโมชั่นในแพลตฟอร์ม ในเรื่องของการเลือกขนส่งไม่ได้ มันมีหลายปัจจัย ขึ้นอยู่กับพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว (ลาซาด้า) สามารถให้ร้านค้าเลือกขนส่งได้ 6 ราย” พันโทหญิง ดร. ธมกร กล่าว

สรุปร่างประกาศ ‘คุมอีคอมเมิร์ซ’ เพื่อสกัด ‘ผูกขาด’ ในวันที่ตลาดถูกครองโดยมาร์เก็ตเพลสต่างชาติ

โครงสร้างและการทำงาน

สมาคมบริหารโดยคณะกรรมการที่มีผู้แทนจากสมาชิกสามัญแต่ละบริษัทอย่างน้อยหนึ่งท่าน โดยมีการเลือกตั้งนายกสมาคมในวาระ 2 ปี ปัจจุบัน เปิดรับสมาชิกที่ทำธุรกิจแพลตฟอร์มและจดทะเบียนในประเทศไทย โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มอีคอมเมิร์ซ แต่ครอบคลุมถึงแพลตฟอร์มประเภทอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น Ride-Hailing, Delivery, โซเชียลคอมเมิร์ซ, ท่องเที่ยว, การเงิน หรือโซเชียลมีเดีย และไม่ได้แบ่งแยกตามสัญชาติของผู้ถือหุ้น โดยนิยาม "แพลตฟอร์มไทย" ในที่นี้หมายถึงบริษัทที่จดทะเบียนในไทย จ้างงานคนไทย และเสียภาษีในไทย
การตัดสินใจภายในสมาคมใช้ ระบบ Consensusคือสมาชิกทุกรายต้องเห็นชอบร่วมกัน ไม่ใช่การโหวตเสียงข้างมาก เพราะหากมีใครแพ้โหวตก็จะเกิดความไม่พอใจและนำไปสู่ความแตกแยกได้ นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้สมาคมจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว เพราะหากสมาชิกรายใดพยายามซ่อนผลประโยชน์ทางธุรกิจไว้เบื้องหลัง ความไว้วางใจจะหมดไปตั้งแต่ครั้งแรก

โฟกัสพิเศษ SME ไทย

ปัจจุบัน เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาทมีสัดส่วนราว 10% ของ GDP ไทยและคาดว่าจะขยายไปถึง 30% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ด้วยอัตราการเติบโต 10–15% ต่อปี แม้จะชะลอลงจากช่วงก่อนหน้าที่เติบโตเกือบ 20%
ดังนั้น สมาคมให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ SME ไทยซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจและรองรับแรงงานจำนวนมหาศาล โดยมองว่าความสำเร็จของ SME คือความสำเร็จของแพลตฟอร์มเช่นกัน สมาคมจึงต้องการยกระดับทักษะดิจิทัลให้ผู้ประกอบการรายย่อย ช่วยให้ขายของได้ง่ายขึ้น เข้าใจข้อมูลการขายได้ง่ายขึ้น และสามารถขยายตลาดออกไปต่างประเทศได้ โดยเฉพาะในยุคที่ทักษะที่ใช้ขายของวันนี้อาจต่างจากที่ต้องใช้ในอีกหนึ่งปีข้างหน้าอย่างสิ้นเชิง
สมาคมตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็น ตัวอย่างในระดับภูมิภาคด้านการกำกับดูแลเศรษฐกิจดิจิทัลที่สมดุลระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยหวังให้ประเทศอื่นหันมาศึกษาแนวทางของไทยในเรื่องการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและแพลตฟอร์ม เป็นจุดยืนที่แตกต่างจากเดิมที่ไทยมักมองไปยังต่างประเทศเพื่อเรียนรู้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...