วอลล์สตรีทเปิดโหมด “Haven First” รับมือวิกฤตอิหร่าน
ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้นักลงทุนวอลล์สตรีทเร่งลดความเสี่ยง-โยกเงินเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ทองคำ และเงินฟรังก์สวิส
วันที่ 2 มีนาคม 2569 เวลา 14.08 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วในตะวันออกกลาง กำลังเพิ่มความวิตกกังวลให้กับนักลงทุนทั่วโลก และหนุนให้เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven) มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Treasuries) ทองคำ และเงินฟรังก์สวิส
นักลงทุนสายมหภาค (macro traders) ระบุว่า เมื่อการซื้อขายกลับมาเต็มรูปแบบในวันจันทร์ ตลาดพลังงานจะเป็นจุดโฟกัสสำคัญ ช่วงต้นสัปดาห์ในตลาดเอเชีย นักลงทุนเร่งเข้าถือสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ขณะที่ฟรังก์สวิสปรับขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ส่วนเงินเยนเคลื่อนไหวไม่มาก ความเสี่ยงที่ความไม่สงบในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อ และราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อาจสร้างแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจ ทำให้ผู้จัดการกองทุนมีเหตุผลมากขึ้นในการขายหุ้นและลดความเสี่ยง
จอห์น บริกส์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐของ Natixis กล่าวว่า กลยุทธ์ในช่วงนี้คือ ถือสินทรัพย์ปลอดภัยก่อน แล้วค่อยตั้งคำถามทีหลัง เนื่องจากขนาดของการโจมตีและการตอบโต้ของอิหร่านรุนแรงกว่าที่ตลาดคาดไว้ เขามองว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอาจปรับตัวต่อจากวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งอัตราผลตอบแทนระยะสั้นร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2565
นักลงทุนบางส่วนจับตาคอขวดพลังงาน โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรองรับการขนส่งน้ำมันทางทะเลราว 1 ใน 4 ของโลก เดฟ มาซซา จาก Roundhill Financial ระบุว่า หากเส้นทางขนส่งยังเปิดอยู่ ตลาดหุ้นอาจรับมือกับสถานการณ์ได้ แต่หากการเดินเรือสะดุดทุกอย่างอาจเปลี่ยนไป
เอ็ด อัล-ฮุสไซนี ผู้จัดการพอร์ตของ Columbia Threadneedle Investments ชี้ว่าการประเมินมูลค่าหุ้นและสินทรัพย์เครดิตทั่วโลกที่อยู่ในระดับสูง ทำให้นักลงทุนตัดสินใจลดความเสี่ยงได้ง่ายขึ้น โดยก่อนหน้านี้ตลาดก็เผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีสหรัฐ ความเปลี่ยนแปลงจาก AI และความเปราะบางในตลาดสินเชื่อเอกชนอยู่แล้ว
ตลาดหุ้นซาอุดีอาระเบีย (Tadawul All Share Index) เปิดร่วงเกือบ 5% ก่อนลดช่วงลบลง ส่วนบิตคอยน์ฟื้นตัวกลับมาใกล้ระดับ 68,000 ดอลลาร์ ขณะที่ตลาดออปชันสะท้อนความต้องการป้องกันความเสี่ยงขาลง โดยมีการกระจุกตัวของสัญญา put option ที่ระดับ 60,000 ดอลลาร์
แรงกังวลต่อปฏิบัติการทางทหารเริ่มสะท้อนในตลาดตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.4% และปิดเดือนด้วยผลขาดทุนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม
นักกลยุทธ์ของ Barclays เตือนว่าไม่ควรรีบซื้อเมื่อราคาปรับลง (buy the dip) อย่างรวดเร็ว แม้นักลงทุนคุ้นเคยกับเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่มักจบเร็ว แต่ครั้งนี้มีความเสี่ยงยืดเยื้อ ทั้งจากความเป็นไปได้ของการสูญเสียกำลังพลสหรัฐ การโจมตีผู้นำอิหร่าน และความเสี่ยงต่อการเดินเรือผ่านฮอร์มุซ จึงมองว่าอัตราผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (risk-reward) ยังไม่น่าสนใจพอ
นักลงทุนรายอื่นให้มุมมองเพิ่มเติม เช่น เควิน กอร์ดอน จาก Charles Schwab มองว่า หากราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่อง อาจกระตุ้นแรงกดดันเงินเฟ้อระยะสั้นและสร้างความผันผวนต่อตลาดหุ้น แต่หากผลกระทบไม่ลุกลามไปสู่การเติบโตหรือกำไรบริษัท การปรับฐานอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว
วินเซนต์ มอร์เทียร์ จาก Amundi คาดว่าในระยะสั้น ราคาน้ำมันอาจพุ่ง 5-10% อัตราดอกเบี้ยสหรัฐลดลง ทองคำปรับขึ้น และตลาดหุ้นลดลงเล็กน้อยราว 1% ขณะที่ เบรนแดน แมคเคนนา จาก Wells Fargo เตือนว่าตลาดเกิดใหม่ (EM) มีแนวโน้มอ่อนค่าจากแรงกระแทกดังกล่าว เนื่องจากหลายประเทศเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ และอาจเผชิญแรงกดดันดุลบัญชีเดินสะพัดและเงินเฟ้อ
ผู้เชี่ยวชาญบางราย เช่น Gregory Faranello จาก Amerivet Securities มองว่าแม้ปฏิบัติการทางทหารอาจยืดเยื้อไม่กี่สัปดาห์ แต่ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ Frank Monkam จาก Buffalo Bayou Commodities ชี้ว่าความผันผวนอาจยืดเยื้อในระยะสั้น แต่เหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์มักนำไปสู่การขายทำกำไรชั่วคราวมากกว่าตลาดหมีระยะยาว
นักลงทุนจำนวนมากเห็นพ้องกันว่าความเสี่ยงจากฮอร์มุซเป็นตัวแปรหลัก หากราคาน้ำมันทะยานสู่ระดับ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจกดดันเงินเฟ้อและทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น เส้นอัตราผลตอบแทนอาจชันขึ้น และตลาดต้องปรับประมาณการนโยบายการเงินใหม่
อ้างอิง : bloomberg.com