โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากนักการทูตสู่นักปฏิวัติ (4)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

พระสารสาสน์พลขันธ์

: จากนักการทูตสู่นักปฏิวัติ (4)

ก่อนที่ระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์สยามจะปิดฉากลงด้วยการปฏิวัติ 2475 สังคมสยามในระบอบเก่า ช่วงรัชกาลที่ 6-7 นั้นมีการแข่งขันกันระหว่างความคิดชาตินิยม (Nationalism) 2 กระแสอย่างเข้มข้นบนหน้าหนังสือพิมพ์ในเขตเมือง

ระหว่างความหมายของชาติที่มีศูนย์กลางอยู่ที่พระมหากษัตริย์ที่ถูกนำเสนอขึ้นโดยรัชกาลที่ 6 กับแนวคิดชาติแบบใหม่ของปัญญาชนคนชั้นกลางในเมืองที่ให้ความหมายว่า ชาติหมายถึงประชาชน (Matthew Copeland, 1993)

วิพากษ์ระบอบเก่าบนหน้าหนังสือพิมพ์

ท่มกลางกระแสการต่อสู้แข่งขันระหว่างแนวคิดชาติสองกระแส โคลด สารสาสน์ฯ ภริยาของพระสารสาสน์ฯ เล่าว่า บทความของพระสารสาสน์ฯ ที่ส่งมาตีพิมพ์จากต่างแดนถูกเผยแพร่และตัดและปิดในสมุดติดข่าวของเหล่าปัญญาชนชาวสยาม เธอสรุปว่า “ปากกาของเขาประดุจเดียวกับดาบ” เธอเปรียบเปรยว่า “สิ่งพิมพ์ของเขาเทียบได้กับงานของวอลแตร์ที่กรุยหนทางไว้สำหรับการปฏิวัติฝรั่งเศส 1789”

ความเคลื่อนไหวของเขาไม่เพียงแต่อยู่ในความสนใจของรัฐบาลสยามเท่านั้น แต่มีผลในการกระพือโหมความสนใจต่อกลุ่มปฏิรูปอื่นๆ ในกรุงเทพฯ ด้วย (Phra Sarasas, 1942, 226)

บทความของพระสารสาสน์ฯ บนหน้าหนังสือพิมพ์ไทยก่อนการปฏิวัตินั้นสะท้อนความคิดชาตินิยมของเขาดังนี้ เขาเสนอว่า สยามควรจัดตั้งสันนิบาตผู้รักชาติ หรือ “แพทริโอติคลีก (Patriotic league)” เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองและเศรษฐกิจให้กับรัฐคล้ายฟาสซิสต์ โดยให้รัฐตั้งบุคคลที่ไว้วางใจเป็นกรรมการและให้ความอุดหนุนในช่วงแรก (กรุงเทพเดลิเมล์ วันที่ 25 มิถุนายน 2471)

ต่อมาเมื่อเขาลาออกจากราชการแล้ว ในปี 2473 เขาเขียนหนังสือเล่มเล็กทางการเมือง (pamphlet) ในรูปจดหมายทางการเมืองแจกจ่ายจำนวนจำกัดในกลุ่มนักเรียนไทยในฝรั่งเศสและอังกฤษ มีสาระสำคัญว่า เขาปรารถนาให้ประชาชาติเอเชียมีความเจริญก้าวหน้าและหลุดพ้นจากอำนาจกดขี่ที่ไม่เป็นธรรมของพวกเจ้าอาณานิคม เขาต้องการให้สยามหลุดพ้นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งเป็นระบอบการปกครองของสยามสมัยนั้น อีกทั้งเชิดชูการต่อสู้เพื่อเอกราชของชาวอินเดียด้วย

กรุงเทพเดลิเมล์ ฉบับ 4 พฤษภาคม 2471 และการแต่งแฟนซีในงานปาร์ตี้ของชนชั้นสูง

“ชาติ” ของพระสารสาสน์ฯ

พระสารสาสน์ฯ เห็นว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม (despotism) เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาชาติ (nation) เพราะระบอบดังกล่าวพัฒนาเพื่อพระราชสมบัติมิใช่ประชาชน เขาเห็นว่าชาติกับสมบูรณาญาสิทธิราชย์อยู่ตรงข้ามกัน การพัฒนาชาติจำต้องใช้ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เขาใช้คำว่า healthy democracy (Phra Sarasas, 1937, 105, 107) โดยการรวมตัวนี้ประกอบด้วย ความสุขสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง และความฉลาดรอบรู้ (healthy, wealthy and wise) (Phra Sarasas, 1937, 126)

เขาประเมินว่าสยามในขณะนั้นยังไม่ถึงขั้นการรวมตัวขึ้นเป็นชาติ เพราะสุขภาพอนามัยของประชาชนยังไม่สุขสมบูรณ์ สยามมีทรัพยากรแต่ไม่มีเศรษฐทรัพย์หรือขาดความมั่งคั่ง และประชาชนมีการศึกษาน้อยหรือยังขาดความฉลาดรอบรู้

โดยสรุปแล้ว เขาเห็นว่าสยามครั้งนั้นยังไม่มีความเป็นชาติอย่างแท้จริง ปวงประชาชาวสยามต้องการสิทธิมิใช่งานการกุศลที่มาจากชนชั้นปกครอง เขาเห็นว่าสยามมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงการปกครองเพื่อวางรากฐานระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ขึ้น และระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามควรถูกทำให้ยอมจำนนสักครั้งเพื่อให้สยามมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญขึ้นเพื่อจำกัดอำนาจผู้ปกครองด้วยการแบ่งแยกอำนาจมิให้ผู้ปกครองใช้อำนาจที่สร้างอันตรายแก่ประชาชนอีก (Phra Sarasas, 1937, 107, 128-132)

สยามรีวิว 26 สิงหาคม 2469 เครดิตภาพ : Matthew Copeland

ต่อต้านวัฒนธรรมราชสำนัก

ในหนังสือ My Country Thailand พระสารสาสน์ฯ วิจารณ์ว่า ความเป็นมาของชนชาติไทยได้รับผลในทางร้ายจากวัฒนธรรม ความคิด ความเชื่อจากชนชั้นสูงที่สร้างและนำเข้ามาในสังคม เขาวิพากษ์วิจารณ์ประวัติศาสตร์ไทยในเชิงวัฒนธรรมและสังคมไว้หลายประเด็น เช่น ด้านอารยธรรมไทยนั้น เขาเห็นว่ารากเหง้าของอารยธรรมไทยอยู่ที่ถิ่นฐานดั้งเดิมของชนชาติไทยที่ดินแดนจีน ต่อมาในสมัยโบราณอารยธรรมเขมรและฮินดูมีอิทธิพลต่อสยามมากขึ้น

และท้ายที่สุด สยามควรเลิกพิธีกรรมจารีตประเพณีและการใช้ภาษาเยิ่นเย้อฟุ่มเฟือย เขาเห็นว่าควรมีการเลิกพิธีหลวง เช่น พิธีโล้ชิงช้า พิธีตรุษสงกรานต์ พิธีแรกนาขวัญ พิธีเกษากันต์ พิธีช้างเผือก เขาให้เหตุว่า “พิธีเหล่านี้มิใช่เป็นของพุทธ แต่เป็นของพราหมณ์ ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องบำรุง พิธีเหล่านี้ไม่ใช่ historie ของชาติไทย เพราะเขมรมาครอบให้เรา และเขมรไปตอนมาจากฮินดูอีกต่อหนึ่ง จึงไม่ใช่ National Tradition ของเราเลย”

เขาเสนอว่า ถ้าเรายังอนุโลมพิธีหลวงและถือเป็นลัทธิของชาติ ก็เท่ากับว่าเราฉลองความมีชัยของเขมร แต่ฉลองความปราชัยของเราเอง พิธีกรรมเหล่านี้ทำให้เสียเวลาไม่เกิดประโยชน์ ทำให้ข้าราชการระดับสูงมีเงินเดือนมากมานั่งในพิธีเหล่านี้ ที่มีมากๆ ทำให้ประเทศชาติเสียประโยชน์ ทำให้พระเจ้าอยู่หัวเสียเวลาในราชการงานเมือง

รวมทั้งเขาเห็นว่า แม้พิธีถือน้ำของราชสำนักสยามก็ไม่ควรมีบ่อยๆ หากจะมีควรนานๆ มีทีและให้ตัดพิธีพราหมณ์ออก เพราะว่า “สมัยนี้ไม่ใช่สมัย 200 ปีที่ล่วงมาแล้ว” รวมทั้งบรรดาศักดิ์ “ควรผ่อนให้มีน้อยลง” เขาเสนอให้ใช้นามสกุลของบุคคลนั้นแทนการใช้บรรดาศักดิ์ เพราะบรรดาศักดิ์ทำให้เกิดการแบ่งชั้นของคน รวมทั้ง “ควรเลิกใช้ราชาศัพท์และคำปั้นยศ” ด้วย (กรุงเทพเดลิเมล์ วันที่ 11 ตุลาคม 2471)

เขาเห็นว่า เหตุที่ควรเลิกใช้ เพราะว่าทำให้ภาษาไทยยืดยาว ไม่เป็นภาษา ควรใช้ถ้อยคำให้ตรงประเด็น เขายกตัวอย่างความเยิ่นเย้อในภาษาไทย เช่น เกล้ากระผม ใต้เท้ากรุณา ข้าพระพุทธเจ้า ใต้ฝ่าพระบาท เห็นด้วยเกล้าฯ การใช้ราชาศัพท์และคำปั้นยศเหล่านี้สิ้นเปลืองเวลา แรงงานและทรัพยากรโดยใช่เหตุ เขาเห็นว่า “ที่ผ่านมาชนชั้นสูงได้นำอารยธรรมไปผิดทางจนกระทั่งลืมรากเหง้าของอารยธรรมแห่งตน” (Phra Sarasas, 1942, 170)

ฉากการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาสมัยอยุธยา ในภาพยนตร์เรื่องสุริโยไท

วิพากษ์เครื่องแบบและวัฒนธรรมตลบตะแลง

เขาวิจารณ์ชุดราชปะแตนและโจงกระเบนว่า ชนชั้นปกครองสมัยกรุงเทพฯ นำเข้าวัฒนธรรมและการแต่งกายแบบยุโรปปนไทยซึ่งเป็นแบบที่ชนชั้นสูงนิยมชมชื่น อันเป็นการผสมผสานอารยธรรมที่แปลกหูแปลกตาผสมเข้ากับของเดิมจนกลายมาเป็นสาระสำคัญแห่งยุคที่วัฒนธรรมการแต่งกายของชนชั้นสูงเป็นประหนึ่งหัวมังกุท้ายมังกรที่ดูขบขัน แต่เมื่อเกิดการปฏิวัติ 2475 สรรสร้างระบอบใหม่ขึ้นแล้ว บรรดาวัฒนธรรมหัวมังกุท้ายมังกรที่ชนชั้นสูงได้สร้างขึ้นได้มลายหายสิ้นไป ก้าวไปสู่การปฏิวัติการแต่งกายที่เป็นสากลนิยม (Phra Sarasas, 1942, 168-169)

พระสารสาสน์ฯ เสนอให้เลิกแต่งกายแบบจารีต เขาเห็นว่าการแต่งกายแบบจารีตเป็นความสิ้นเปลือง เขาวิเคราะห์ว่า “ผู้ชายควรนุ่งกางเกงแทนนุ่งโจงกระเบน เพราะสิ้นเปลืองผ้า ซักล้างยาก สิ้นเปลือง ต้องย้อมสีบ่อยๆ” เขาเห็นว่า เมืองร้อนไม่ควรนุ่งผ้าสี เพราะจะดูดความร้อน และ “ผู้ชายไม่ควรนุ่งสีฉูดฉาด เพราะไม่ใช่ไก่หรือนกที่งามเพราะขน เพื่อล่อตัวเมีย” เขาวิเคราะห์ว่า ประเพณีการนุ่งโจงกระเบนนั้น

“ไม่ใช่ของไทย แต่เป็นของเขมร” ด้วยเหตุนี้ “การที่คนไทยยังคงนุ่งโจงกระเบน ก็เปรียบเหมือนคนจีนที่ไว้หางเปียที่เป็นมรดกของพวกแมนจู” (กรุงเทพเดลิเมล์ วันที่ 24 ธันวาคม 2471)

นอกจากนี้ เขายังวิเคราะห์ว่า “ชนชั้นสูงยังเป็นผู้ที่นำเข้าวัฒนธรรมยุโรปโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลิกปากว่าตาขยิบของชาวอังกฤษ จนกระทั่งกลายมาเป็นบุคลิกแห่งชาติไทยอันกลับกลอกที่บอกว่า ‘ใช่’ แต่หมายความว่า ‘ไม่'” (Phra Sarasas, 1942, 170)

ข้อเขียนของพระสารสาสน์ฯ วิพากษ์มรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของระบอบเก่าอย่างเผ็ดร้อนอย่างไร ติดตามต่อในตอนหน้า

เจ้าพระยายมราชกับคุณหญิงในชุดราชปะแตนและเสื้อแขนหมูแฮมกับโจงกระเบน
เจ้าพระยายมราชกับคุณหญิงในชุดราชปะแตนและเสื้อแขนหมูแฮมกับโจงกระเบน
เจ้าพระยายมราชกับคุณหญิงในชุดราชปะแตนและเสื้อแขนหมูแฮมกับโจงกระเบน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากนักการทูตสู่นักปฏิวัติ (4)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...