‘Anthropic’ จะไม่ทน! แฉยักษ์ AI จีนแอบ ‘ดูดวิชา’ ด้วยแอคฯ ปลอมกว่า 2.4 หมื่นบัญชี และการโต้ตอบกว่า 16 ล้านครั้ง!
กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าในวงการเทคโนโลยี เมื่อ Anthropic บริษัท AI แถวหน้าของสหรัฐฯ ผู้สร้างโมเดลสุดชาญฉลาดอย่าง Claude ออกมาประกาศกร้าวว่า ถูกบริษัท AI ระดับ ยูนิคอร์น จากจีน 3 แห่ง แอบย่องเข้ามาใช้ทรัพยากรจากโมเดลของตนไปใช้อย่างผิดกฎหมาย เพื่อเร่งทางลัดในการพัฒนา AI ของฝ่ายจีนเอง
แผนลับ 24,000 บัญชีปลอม
ในบล็อกโพสต์ล่าสุด Anthropic ระบุว่าบริษัทจีน 3 แห่ง ได้แก่ DeepSeek, MiniMaxและ Moonshot AI(เจ้าของโมเดล Kimi) ได้ใช้กลยุทธ์สร้างบัญชีปลอมขึ้นมามากกว่า 24,000 บัญชีเพื่อเข้ามาโต้ตอบกับ Claude เป็นจำนวนมหาศาลกว่า 16 ล้านครั้ง
แน่นอนว่าเป้าหมายของแอคหลุมเหล่านี้ไม่ใช่การหาคำตอบทั่วไป แต่คือการทำสิ่งที่เรียกว่า Distillationหรือการ กลั่นกรองวิชาโดยการนำคำตอบของ Claude ไปใช้เป็นข้อมูลในการเทรนด์ AI ของตัวเองให้เก่งขึ้น แต่ใช้งบน้อยลง ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงการใช้งานอย่างร้ายแรง เพราะ Anthropic สั่งห้ามพฤติกรรมนี้อย่างเด็ดขาด และปกติแล้ว Claude ก็ไม่ได้เปิดให้บริการในประเทศจีนด้วยซ้ำ
ไม่ใช่แค่ Anthropic ที่กล่าวหาบริษัท AI จากจีนเท่านั้น แต่ไม่กี่สัปดาห์ก่อน OpenAI(ผู้สร้าง ChatGPT) ก็ได้ส่งบันทึกถึงสภาคองเกรสสหรัฐฯ ในลักษณะเดียวกันว่า DeepSeekและบริษัทจีนอื่น ๆ พยายามเป็น กาฝาก(Free-ride) หากินจากความสำเร็จของสหรัฐฯ มาโดยตลอด
ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว DeepSeek สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลกด้วยการเปิดตัวโมเดลที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ ChatGPT แต่ใช้ทรัพยากรเครื่อง (Computing Power) น้อยกว่าอย่างน่าประหลาด จนเกิดคำถามว่า "จีนทำได้ยังไง?"ซึ่งคำตอบที่ Anthropic และ OpenAI พยายามบอกโลกตอนนี้ก็คือ "พวกเขาไม่ได้สร้างเองทั้งหมด แต่แอบลอกการบ้านไปต่างหาก"
มากกว่าแค่การลอก… แต่คือ ภัยความมั่นคง
Anthropic เตือนว่า AI ที่ถูกสร้างจากการ "แอบดูดวิชา" นั้นอันตรายกว่าที่คิด เพราะ ไร้ระบบความปลอดภัยเนื่องจากโมเดลเหล่านี้อาจไม่มีกำแพงกั้น (Safety Guardrails) ที่รัดกุมเหมือนต้นฉบับ
หรือหากตกไปอยู่ในมือผู้ไม่หวังดี อาจถูกใช้สร้างอาวุธชีวภาพ หรือใช้ในการโจมตีทางไซเบอร์ นอกจากนี้ รัฐบาลอาจนำไปใช้ในการ สอดแนมประชาชน หรือสร้างแคมเปญบิดเบือนข้อมูลในระดับใหญ่
อย่างไรก็ตาม Anthropic มองว่า การที่บริษัทจีนต้องดิ้นรนใช้วิธีลัดเช่นนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า มาตรการควบคุมการส่งออกชิปของสหรัฐฯ นั้นได้ผลเพราะมันบีบให้จีนไม่สามารถพัฒนานวัตกรรมด้วยตัวเองได้เพียงพอจนต้องหันมาใช้วิธีสกัดข้อมูลจากโมเดลฝั่งอเมริกาแทน