มหาเศรษฐีต่างชาติย้ายประเทศมากสุดเป็นประวัติการณ์ ไม่ชอบรัฐบาล ไม่พอใจการเมือง สิงคโปร์ติดท็อปเรดาห์ของเศรษฐีต่างชาติย้ายถิ่นฐาน
BTimes
อัพเดต 12 ก.พ. เวลา 11.42 น. • เผยแพร่ 12 ก.พ. เวลา 00.17 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Bizธนาคารยูบีเอสเอจี เปิดเผยว่า ในปี 2025 มหาเศรษฐีมีสัดส่วน 36% ของลูกค้ามหาเศรษฐีของธนาคารจำนวน 87 คนที่มีการย้ายถิ่นฐานไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศอย่างน้อย 1 ครั้ง ในขณะที่มี 9% พิจารณาที่จะย้ายถิ่นฐานไปอาศัยอยู่ต่างประเทศ ที่สำคัญมหาเศรษฐีที่มีอายุต่ำกว่า 54 ปีลงมา พบว่ามีสัดส่วนมากถึง 44% ที่ย้ายถิ่นฐานไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศ ส่งผลให้ทำสถิติการย้ายถิ่นฐานของมหาเศรษฐีออกไปอยู่ต่างประเทศที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์เกิดขึ้นในปี 2025 ผ่านไป
กรีนแบค ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านภาษีระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ทั้งเศรษฐีและมหาเศรษฐีชาวอเมริกันที่ยกเลิกสัญชาติอเมริกันและย้ายถิ่นฐานไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศเพิ่มขึ้น 49% ในปี 2025 ผ่านไป เมื่อเปรียบเทียบกับในปี 2024 ที่เพิ่มขึ้น 30% สาเหตุพบว่ามีถึง 51% ยอมรับว่ามีความไม่พอใจการเมืองของประเทศตัวเอง หรือสหรัฐอเมริกา รวมถึงความไม่พอใจต่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกา
เฮนรี่ แอนด์ พาร์ทเนอร์ ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการที่ปรึกษาการย้ายถิ่นฐานเพื่อการลงทุน โดยเฉพาะของมหาเศรษฐีชื่อดังระดับโลก เปิดเผยว่า ในปี 2025 ผ่านไปได้รับการแจ้งความต้องการย้ายถิ่นฐานออกนอกประเทศเป็นจำนวน 218 ราย ในจำนวนดังกล่าวส่งใบสมัครการย้ายถิ่นฐานเป็นจำนวน 100 คน จาก 95 ประเทศ จำนวนใบสมัครดังกล่าว เพิ่มมากขึ้นถึง 28% เมื่อเทียบกับปี 2024
สาเหตุที่ทำให้มหาเศรษฐีทั่วโลกได้ตัดสินใจย้ายถิ่นฐานไปอยู่อาศัยอยู่ในต่างประเทศมากขึ้นเป็นผลมาจากครอบครัวที่ร่ํารวยให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางการเมือง ความปลอดภัยส่วนบุคคล อัตราภาษีต่ํา และคุณภาพชีวิตที่สูง มหาเศรษฐี มีวิธีคิดที่ว่าการย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน เปรียบเสมือนทางเลือกในการการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงจากการไม่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป หากนโยบายหรือการเมืองในประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดความขัดแย้งได้กลายเป็น 1 ใน 2 ปัจจัยความสำคัญอันดับต้นต้นที่บรรดามหาเศรษฐีตัดสินใจย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยไปต่างประเทศ ส่วนอีกหนึ่งปัจจัย ได้แก่ แรงจูงใจที่ต้องการย้ายถิ่นฐานออกไปอาศัยอยู่ต่างประเทศ เพื่อเป็นการปกป้องความเสี่ยงของ สินทรัพย์
สำหรับประเทศจุดหมายปลายทางซึ่งเป็นที่นิยม และชื่นชอบของมหาเศรษฐีที่ตัดสินใจย้ายถิ่นฐานออกไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศนั้น ได้แก่ ประเทศสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ หรือยูเออี รัฐบาลประเทศยูเออีได้ใช้นโยบายเอื้ออำนวยและต้อนรับชาวต่างประเทศที่เข้ามาพร้อมอาศัยอยู่ในประเทศ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นศูนย์ ไม่มีภาษีความมั่งคั่งและกําไรจากการลงทุน และนโยบายวีซ่าทองคำาทำาให้กับชาวต่างประเทศระดับมหาเศรษฐีที่ทําให้เป็นศูนย์กลางการย้ายถิ่นฐานหลัก
เฮนรี่ แอนด์ พาร์ทเนอร์ เปิดเผยว่าประเทศยูเออีมีจำนวนมหาเศรษฐีต่างประเทศย้ายเข้ามาสำนักอาศัยในปี 2025 ผ่านไป มีจำนวนสุทธิมากกว่า 9,800 คน ทำสถิติเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีจำนวนมหาเศรษฐีย้ายเข้ามาอาศัยมากที่สุดในโลก ในขณะที่ทวีปยุโรปเป็นหนึ่งในภูมิภาคเป้าหมายการย้ายถิ่นฐานของมหาเศรษฐีเช่น กรีซและโปรตุเกส ในขณะที่ ประเทศโมนาโกอิตาลี และสวิตเซอร์แลนด์ เป็นเป้าหมายของมหาเศรษฐีที่ย้ายถิ่นฐานในระดับครอบครัวเพื่อต้องการความมั่นคงการอยู่อาศัยในระยะยาว และเสถียรภาพด้านภาษี
สิงคโปร์เป็นอีกหนึ่งประเทศเป้าหมายของมหาเศรษฐีทั่วโลกที่ต้องการย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่อาศัย เนื่องจากมีความชัดเจนด้านความมั่นคงด้านนโยบายการกำกับของรัฐบาล และโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงระดับความก้าวหน้าด้านการเงินที่ยอดเยี่ยมในประเทศสิงคโปร์