โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Mystical Royal Nationalism (จบ)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 29 ม.ค. เวลา 02.00 น. • เผยแพร่ 29 ม.ค. เวลา 02.00 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

Mystical Royal Nationalism (จบ)

ในบรรดาพระเครื่องและเหรียญตราหลายชิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสงครามเย็นเป็นต้นมา หนังสือ “พระทรงเสกพรฯ” ชี้ให้ผู้อ่านเห็นถึงการหลอมรวมระหว่างอุดมการณ์ “ชาตินิยม” เข้ากับ “กษัตริย์นิยม” “ศาสนา” และลักษณะเชิง “อภินิหาร” อย่างน่าสนใจ

ซึ่งเป็นลักษณะประการสุดท้ายที่นำมาสู่ Mystical Royal Nationalism

การทำให้วัตถุเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของชาติเกิดขึ้นจาก 2 ประการเป็นอย่างน้อย

หนึ่ง การออกแบบศิลปกรรมบนวัตถุให้มีลักษณะของศิลปะประจำชาติไทย

และสอง การผสม “มวลสาร” ที่อ้างอิงไปสู่สัญลักษณ์ตัวแทนของแผ่นดินไทย

พระพุทธนวราชบพิตร พระพุทธรูปองค์สำคัญที่รัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริจัดสร้างขึ้นเพื่อพระราชทานให้แก่จังหวัดต่างๆ ในช่วงสงครามเย็น คือหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนประเด็นนี้ชัดเจน

พุทธลักษณะได้รับการปั้นหล่อให้มีลักษณะศิลปะสุโขทัยประยุกต์

พระพุทธนวราชบพิตร ที่มา : หนังสือ “พระพุทธนวราชบพิตร และพระราชดำรัส”

ศิลปะสุโขทัย ในช่วงสงครามเย็น เป็นรูปแบบศิลปะที่ถูกอธิบายโดยรัฐและนักประวัติศาสตร์กระแสหลักทุกแขนงให้เป็นตัวแทนของ “ความเป็นไทย” เป็นรูปแบบที่สะท้อนถึงอิสระเสรีภาพของชนชาติไทยที่ประกาศเอกราชต่อชนชาติขอม เป็นยุคทองที่เป็นต้นกำเนิดของชาติไทยในแทบทุกอย่าง ทั้งภาษา รูปแบบการปกครอง ศิลปะ และวัฒนธรรม กล่าวได้ว่าเป็นรูปแบบศิลปะที่ได้รับบทบาทเป็นภาพแทนแห่งจิตวิญญาณของชาติไทย

(ดูประเด็นนี้เพิ่มใน Chatri Prakitnonthakan, The origins of Sukhothai art as the Thai golden age : the relocation of Buddha images, early Ratanakosin literature and nationalism. South East Asia Research, 27 (3), 254-270.)

การเลือกพุทธลักษณะเป็น “ปางมารวิชัย” สื่อถึงการชนะมารซึ่งในบริบทของพระพุทธรูปองค์นี้คือการชนะมารคอมมิวนิสต์ที่กำลังเข้ามาคุกคามเอกราชของชาติไทย

บริเวณฐานพระมีการฝังติด “พระพิมพ์สมเด็จจิตรลดา” ไว้ด้วย ซึ่งพระพิมพ์องค์นี้จะมีการผสมผงมวลสารศักดิ์สิทธิ์จากปูชนียสถานสำคัญทางพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักร เป็นดั่งตัวแทนของแผ่นดินไทยอันศักดิ์สิทธิ์ทั่วประเทศได้มาอยู่รวมกัน ณ พระพุทธรูปองค์นี้

นอกจากนี้ ที่ฐานพระยังจารึกข้อความว่า “ทยฺยชาติยา สามคฺคิยํ สติสญฺชานเนน โภชิสิยํ รกฺขนฺติ คนชาติไทยจะรักษาความเป็นไทยอยู่ได้ด้วยมีสติ สำนึกอยู่ในความสามัคคี”

เหรียญพระเครื่องหลวงปู่แหวน รุ่นเราสู้ 2520

เหรียญพระเครื่องหลวงปู่แหวน รุ่นเราสู้ 2520 เป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจ

ตัวเหรียญออกแบบเป็นเหรียญทรงกลม ด้านหน้าเป็นรูปหลวงปู่แหวน พระเกจิสำคัญของภาคเหนือ ด้านหลังออกแบบด้วยสัญลักษณ์ของกองทัพทั้งสี่เหล่าทัพ พร้อมทั้งสัญลักษณ์ของพลเรือน

โดยเหนือสัญลักษณ์ทั้งห้าออกแบบเป็นรูปพระมหาพิชัยมงกุฎ ที่หมายถึงองค์พระมหากษัตริย์ กลางเหรียญมีเลข 2520 คือปีที่สร้าง โดยมีเส้นรัศมีกระจายออกไปโดยรอบ

สื่อถึงบุญญาธิการของรัชกาลที่ 9 ที่แผ่ออกไปสู่กองทัพต่างๆ โดยรอบของรัศมีออกแบบเป็นรูปหัวใจเกี่ยวร้อยกันไปโดยรอบ หมายถึงกองทัพและพลเรือนต่างมีใจรักสามัคคีเพื่อพิทักษ์รักษาสถาบันกษัตริย์ และวงนอกสุดของเหรียญจารึกพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พร้อมข้อความว่า “เราสู้ สู้ตรงนี้ สู้ที่นี่”

(อ้างถึงใน “พระทรงเสกพรฯ” หน้า 349)

วัตถุมงคลทั้งสองชิ้นไม่ใช่แค่เพียงทำหน้าที่เป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้คนในภาวะสงครามเย็น

แต่คือหลักฐานเชิงรูปธรรมของช่วงเวลาที่ “ชาติ-กษัตริย์-ศาสนา-อภินิหาร” หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ โดยมีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์กลางที่สำคัญที่สุด

เรื่องเล่าปาฏิหาริย์ในกรณีของพระพิมพ์สมเด็จจิตรลดาที่เกิดขึ้นโดยที่พระพิมพ์ชุดนี้ไม่เคยผ่านพิธีพุทธาภิเษกใดๆ คือสิ่งที่ยืนยันประเด็นนี้ได้อย่างชัดเจน

ในส่วนของเหรียญเราสู้ ที่ผ่านพิธีพุทธาภิเษกของพระเกจิชั้นนำก็สะท้อนให้เราเห็นถึงพระพุทธศาสนาที่ถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชาตินิยมไทยและหนุนเสริมให้อุดมการณ์กษัตริย์นิยมก้าวขึ้นมามีบทบาทนำเหนืออุดมการณ์ชุดอื่น

หนังสือ “พระทรงเสกพรฯ” ทำให้เรามองเห็นกระบวนการ “ปรับ/สร้าง” ภายในของสถาบันกษัตริย์ผ่านการผลิตพระเครื่องและเหรียญตรา ที่ทำให้อุดมการณ์กษัตริย์นิยมสามารถต่อสู้ อยู่รอด และเอาชนะความท้าทายต่างๆ มาได้ ตั้งแต่ภัยคุกคามจากจักรวรรดินิยม, การปฏิวัติ 2475, และสงครามเย็น

ในบางช่วงเวลาอุดมการณ์ชุดนี้อาจถดถอย แต่ก็ไม่เคยสูญหาย และในที่สุดก็สามารถครองอำนาจนำชุดอุดมการณ์ของภาครัฐมาได้โดยตลอดจนถึงปัจจุบัน

ในทัศนะของผม หนังสือเล่มนี้มีศักยภาพที่จะเข้าไปขยายความหรือต่อยอดแนวคิดของ ธงชัย วินิจจะกูล ว่าด้วย “ราชาชาตินิยม” ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นว่าด้วยเงื่อนไขทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมอะไรที่ทำให้อุดมการณ์ชุดนี้ครอบงำสังคมไทยได้อย่างมีพลัง

ซึ่งข้อเสนอที่ผมมองเห็นจากหนังสือ “พระทรงเสกพรฯ” (ไม่ว่าผู้เขียนจะตั้งใจเสนอหรือไม่ก็ตาม) ก็คือ “คุณลักษณะเชิงอภินิหาร” ที่ถูกสถาปนาขึ้นแวดล้อมสถาบันกษัตริย์มาโดยตลอดและไม่เคยสูญหายไปไหน ผ่านเครื่องมือและสื่อกลางนานาชนิด (ในกรณีหนังสือเล่มนี้นำเสนอผ่านพระพุทธรูป พระเครื่อง วัตถุมงคล และเหรียญตรา) ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของราชาชาตินิยมก็เป็นได้

หรือพูดให้ชัดก็คือ ถ้าอยากจะเข้าใจพลังที่แท้จริงของอุดมการณ์ “ราชาชาตินิยม” ที่ทำงานอย่างทรงพลังในสังคมไทย เราอาจต้องเจาะเข้าไปที่ใจกลางจิตวิญญาณที่หล่อเลี้ยงอุดมการณ์ชุดนี้

นั่นก็คือ “คุณลักษณะเชิงอภินิหาร” ซึ่งอุดมการณ์ชุดอื่นไม่ว่าจะเป็น “ชาตินิยม” “สังคมนิยม” “เสรีนิยม” ฯลฯ ไม่มีคุณสมบัตินี้ปรากฏอยู่เลย

แน่นอน ไม่ปฏิเสธเงื่อนไขอีกมากที่ทำให้อุดมการณ์ชุดนี้ครองอำนาจนำ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาที่เลือกสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ให้เป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ภัยคอมมิวนิสต์, ความขัดแย้งทางการเมืองหลากหลายกลุ่มในสังคมไทยที่เปิดทางให้แก่การครองอำนาจนำของอุดมการณ์ชุดนี้, การบังคับใช้กฎหมายที่รุนแรงและเข้มงวดจนทำให้สถาบันกลายเป็นสิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ฯลฯ

แต่สิ่งที่อยากชวนให้คิดคือ “คุณลักษณะเชิงอภินิหาร” อาจเป็นตัวละครที่สำคัญอีกตัวหนึ่งที่ทำให้อุดมการณ์ชุดนี้มีพลัง ซึ่งงานที่ผ่านมาอาจจะยังละเลยไป

ที่สำคัญคือ เป็นปฏิบัติการที่ทำงานอยู่ในระดับชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการแขวนพระเครื่อง กราบไหว้บูชา ติดห้อยตามเสื้อผ้า และทำงานผ่านเรื่องเล่าเชิงปาฏิหาริย์ที่ตีพิมพ์อยู่ในสิ่งพิมพ์แบบชาวบ้านมากมาย แม้กระทั่งเรื่องเล่าที่ถูกส่งผ่านตามตลาดเช่าพระทั้งหลาย

ในงานของ Michael Billig ว่าด้วย Banal nationalism คุณ Billig เสนอว่า อุดมการณ์ชาตินิยมในรัฐชาติสมัยใหม่ที่ทรงพลังอยู่ได้นั้น มิได้เกิดจากพลังของเหตุการณ์พิเศษที่เป็นเรื่องเล่าแห่งชาติอันยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่คือการถูก “ผลิตซ้ำ” อย่างเงียบๆ ในชีวิตประจำวัน ผ่านสิ่งเล็กน้อยที่ดูเป็นธรรมดาสามัญและไม่เป็นการเมืองต่างหาก

ซึ่งเมื่อนำมาพิจารณาในบริบทไทย สิ่งนี้ได้ก่อให้เกิดภาวะ “ความศักดิ์สิทธิ์ที่กลายเป็นความสามัญ” (The Banality of Sacredness) ที่ทำให้ความขลังและปาฏิหาริย์กลายเป็นเรื่องปกติประจำวันที่โอบล้อมวิถีชีวิตของผู้คนไว้อย่างแนบเนียน

และถ้าเราลองปรับใช้แนวคิดนี้มองการสถาปนาอำนาจนำของ “ราชาชาตินิยม” ในมิติ “คุณลักษณะเชิงอภินิหาร” ผ่านการใช้สอยพระเครื่องและเหรียญตราต่างๆ เราอาจพบคำตอบที่น่าสนใจในการทำความเข้าใจอุดมการณ์ชุดนี้มากขึ้นหรือไม่ นี่คือคำถามที่เกิดจากการอ่าน “พระทรงเสกพรฯ”

หาก Banal nationalism ทำให้ชาติปรากฏผ่านธง ป้าย และภาษาในชีวิตประจำวัน Banality of Sacredness ก็ได้ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันกษัตริย์แทรกซึมอยู่ในกิจวัตรประจำวันที่ดูไม่เป็นการเมืองอย่างการแขวนพระหรือพกเหรียญ

และจากความคิดนี้ก็ได้นำผมไปสู่การนึกถึงคำว่า “Mystical Royal Nationalism” ขึ้นในที่สุด ซึ่งหากจะให้นิยามแนวคิดนี้ว่าคืออะไร ก็คงจะได้ประมาณนี้

Mystical Royal Nationalism หมายถึง ชาตินิยมที่สถาบันกษัตริย์ถูกทำให้เป็นศูนย์กลางของชาติ ผ่านการระดมใช้สัญญะศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อเชิงอภินิหาร และญาณวิทยาที่อยู่นอกเหตุผลสมัยใหม่

แนวคิดนี้อาศัยความเชื่อเชิงจักรวาลวิทยา อภิปรัชญาทางศีลธรรม และการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ที่ถูกทำให้ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อสถาปนาอำนาจนำของสถาบันกษัตริย์ซึ่งถูกทำให้ดำรงอยู่นอกการเมืองแบบทางการ

แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงทำหน้าที่เป็นกลไกอำนาจศูนย์กลางของสังคม

ชาตินิยมรูปแบบนี้ทำงานในลักษณะของอำนาจนำ โดยทำให้อำนาจทางการเมืองถูกทำให้ดูเป็นชะตากรรมทางศีลธรรมและความจำเป็นทางจิตวิญญาณ ความจงรักภักดีจึงถูกผูกเข้ากับการเป็นสมาชิกของชาติ ขณะที่การไม่เห็นด้วยหรือการท้าทายอำนาจถูกแปรความหมายให้กลายเป็นการลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นความเห็นต่างทางการเมือง

แนวคิดนี้สะท้อนว่าอำนาจอธิปไตยมิได้ตั้งอยู่บนโครงสร้างกฎหมายหรือระบบราชการเพียงอย่างเดียว หากยังถูกค้ำจุนด้วยระบอบเชิงสัญลักษณ์ที่ผสานการปกครองเข้ากับความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่มีเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ถูกแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นความจริงทางศีลธรรมที่ดูไร้กาลเวลา

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Mystical Royal Nationalism (จบ)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...