นักวิชาการประเมินเศรษฐกิจไทยปี 69 สัญญาณฟื้นตัวชัด แนะรัฐชู 3 กลไกยกระดับจีดีพีโตทะลุ 3%
นักวิชาการ มธ. ชี้ GDP ปี 68 ขยายตัว 2.4% สะท้อนภาวะ ‘พ้นวิกฤต’ แต่ยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพและคู่แข่งในภูมิภาคอาเซียน แนะรัฐบาลใหม่เร่งเปลี่ยนเม็ดเงินขอรับการส่งเสริมบีโอไอ “แสนล้านบาท” ให้เกิดการลงทุนจริงผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับอุตสาหกรรม ชี้จังหวะทองปี 69 ต้องปิดดีล FTA ไทย-อียู ชิงส่วนแบ่งตลาดโลกจากเวียดนาม-มาเลเซีย พร้อมรักษาวินัยการคลังเพื่อความมั่นคงทางเครดิตเรตติ้ง
20 กุมภาพันธ์ 2569 – รศ. ดร.พีระ เจริญพร คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2568 ที่ระบุตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยายตัวที่ 2.4% ว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านพ้นจุดวิกฤตที่เลวร้ายที่สุดมาแล้ว อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตดังกล่าวยังคงอยู่ในระดับที่ “ต่ำกว่าศักยภาพ” (Underperforming) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศในภูมิภาคที่มีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 4-5%
เสถียรภาพเศรษฐกิจไทย: ภาวะ ‘พ้นขีดอันตราย’ แต่ยังไม่แข็งแกร่ง
แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะเดินหน้ามาถูกทางจากนโยบายกระตุ้นในระยะสั้น แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือการนำพาเศรษฐกิจออกจากสภาวะฟื้นตัวช้า เพื่อเข้าสู่รอบการเติบโตใหม่ที่มีเสถียรภาพ โดยเฉพาะในจังหวะที่ทั่วโลกกำลังพิจารณาย้ายฐานการผลิตออกจากจีนและเอเชียตะวันออกเพื่อลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งถือเป็นโอกาสทองของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์
“ศักยภาพของประเทศไทยสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้มากขึ้นกว่านี้… ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงที่มีอัตราการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ และต่ำกว่าประเทศในภูมิภาคเดียวกัน นั่นหมายความว่า แม้จะออกจากห้องไอซียูแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ออกจากโรงพยาบาล”
3 กลยุทธ์เชิงรุกขับเคลื่อน GDP ปี 69 ทะลุเป้าหมาย 3%
เพื่อให้ GDP ในปี 2569 ขยายตัวได้มากกว่า 3% ตามเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ รศ. ดร.พีระ ได้เสนอแนะแนวทางบริหารจัดการมหภาคผ่าน 3 กลไกหลักที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน:
1. การเปลี่ยนเม็ดเงินขอรับส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นเม็ดเงินลงทุนจริง (Real Investment)
- ปัจจุบันมีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติมูลค่านับแสนล้านบาท แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นเพียงตัวเลขในกระดาษ ภาครัฐจำเป็นต้องลดอุปสรรคเชิงโครงสร้าง เร่งจัดสรรพื้นที่อุตสาหกรรม และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมรองรับอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพื่อให้เกิดการก่อสร้างโรงงานและการจ้างงานจริง ซึ่งจะเป็นเม็ดเงินมหาศาลที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
2. การเร่งปิดดีลเขตการค้าเสรี (FTA) กับคู่ค้าสำคัญ
- ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยชี้ชัดว่าการเปิดเสรีทางการค้าคือปัจจัยหลักที่ช่วยดัน GDP ให้โตกระโดด รัฐบาลใหม่ต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป (EU) และกลุ่มประเทศคู่ค้าใหม่ เพื่อไม่ให้ไทยเสียเปรียบด้านภาษีและการเข้าถึงตลาดเมื่อเทียบกับเวียดนามหรือมาเลเซีย ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI)
3. การรักษามาตรฐานวินัยการเงินการคลัง
- การรักษาวินัยทางการคลังไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการประหยัดงบประมาณ แต่คือการรักษาความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตานักลงทุนระดับโลก การที่ไทยสามารถคงอันดับเครดิตเรตติ้งที่ดีจะส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของประเทศและภาคเอกชนอยู่ในระดับที่ต่ำ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจในระยะยาว
ความเสี่ยงทางการเมืองและยุทธศาสตร์ความต่อเนื่องของนโยบาย
รศ. ดร.พีระ ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อโมเมนตัมเศรษฐกิจ โดยระบุว่าความต่อเนื่องของนโยบายและการบริหารงานโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (Technocrats) เป็นปัจจัยชี้ขาด หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้แกนนำพรรคภูมิใจไทยไม่สามารถบูรณาการการทำงานระหว่างพรรคร่วม หรือไม่สามารถดึงบุคลากรที่มีความสามารถระดับมืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการ อาจส่งผลให้ทิศทางเศรษฐกิจที่กำลังจะฟื้นตัวต้องประสบภาวะชะงักงัน
“รัฐบาลควรเรียนรู้บทเรียนจากอดีต… ถ้าครั้งนี้รัฐบาลไม่สามารถรักษาสัญญาว่าจะให้เทคโนแครตมือดีมาทำงานให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ ก็อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเจอปัญหาได้ เรื่องนี้เป็นความเสี่ยงทางการเมืองที่ต้องดูกันต่อไป”
นอกจากนี้ ประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ชายแดนและการค้าระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกัมพูชา ควรถูกพิจารณาผ่านกรอบผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแบบองค์รวม รัฐบาลไม่ควรใช้ประเด็นชาตินิยมมาปิดโอกาสทางการค้าชายแดนที่ไทยเป็นฝ่ายเกินดุลมาโดยตลอด เนื่องจากการขยายตัวของการค้าชายแดนถือเป็นกลไกสำคัญในการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจท้องถิ่น
ปี 2569 ปีแห่งการชี้ชะตา ก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง
ในระยะยาว รศ. ดร.พีระ เชื่อว่าปี 2569 จะเป็น "ปีแห่งการชิงความได้เปรียบ" (Opportunity Window) หากรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นผ่านการลงทุนภาครัฐที่เหมาะสมและการปิดดีลการค้าเสรีได้สำเร็จ ประเทศไทยจะมีโอกาสเข้าสู่รอบการเติบโตแบบขาขึ้นที่ยั่งยืนต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 5-10 ปี
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขสถิติ แต่เป็นการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของชาติผ่านการดึงอุตสาหกรรมยุคใหม่เข้ามาตั้งฐานการผลิต เพื่อสร้างเศรษฐกิจมูลค่าเพิ่มและหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางในที่สุด