โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นักวิชาการประเมินเศรษฐกิจไทยปี 69 สัญญาณฟื้นตัวชัด แนะรัฐชู 3 กลไกยกระดับจีดีพีโตทะลุ 3%

การเงินธนาคาร

อัพเดต 20 ก.พ. เวลา 12.15 น. • เผยแพร่ 20 ก.พ. เวลา 05.15 น.

นักวิชาการ มธ. ชี้ GDP ปี 68 ขยายตัว 2.4% สะท้อนภาวะ ‘พ้นวิกฤต’ แต่ยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพและคู่แข่งในภูมิภาคอาเซียน แนะรัฐบาลใหม่เร่งเปลี่ยนเม็ดเงินขอรับการส่งเสริมบีโอไอ “แสนล้านบาท” ให้เกิดการลงทุนจริงผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับอุตสาหกรรม ชี้จังหวะทองปี 69 ต้องปิดดีล FTA ไทย-อียู ชิงส่วนแบ่งตลาดโลกจากเวียดนาม-มาเลเซีย พร้อมรักษาวินัยการคลังเพื่อความมั่นคงทางเครดิตเรตติ้ง

20 กุมภาพันธ์ 2569 – รศ. ดร.พีระ เจริญพร คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2568 ที่ระบุตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยายตัวที่ 2.4% ว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านพ้นจุดวิกฤตที่เลวร้ายที่สุดมาแล้ว อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตดังกล่าวยังคงอยู่ในระดับที่ “ต่ำกว่าศักยภาพ” (Underperforming) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศในภูมิภาคที่มีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 4-5%

เสถียรภาพเศรษฐกิจไทย: ภาวะ ‘พ้นขีดอันตราย’ แต่ยังไม่แข็งแกร่ง

แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะเดินหน้ามาถูกทางจากนโยบายกระตุ้นในระยะสั้น แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือการนำพาเศรษฐกิจออกจากสภาวะฟื้นตัวช้า เพื่อเข้าสู่รอบการเติบโตใหม่ที่มีเสถียรภาพ โดยเฉพาะในจังหวะที่ทั่วโลกกำลังพิจารณาย้ายฐานการผลิตออกจากจีนและเอเชียตะวันออกเพื่อลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งถือเป็นโอกาสทองของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์

“ศักยภาพของประเทศไทยสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้มากขึ้นกว่านี้… ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงที่มีอัตราการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ และต่ำกว่าประเทศในภูมิภาคเดียวกัน นั่นหมายความว่า แม้จะออกจากห้องไอซียูแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ออกจากโรงพยาบาล”

3 กลยุทธ์เชิงรุกขับเคลื่อน GDP ปี 69 ทะลุเป้าหมาย 3%

เพื่อให้ GDP ในปี 2569 ขยายตัวได้มากกว่า 3% ตามเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ รศ. ดร.พีระ ได้เสนอแนะแนวทางบริหารจัดการมหภาคผ่าน 3 กลไกหลักที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน:

1. การเปลี่ยนเม็ดเงินขอรับส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นเม็ดเงินลงทุนจริง (Real Investment)

  • ปัจจุบันมีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติมูลค่านับแสนล้านบาท แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นเพียงตัวเลขในกระดาษ ภาครัฐจำเป็นต้องลดอุปสรรคเชิงโครงสร้าง เร่งจัดสรรพื้นที่อุตสาหกรรม และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมรองรับอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพื่อให้เกิดการก่อสร้างโรงงานและการจ้างงานจริง ซึ่งจะเป็นเม็ดเงินมหาศาลที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

2. การเร่งปิดดีลเขตการค้าเสรี (FTA) กับคู่ค้าสำคัญ

  • ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยชี้ชัดว่าการเปิดเสรีทางการค้าคือปัจจัยหลักที่ช่วยดัน GDP ให้โตกระโดด รัฐบาลใหม่ต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป (EU) และกลุ่มประเทศคู่ค้าใหม่ เพื่อไม่ให้ไทยเสียเปรียบด้านภาษีและการเข้าถึงตลาดเมื่อเทียบกับเวียดนามหรือมาเลเซีย ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI)

3. การรักษามาตรฐานวินัยการเงินการคลัง

  • การรักษาวินัยทางการคลังไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการประหยัดงบประมาณ แต่คือการรักษาความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตานักลงทุนระดับโลก การที่ไทยสามารถคงอันดับเครดิตเรตติ้งที่ดีจะส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของประเทศและภาคเอกชนอยู่ในระดับที่ต่ำ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจในระยะยาว

ความเสี่ยงทางการเมืองและยุทธศาสตร์ความต่อเนื่องของนโยบาย

รศ. ดร.พีระ ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อโมเมนตัมเศรษฐกิจ โดยระบุว่าความต่อเนื่องของนโยบายและการบริหารงานโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (Technocrats) เป็นปัจจัยชี้ขาด หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้แกนนำพรรคภูมิใจไทยไม่สามารถบูรณาการการทำงานระหว่างพรรคร่วม หรือไม่สามารถดึงบุคลากรที่มีความสามารถระดับมืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการ อาจส่งผลให้ทิศทางเศรษฐกิจที่กำลังจะฟื้นตัวต้องประสบภาวะชะงักงัน

“รัฐบาลควรเรียนรู้บทเรียนจากอดีต… ถ้าครั้งนี้รัฐบาลไม่สามารถรักษาสัญญาว่าจะให้เทคโนแครตมือดีมาทำงานให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ ก็อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเจอปัญหาได้ เรื่องนี้เป็นความเสี่ยงทางการเมืองที่ต้องดูกันต่อไป”

นอกจากนี้ ประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ชายแดนและการค้าระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกัมพูชา ควรถูกพิจารณาผ่านกรอบผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแบบองค์รวม รัฐบาลไม่ควรใช้ประเด็นชาตินิยมมาปิดโอกาสทางการค้าชายแดนที่ไทยเป็นฝ่ายเกินดุลมาโดยตลอด เนื่องจากการขยายตัวของการค้าชายแดนถือเป็นกลไกสำคัญในการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจท้องถิ่น

ปี 2569 ปีแห่งการชี้ชะตา ก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

ในระยะยาว รศ. ดร.พีระ เชื่อว่าปี 2569 จะเป็น "ปีแห่งการชิงความได้เปรียบ" (Opportunity Window) หากรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นผ่านการลงทุนภาครัฐที่เหมาะสมและการปิดดีลการค้าเสรีได้สำเร็จ ประเทศไทยจะมีโอกาสเข้าสู่รอบการเติบโตแบบขาขึ้นที่ยั่งยืนต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 5-10 ปี

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขสถิติ แต่เป็นการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของชาติผ่านการดึงอุตสาหกรรมยุคใหม่เข้ามาตั้งฐานการผลิต เพื่อสร้างเศรษฐกิจมูลค่าเพิ่มและหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางในที่สุด

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...