โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บันทึกพ่อค้าฮอลันดา ระบุกษัตริย์อยุธยามีรายได้ 25 ตันทองต่อปี!

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 23 ม.ค. เวลา 08.23 น. • เผยแพร่ 23 ม.ค. เวลา 08.17 น.
ภาพ “ยูเดีย” (อาณาจักรอยุธยา) วาดโดยโยฮันเนส วิงโบนส์ (Johannes Vingboons) ต้นสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

บันทึกพ่อค้าฮอลันดา ระบุกษัตริย์อยุธยามีรายได้ 25 ตันทองต่อปี!

ดัตช์ หรือฮอลันดา เป็นชาติที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 คือ ค.ศ. 1604 (พ.ศ. 2147) ในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ต่อมา สมเด็จพระเจ้าปราสาททองได้พระราชทานที่ดินให้ฮอลันดาตั้งสถานีการค้าของตนขึ้นในอยุธยา เมื่อ ค.ศ. 1634 (พ.ศ. 2177)

พ่อค้าฮอลันดาในอยุธยาได้บันทึกสิ่งที่พบเห็น หรือได้ยินไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งเรื่องสภาพภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ สถาบันกษัตริย์ การปกครอง ความเชื่อ วิถีชีวิต ฯลฯ

บันทึกพ่อค้าฮอลันดาเหล่านี้จึงเป็นหลักฐานสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ทำให้คนยุคหลังได้เห็นแง่มุมต่าง ๆ ของมนุษย์อยุธยา

บันทึกพ่อค้าฮอลันดาสำคัญอย่างไร?

บันทึกของพ่อค้าฮอลันดาไม่ได้มีความสำคัญแค่การบรรยายสิ่งที่พบเห็นในอยุธยาอย่างละเอียดเท่านั้น แต่ยังเป็น “ภาพ” ที่ผู้บันทึกต้องการให้ชาวยุโรป “เห็น” ว่าอยุธยาเป็นอย่างไรด้วย

โครงการวิจัย “งานพรรณนาการเดินทางว่าด้วยราชอาณาจักรสยามโดยชาวฮอลันดาในคริสต์ศตวรรษที่ 17” โดย ผศ. ดร. ภาวรรณ เรืองศิลป์ อาจารย์ประจำภาคประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาเอกสารของพ่อค้าฮอลันดา ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา หรือ “วีโอซี” (Verenigde Oost-Indische Compagnie-VOC) ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ที่เข้ามาค้าขายในอยุธยา ระบุว่า

เอกสารเหล่านี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อการสื่อสาร และแลกเปลี่ยนข้อมูลภายในวีโอซี ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ที่ถ่ายทอดความรู้จากลูกจ้างบริษัทรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง เอกสารวีโอซีส่วนหนึ่งนำไปตีพิมพ์เป็น “งานพรรณนาการเดินทาง” (travelogue หรือ travel literature) มีจุดมุ่งหมายในการเผยแพร่ต่อสาธารณะผ่านการตีพิมพ์ และการจำหน่ายให้กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะทำได้

อ. ภาวรรณ อธิบายว่า งานพรรณนาการเดินทางเป็นงานนิพนธ์ประเภทหนึ่ง ได้รับความนิยม และแพร่หลายในยุโรปก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 20 ในยุคที่การเดินทางท่องเที่ยวนอกทวีปยังจำกัดอยู่ในหมู่คนจำนวนน้อย และการเข้าถึงประสบการณ์ทางอ้อมผ่านสื่ออย่างภาพถ่าย และภาพเคลื่อนไหวยังไม่เกิดขึ้น งานเขียนลักษณะนี้ จึงเป็นมากกว่าการบันทึกประสบการณ์การเดินทางของผู้เขียนไปยังต่างแดน เพราะยังต้องทำให้ผู้อ่านสามารถจินตนาการตามตัวอักษร จนเกิดประสบการณ์การท่องเที่ยวด้วยจินตนาการ

การทำให้ผู้อ่านเกิดสิ่งที่ในปัจจุบันเรียกว่า “ประสบการณ์เสมือน” ผู้เขียนจำเป็นต้องให้รายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับดินแดน และผู้คนที่ตนรายงานถึง ที่สำคัญ คือ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ สภาพภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศ ข้อมูลทางประชากรศาสตร์ รวมถึงจารีตประเพณี วิถีชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสิ่งที่แตกต่างจากชาวยุโรป ซึ่งเป็นจุดดึงดูดผู้อ่านที่กระหายใคร่รู้เรื่องแปลก

งานพรรณนาการเดินทางได้รับการให้คุณค่าว่าเป็น “งานชาติพันธุ์วรรณนา” (ethnography) และนำมาใช้เป็นแหล่งข้อมูลในงานวิชาการศาสตร์สาขาต่าง ๆ รวมถึงการศึกษาทางประวัติศาสตร์

4 พ่อค้าฮอลันดา ผู้ให้ภาพกรุงศรีอยุธยา

ในโครงการวิจัย “งานพรรณนาการเดินทางว่าด้วยราชอาณาจักรสยามโดยชาวฮอลันดาในคริสต์ศตวรรษที่ 17” อ. ภาวรรณ ศึกษางานพรรณนาการเดินทางของพ่อค้าฮอลันดา 4 คน ที่เข้ามาค้าขายในอยุธยา ได้แก่

“Remonstrantie en verthoninge der gelegentheyt des coninckrijx van Siam mitsgaders haeren handel ende wandel ende waar de negotie meest in bestaet etc.” โดย กอร์เนลิส ฟัน ไนเอินโรเดอ (Cornelis van Nijenrode) หัวหน้าสถานีการค้าของวีโอซีในอยุธยา ระหว่าง ค.ศ. 1611-1612 (พ.ศ. 2154-2155) และ ค.ศ. 1617-1621 (พ.ศ. 2160-2164) เขาเขียนงานชิ้นนี้ เมื่อ ค.ศ. 1621 ถือเป็นงานแนวชาติพันธุ์วรรณนาว่าด้วยสยามชิ้นแรกของชาวฮอลันดา

“Notitie vande situatie, regeeringe, macht, religie, costuymen, traffijcqen ende andere remercquable saecken des Coninghrijcks Siam.” โดย โยสต์ สเคาเติน (Joost Schouten) หัวหน้าสถานีการค้าของวีโอซีในอยุธยา ระหว่าง ค.ศ. 1633-1636 (พ.ศ. 2176-2179) เขาทำหน้าที่ผู้ช่วยหัวหน้าสถานีการค้ามาก่อนหน้านั้นด้วย งานชิ้นนี้เขียนใน ค.ศ. 1636 ถือเป็นงานชาติพันธุ์วรรณนาว่าด้วยสยามของขาวยุโรปชิ้นแรกที่ได้รับการตีพิมพ์ เมื่อ ค.ศ. 1638 (พ.ศ. 2181) ต่อมาได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ ในยุโรป

“Beschryving van het koningryk Siam. Mitsgaders het verhaal van den oorsprong, onderscheyd, politijke regering, d’ecclesiatique en costuymelijke huyshoudinge van d’Edelen en Borgerlijke Lieden: als mede den loop der Negotie, en andere remarquable saaken des Koningrijks Siam.” โดย เยเรมียัส ฟัน ฟลีต (Jeremias van Vliet) หรือ “วันวลิต” เขาทำงานร่วมกับสเคาเตินในฐานะผู้ช่วยหัวหน้าสถานีการค้า และสืบทอดตำแหน่งหัวหน้าสถานีจากสเคาเตินในช่วง ค.ศ. 1636-1641 (พ.ศ. 2179-2184) งานชิ้นนี้เขียนขึ้นใน ค.ศ. 1638 โดยอาศัยเค้าโครงงานเขียนของสเคาเติน แต่มีรายละเอียดกว่ามาก เป็นที่นิยมในการใช้อ้างอิงในการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย

“De derde voyagie van Gijsbert Heecq naar Oost Indijen.” โดย ไคสแบร์ต เฮก (Gijsbert Heecq) แพทย์ประจำวีโอซี เข้ามาพร้อมเรือบริษัทที่มาถึงอยุธยา เมื่อ ค.ศ. 1655 (พ.ศ. 2198) เขาพำนักในอยุธยาเป็นเวลาสั้น ๆ และเขียนบันทึกสิ่งที่พบเห็นไว้

ในบรรดา 4 คนนี้ ที่คนไทยคุ้นกันมากสุดก็คือ “วันวลิต” ที่บันทึกถึงมุมน่าสะพรึงกลัวของสมเด็จพระนเรศวรฯ ราวกับเห็นด้วยตาตนเอง (ทั้งที่เข้ามาอยุธยาหลังยุคสมเด็จพระนเรศวรฯ ไปแล้วหลายสิบปี) รวมทั้งเรื่องการบูชายัญฝังคนทั้งเป็นไว้ใต้เสา ที่ก็สยดสยองไม่แพ้กัน

กษัตริย์อยุธยามีรายได้ 25 ตันทองต่อปี!

จากการสำรวจ อ. ภาวรรณ พบว่า บันทึกของไนเอินโรเดอ, สเคาเติน, ฟัน ฟลีต และเฮก ให้ความสำคัญกับการพรรณนาสภาพทางภูมิศาสตร์ เมืองหลวง ระบบการปกครอง สถาบันกษัตริย์ เศรษฐกิจ สังคม และความเชื่อ เป็นประเด็นหลักร่วมกัน

ในประเด็นว่าด้วยสถาบันกษัตริย์ ชาวฮอลันดาตระหนักดีถึงความเป็นศูนย์กลางของสถาบันกษัตริย์ในสังคมอยุธยา ในราชอาณาจักรอยุธยานั้น อำนาจสูงสุด และการปกครองเป็นของกษัตริย์ กษัตริย์แห่งสยามมีอำนาจเด็ดขาดที่จะผูกมิตรสร้างสันติในการทำสงคราม เป็นผู้สถิตความยุติธรรม และอภัยโทษ

สเคาเติน กล่าวว่า กษัตริย์อยุธยาทรงทำทุกอย่างตามแต่พอพระทัย ทรงตรากฎหมายโดยไม่ต้องปรึกษา หรือขอความยินยอมจากใคร พระประสงค์ของกษัตริย์คือกฎ ที่ปรึกษาอาจถวายคำแนะนำบ้างในบางโอกาส พระองค์สามารถใช้ผู้มีตำแหน่งสูงตามแต่พระทัย และสามารถยึดทรัพย์พวกเขาได้ด้วย แม้มีความผิดน้อยนิด ทุกคนเป็นเพียง “ทาสและผู้สวามิภักดิ์” พระองค์ไม่ต้องสนใจเหตุผล และกฎหมายอื่นใด

ขณะที่ ฟัน ฟลีต เห็นว่า กษัตริย์สยามมีอำนาจเกือบสมบูรณ์ ตามกฎหมายพระองค์ต้องปรึกษาคณะที่ปรึกษา และขุนนางมีอำนาจตรวจสอบพระองค์ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการพิพากษาที่ผิด หรือไม่เป็นกลาง อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งต่าง ๆ นั้น กษัตริย์เป็นผู้แต่งตั้ง เช่นเดียวกับที่กษัตริย์เป็นผู้ให้ทุกอย่าง ดังนั้น ทุกคนสามารถเสียตำแหน่งไปได้ ด้วยเหตุผลที่เล็กน้อยที่สุด

นอกจากอำนาจทางการเมือง บันทึกของพ่อค้าชาวฮอลันดายังระบุว่า กษัตริย์อยุธยาทรงเป็นผู้ผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจอีกด้วย

ไนเอินโรเดอ ยกให้กษัตริย์แห่งอยุธยาทรงเป็นผู้มีอำนาจ และมั่งคั่งเหนือกว่าที่อื่นใดในตะวันออก (ยกเว้นจีน) รายได้หลักของกษัตริย์มาจากค่าเช่าที่ เงินภาษีอากร การออกใบอนุญาตสำหรับสินค้านำเข้า และส่งออก ภาษีที่ดิน ประมง ไม้ผล นอกจากนี้ ยังมีเหมืองทอง เหมืองตะกั่ว ป่าไม้ฝาง ไม้สักถูกส่งออกไปชายฝั่งโคโรมันเดล (อบิสสิเนีย) ญี่ปุ่น

กษัตริย์อยุธยายังทรงเป็นทายาทรับสมบัติของสมาชิกราชสำนักที่เสียชีวิต ลูกเมียของผู้เสียชีวิตจะได้รับค่าเลี้ยงดู และมีรายได้แน่นอน หรืออย่างน้อย 1 ใน 3 ของสมบัติ หากพ่อค้าต่างด้าวตาย กษัตริย์จะได้รับสมบัติ 2 ใน 3 ของสินค้าของสมบัติ รายได้มี 20,000 catty Siamese silver ต่อปี ไนเอินโรเดอ คำนวณว่า ประมาณ 25 ตันทอง และใช้จ่ายเพียงปีละ 15 ตัน ที่เหลือรักษาไว้ในท้องพระคลัง ดังนั้น ในสยามมีท้องพระคลังที่มหาศาล กษัตริย์จะใช้จ่ายส่วนใหญ่กับการสร้างศาสนสถาน สิ่งเสริมบารมี ซึ่งล้วนแต่ใช้เงินมหาศาล

แม้จะบรรยายสิ่งที่เกิดขึ้นในอยุธยาได้ค่อนข้างละเอียด แต่ผู้เขียนอาจมีความผิดพลาดในการเข้าถึงข้อมูล ไม่เห็นเอง แต่ได้ยินผู้คนบอกเล่าต่อกันมา หรือแต่งเติมเสริมจนเกินจริง เพราะเอกสารส่วนหนึ่งมีการนำไปตีพิมพ์จำหน่าย ทำให้ต้องนำเสนอในสิ่งที่คิดว่าผู้อ่านต้องการอ่าน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ภาวรรณ เรืองศิลป์. (2557). โครงการวิจัย “งานพรรณนาการเดินทางว่าด้วยราชอาณาจักรสยามโดยชาวฮอลันดาในคริสต์ศตวรรษที่ 17”. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 มกราคม 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : บันทึกพ่อค้าฮอลันดา ระบุกษัตริย์อยุธยามีรายได้ 25 ตันทองต่อปี!

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...