คนไทยเสี่ยงโรคอ้วน 45% อาหารแปรรูป นั่งแช่ไม่ลุก เครียด นอนน้อย เสี่ยงหมด
‘กินซะ ไม่กินจะหิวโซ’ ประโยคที่เพลงไวรัลที่อาจสะท้อนความจริงอีกด้านของสังคมยุคใหม่ ที่ “การกิน” ไม่ได้เกี่ยวแค่ความอิ่ม แต่โยงไปถึงพฤติกรรม สุขภาพ และความเสี่ยงระยะยาวโดยไม่รู้ตัว
วันที่ 4 มีนาคมของทุกปี คือวันโรคอ้วนโลก (World Obesity Day) วันที่ทั่วโลกพร้อมใจกันส่งสัญญาณเตือนว่า “โรคอ้วน” ไม่ใช่เรื่องของรูปร่างหรือความสวยงาม แต่คือโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการป้องกันและดูแลอย่างจริงจัง
ปัจจุบัน โรคอ้วนกำลังกลายเป็นวิกฤตสุขภาพระดับโลก อัตราผู้มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในทุกช่วงวัย ทั้งเด็ก วัยทำงาน และผู้สูงอายุ พร้อมความเสี่ยงโรคร่วมอย่างเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ
สำหรับประเทศไทย สถานการณ์ก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน เมื่อพฤติกรรมการบริโภคและวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้คนไทยจำนวนมากเผชิญภาวะอ้วนลงพุงโดยไม่รู้ตัว และนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพที่ใหญ่กว่าที่คิด
ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ระบุว่า จากการสำรวจในปี 2568 คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสูงถึง 45% เป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าหลายคนยังเข้าใจว่าโรคอ้วนเป็นเพียงปัญหาเรื่องรูปร่าง แต่แท้จริงเป็นโรคที่ทำร้ายทั้งระบบฮอร์โมน การเผาผลาญ และการทำงานของอวัยวะสำคัญ ซึ่งหากปล่อยไว้นานไม่รักษาอาจนำสู่ภาวะแทรกซ้อน ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และหนักที่สุดอาจทำให้หัวใจล้มเหลวซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต
นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล อายุรแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก รพ.วิมุต จะมาแชร์ว่าพฤติกรรมแบบไหนที่เสี่ยง “โรคอ้วน” ไม่รู้ตัว พร้อมสัญญาณเตือนที่ไม่ควรละเลย และแนวทางการในการปรับไลฟ์สไตล์วันละนิด แต่พิชิตโรคอ้วนและเปลี่ยนชีวิตได้จริง
[ “โรคอ้วน” จุดเริ่มต้นของเบาหวาน ความดันสูง และหัวใจล้มเหลว ]
โรคอ้วน หรือภาวะน้ำหนักตัวเกิน คือการที่ร่างกายสะสมปริมาณไขมันมากเกินไปจนรูปร่างไม่สมดุล แถมยังสร้างความผิดปกติต่อระบบในร่างกาย ทั้งการที่ฮอร์โมนผิดปกติจากการดื้อเลปติน ทำให้สมองไม่สั่งการว่ารู้สึกอิ่มแม้ร่างกายจะมีพลังงานเหลือ การที่ไขมันปล่อยสารอักเสบออกมาทำร้ายระบบหัวใจและหลอดเลือด และการที่ร่างกายต่อต้านการลดน้ำหนักด้วยการลดการเผาผลาญ และกระตุ้นความหิวเพื่อดึงน้ำหนักกลับไปที่จุดสมดุลหรือน้ำหนักเดิมของเรา
นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล เล่าว่า “การเป็นโรคอ้วนอาจทำให้เกิดโรคร่วมหลายอย่าง เริ่มจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เพราะเซลล์ไขมันที่ขยายตัวจะเกิดการอักเสบ ทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินจนตับอ่อนทำงานหนักและควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ถัดมาคือความดันโลหิตสูง เพราะโรคอ้วนกระตุ้นร่างกายให้กักเก็บน้ำและเกลือมากเกินจำเป็น
ส่งผลให้หลอดเลือดหดตัวจนความดันในเลือดเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ โรคอ้วนยังทำให้ไขมันในเลือดผิดปกติ โดยมักพบไตรกลีเซอไรด์สูง ไขมันดี (HDL) ลดลง และไขมันเลว (LDL) จะเปลี่ยนเป็นชนิดที่เกาะผนังหลอดเลือดได้ง่าย ซึ่งทำให้หลอดเลือดแข็งและตีบเร็ว หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้น และหากไม่รักษาในระยะยาวอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้”
[ อาหารแปรรูป-นั่งแช่ไม่ลุก-เครียดเรื้อรัง-นอนน้อย พฤติกรรมเสี่ยง “โรคอ้วน” ]
โรคอ้วนมักเกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงที่คนยุคนี้จำนวนมากทำอยู่เป็นประจำ ได้แก่ การบริโภคอาหารแปรรูปสูง (Ultra-processed foods) เช่น ไส้กรอก ขนมขบเคี้ยว และอาหารแช่แข็ง ซึ่งมีส่วนกระตุ้นสมองให้รู้สึกอยากกินมากขึ้นและรู้สึกอิ่มช้าลง ถัดมาคือการนั่งทำงานต่อเนื่องนานเกิน 6–8 ชั่วโมง ที่ทำให้ระบบเผาผลาญและการกำจัดไขมันไม่มีประสิทธิภาพ
ส่วนความเครียดเรื้อรังก็เป็นหนึ่งปัจจัยเสี่ยง เพราะถ้ายิ่งเครียดสมองก็ยิ่งโหยหาอาหารมากินเพื่อผ่อนคลาย และอีกอย่างคือถ้านอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน ก็จะไปกระตุ้นฮอร์โมนความหิวและทำให้อินซูลินทำงานไม่ดี ทำให้น้ำตาลสะสมในเลือดได้นานขึ้น ซึ่งถ้าทำพฤติกรรมเหล่านี้ซ้ำ ๆ โดยไม่ปรับตัว จะทำให้เกิดโรคอ้วนในที่สุด
“ผู้ป่วยโรคอ้วนที่เริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ ทำกิจกรรมเบา ๆ ก็หอบ ระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือดผิดปกติ ปวดเข่าหรือปวดข้อเรื้อรัง นอนกรนเสียงดังหรือสงสัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เป็นสัญญาณว่าโรคอ้วนกำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเสี่ยงเป็นโรคร่วมตามมา ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในระยะยาว นอกจากนี้คนที่มี BMI เกิน 23 มีค่าความดันโลหิตสูง หรือมีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ควรมาตรวจคัดกรองแม้จะยังไม่มีอาการ”
นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล อธิบาย เริ่มพิชิต “โรคอ้วน” ลดน้ำหนักเพียง 5–10% เปลี่ยนชีวิตได้ การวินิจฉัยโรคอ้วนที่ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก รพ.วิมุต จะประเมินทั้งค่า BMI ควบคู่กับความรุนแรงของโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันสูง และคัดกรองภาวะแทรกซ้อนที่ยังไม่แสดงอาการอย่างไขมันพอกตับ เมื่อประเมินครบแล้ว แพทย์จะรักษาแบบ Health-Centered ซึ่งเน้นลดความเสี่ยงโรคร่วมมากกว่าตัวเลขบนตาชั่ง
“โรคอ้วนเป็นโรคที่มีแนวโน้มกลับมาเป็นซ้ำและสร้างภาระให้คนไข้ ทั้งต้องใช้ยาต่อเนื่อง ต้องลางานไปพบแพทย์ ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง ดังนั้นก็อยากให้ป้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เริ่มจากขยับร่างกายให้มากขึ้น เดินให้ได้วันละ 30 นาที และลดการกินของหวานให้น้อยลง พร้อมกับไปตรวจสุขภาพทุกปีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงก่อนอันตราย ซึ่งถ้าเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้ ชีวิตก็ดีขึ้นได้เลย” นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล กล่าวทิ้งท้าย